บันทึกหน้า4


เพิ่มเพื่อน    

      ไทยโพสต์ "อิสรภาพแห่งความคิด" www.thaipost.net บรรยากาศภายในพรรคพลังประชารัฐในช่วงนี้ คงจริงอย่างที่ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" บอกไว้ว่า "เราได้สลายสามมิตรไปแล้ว" เพราะเวลานี้อย่าว่าแต่สามมิตรเลย แม้แต่มิตรเดียวยังหาใน พปชร.แทบไม่ได้ แต่ประเภทปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ มีอยู่เกลื่อนพรรค ถ้าจำกันได้ กลุ่มสามมิตรเปิดตัวครั้งแรก 2 ปีก่อน เมื่อ 18 มิ.ย.61 ที่เมืองเลย นำโดยสมศักดิ์ และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้วยถ้อยคำฟังแล้วดูดีว่า "เป็นการระดมสมองนำนโยบายความคิดมาเป็นนโยบายสานต่อการพัฒนาประเทศ" ขณะที่คอการเมืองรู้กันดีว่าเป็นการรวบรวม ส.ส.เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อรองรับให้ "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 และต้นกำเนิดสามมิตรก็คือ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" ทำหน้าที่เป็นมือประสานกลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆ เพียงแค่ไม่ออกหน้าเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งสามก็มาจากไทยรักไทย คนที่เคยเคียงข้าง "ทักษิณ ชินวัตร" ก่อนจะเปลี่ยนขั้วมาอยู่ฝั่ง "บิ๊กตู่" ภายใต้ยี่ห้อพลังประชารัฐ ที่สร้างอภินิหารพลังดูดจนสะท้านเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ แต่อย่างว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร" เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกข้าง "ผลประโยชน์" ย่อมมาก่อนเสมอ ไม่แปลกที่ตอนนี้คนใน พปชร. ประหนึ่งถือดาบในมือไว้คนละเล่ม ไม่ใช่แค่ฟาดฟันเพื่อตำแหน่งในพรรค แต่มันหมายถึงเก้าอี้ใน ครม.ซะมากกว่า

      ๐ ภาพโอบหลังจับมือกันหวานชื่นกลางสภาระหว่าง "เสี่ยเรียงหิน" กับ "ผู้กองมนัส" ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น เพราะ 2 ก๊วนนี้กินเส้นกันอยู่แล้ว ถ้าจูบปากกับก๊ก "วิรัช รัตนเศรษฐ" ก็ว่าไปอย่าง เรื่องโดนหักหลังถึงแม้ยังเอาคืนตอนนี้ไม่ทัน แต่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คงถือภาษิตจีน "ลูกผู้ชายล้างแค้น 10 ปีไม่สาย" และดูท่าไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เอาเป็นว่าคดีทุจริตสร้างสนามฟุตซอลถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อไหร่ เตรียมจัดชุดใหญ่ไว้สนองทันที

      ๐ นอกจากจะโดนบีบให้จากเก้าอี้ผู้นำ พปชร.แล้ว เวลานี้ "อุตตม สาวนายน" ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคก็ถูกกดดันให้เร่งหารือกับชุดรักษาการรวม 16 ที่เหลือนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายวิเชียร ชวลิต นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ นายอนุชา นาคาศัย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายชวน ชูจันทร์ นายสันติ กีระนันทน์ นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น นางประภาพร อัศวเหม นายไพบูลย์ นิติตะวัน เพื่อเคาะวันประชุมใหญ่สามัญ เดินหน้าเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะนับหนึ่งได้เมื่อไหร่

      ๐ กลายเป็นเผือกร้อนลวกมือประธานวุฒิสภา "พรเพชร วิชิตชลชัย" กับมติลับของที่ประชุมวุฒิสภาที่เห็นชอบรายชื่อว่าที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สองเก้าอี้ที่มาแทนปรีชา เลิศกมลมาศ และสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร คือ ณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และอีกชื่อที่กำลังมีปัญหาคือ "สุชาติ ตระกูลเกษมสุข" ซึ่งชื่อชั้นไม่ธรรมดา เพราะด้วยวัยเพียง 57 ปี กับตำแหน่งล่าสุดคือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี ที่หากยังรับราชการเป็นตุลาการอยู่ก็เหลืออายุราชการอีกร่วม 13 ปี มีโอกาสเติบโตได้อีกพอสมควร และหากสนใจจะเป็นองค์กรอิสระจริงก็ยังเหลือเวลาได้อีกหลายรอบให้มาสมัคร แต่ก็ตัดสินใจมาสมัครเป็น ป.ป.ช. จนถูกกรรมการสรรหาฯ หลายคน ก็ยังซักถามในประเด็นนี้ตอนแสดงวิสัยทัศน์ สำหรับสุชาติ เคยผ่านเก้าอี้อื่นๆ ก่อนหน้านี้ก็เช่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุโขทัย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และที่สำคัญเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในยุค คสช. ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้มีเสียงวิจารณ์กัน เพราะ ส.ว.ชุดปัจจุบันเกินครึ่งเรียกได้ว่าเป็นอดีต สนช. เพื่อนร่วมรุ่นกับสุชาติ จึงมีความคุ้นเคยกันดี และกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าสุชาติจะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เพราะการเป็นอดีต สนช. ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายเหมือนกับ ส.ส.-ส.ว.มาร่วมๆ 5 ปี จนมีการร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้กระจ่าง ..ร่ำลือกันว่า ในอนาคต ยามเมื่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. จะพ้นจากตำแหน่ง ที่แม้เหลืออีกหลายปี แต่แผงอำนาจในตึก ป.ป.ช.ที่สนามบินน้ำ หลังหมดยุคบิ๊กกุ้ย ก็ถึงคราวต้องมีคนมารับไม้ต่อตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ หากดูตามไลน์และอายุของ ป.ป.ช.แต่ละคนที่จะขยับอาวุโสกันขึ้นไป ก็พอเห็นได้บ้างว่าน่าจะเป็นคนคนนั้น ..แต่จะใช่ สุชาติ คนนี้หรือเปล่า ลำดับแรกต้องรอให้ปัญหาเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวของว่าที่ ป.ป.ช.ป้ายแดงคนนี้ เคลียร์ให้สะเด็ดน้ำเสียก่อน.


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'