โควิดนะโควิด!!!"สมพงษ์"เผยกลุ่มเด็กเปราะบาง  พ่อแม่ตกงาน บางวันไม่มีอะไรจะกินเสี่ยงหลุดระบบการศึกษา


เพิ่มเพื่อน    

 

2มิ.ย.63-นายสมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หลายชุมชน พบว่า สถานการณ์เด็กเปราะบางและเด็กนอกระบบ อยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาสูงมาก สิ่งที่ค้นพบจากการคุยกับครอบครัวและตัวเด็ก คือ พวกเขาซึมซับจากสถานการณ์รุนแรงโควิด-19 แบบเงียบๆ โดยที่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ทั้งในภาวะที่รับรู้ข่าวสาร หรือได้รับผลกระทบจากพ่อแม่ที่ตกงาน การไม่มีรายได้ บางวันไม่รู้จะกินอะไร ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหน จะเปิดเทอมแล้วจะจัดการชีวิตภายในครอบครัวกันอย่างไร เป็นสภาพย่ำแย่ที่สุด และในด้านสุขภาพจิต พบว่า เด็กเครียดกดดัน จิตใจกระทบกระเทือนมาก

“กสศ. ทำงานด้วยการเชื่อมโยงหน่วยงานอื่นๆ พบคนที่ลงไปหากลุ่มเป้าหมายเจอนั้นคือ เอ็นจีโอ ภาคเอกชน สภาเด็ก นักวิชาการ บอกได้ว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงอยู่ตรงไหน เช่น กลุ่มเด็กเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในชุมชน ติดอยู่กับรางรถไฟ ไม่สามารถมองไม่เห็นจากถนน จากบนทางด่วน เขาแทบไม่มีตัวตนในสังคมปกติ เราแทบจะไม่เห็นเขา เมื่อ กสศ.ได้เจอกับกลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่ เขาสามารถพาไปหากลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนี้ กสศ.จะเริ่มทำคือโครงการพัฒนารูปแบบเด็กนอกระบบ กับครูนอกระบบ เป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งเล็งเป้าหมายไว้ว่า เด็กนอกระบบจะมีประมาณ 35,000 คน และครู 1,000 คน ซึ่งครูในความหมายของเราไม่ใช่ครูในโรงเรียน แต่เป็นครูนอกระบบที่ทำงานกับชุมชน เป็นเอ็นจีโอก็ได้ เป็นสภาเด็กก็ได้ หรือเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว”ที่ปรึกษา กสศ.กล่าว

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ กสศ.จะเปิดเป็นโครงการใหญ่ แบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนแรก ลงพื้นที่แล้วช่วยเหลือเลย เป็นโครงการเร่งด่วนแก้ปัญหาโควิด-19 ส่วนที่สองคือโครงการระยะยาวจะเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม เอ็นจีโอ และภาคอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมอยู่แล้ว เขียนโครงการเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งเราได้ข้อมูลจากภาคสนาม รู้เลยว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย สังคมไทยระเบิดได้ แล้วจะเป็นปัญหาที่แก้ยาก เพราะว่าเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเอง ในภาวะที่มีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันมากมาย สิ่งที่เกิดอยู่มันจะกลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรงขึ้น การที่ กสศ. มาทำต้นทาง เพื่อพยายามจะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ลง ทำให้เด็กได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษา เราสนับสนุนเรื่องทุน หาอาชีพ-รายได้ให้กับพ่อแม่เขา เชื่อว่าสิ่งนี้ จะสามารถตัดวงจรเรื่องความยากจนจากครอบครัวเขา แล้วเขาสามารถจะอยู่รอดและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้น หากทำต่อเนื่องอย่างน้อย 5-6 ปี แล้วเขาได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยที่สูงเกือบจะเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น ลดน้อยลงตามลำดับ


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'