หลุมดำ ๕% "รพ.ขอนแก่น"


เพิ่มเพื่อน    

    อืมมมม.....
    บัตรสนเท่ห์ใบเดียว!
    กล่าวหา "นายแพทย์ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล" ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น รับเงินทอนบริษัทยา ๕%
    ปลัดฯ สาธารณสุข "นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย"
    กลับไม่สุขุม สั่งย้ายเข้ากรุ 
    ตั้งข้อหา "มีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง" ฉับพลัน!
    และแทนที่จะให้รอง ผอ.หรือคนจากโรงพยาบาลเขตนั้นรักษาการระหว่างสอบให้สิ้นกระแสความ
    กลับให้ "นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ" เหาะข้ามภาค จากโรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ไปเป็น ผอ.แทน 
    ชนิดหาเหตุผลไม่ได้ว่า เพราะอะไรจึงต้องเป็นหมอเกรียงศักดิ์เท่านั้น?
    เพราะปี ๖๑ ก็ส่อแววมาครั้ง นพ.สุขุมขึ้นเป็นปลัดปั๊บ ก็ย้าย นพ.ชาญชัยจากขอนแก่นไปอยู่จันทบุรี ให้ นพ.เกรียงศักดิ์จากจันทบุรีมาอยู่ขอนแก่น
    แต่อยู่ได้ซัก ๕-๖ วันมั้ง....
    แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ที่ขอนแก่น ไม่ยินดีกับ ผอ.คนใหม่นี่ ก่อเกิดปฏิกิริยาขึ้น
     รัฐมนตรีสาธารณสุข ขณะนั้น "ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร" ต้องเข้ามาแก้ปัญหา ให้ย้ายสลับกลับเหมือนเดิม
    แล้วนี่ คล้ายปลัดฯ สุขุม"
    มุ่งมั่นต้องย้ายเอาหมอเกรียงศักดิ์มาขอนแก่น เอาหมอชาญชัยไปให้พ้นจากโรงพยาบาลขอนแก่นให้จงได้
    และก็ทำสำเร็จ โดยอาศัยเหตุจาก "บัตรสนเท่ห์" ไร้หัวนอน-ปลายตีนใบเดียว ป้ายโทษหมอชาญชัย!
    มันทำให้ต้องฉงน.........
    เพราะมีพิรุธที่ชวนค้นหา ว่าในโรงพยาบาลขอนแก่น มันต้องมีอะไรหรือใครทำอะไรปกปิด-ซุกซ่อนไว้สักอย่าง?    
    หมอชาญชัยอาจรู้ หรือกำลังสะสาง
    จึงนำไปสู่การผลักดันให้ต้องย้ายหมอชาญชัยออกไปให้พ้นจากโรงพยาบาลขอนแก่น
    บัตรสนเท่ห์ ๕% จึงเกิดขึ้น และปลัดฯ ก็รับลูกทันควัน
    ถ้าต้องการเคลียร์เรื่องนี้ ตามครรลองแล้ว จะย้ายเข้ากรุระหว่างสอบข้อเท็จจริง ก็ต้องย้ายแต่ต้น 
    และคนรักษาการแทน ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก็ให้รอง ผอ.หรือ ผอ.โรงพยาบาลในเขต
    แต่นี่กลับเจาะจง "หมอเกรียงศักดิ์" เจ้าเดิมแต่ผู้เดียว
    แบบนี้ มันมีเงื่อนงำชวนฉงน
    ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น ทำไมต้องเป็น "นายแพทย์เกรียงศักดิ์" แต่ผู้เดียวเท่านั้น!?
    เมื่อวาน (๕ มิ.ย.๖๓) เห็นข่าวว่า หมอเกรียงศักดิ์เดินทางไปรับตำแหน่งที่ขอนแก่นเรียบร้อยแล้ว
    ขณะเดียวกันก่อนหน้า (๔ มิ.ย.) "หมอชาญชัย" แถลงอำลาที่ขอนแก่น ท่านบอก กำลังปรึกษาทนาย ฟ้องปลัดฯ สุขุม ตามมาตรา ๑๕๗ เป็นการพิสูจน์สัตย์และป้องเกียรติประวัติตัวเอง
    ก็ต้องเช่นนั้น.........
    การฟ้องเพื่อพิทักษ์ธรรม ไม่ใช่การจองเวร 
    ถ้าถือว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่กว่าความจริง "ไม่เคยรับเงินทอน ๕%" ปรากฏ ข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง มันเอาตายไปก่อนแล้ว 
    ตายไปแล้ว ก็ยังคาประวัติว่า "มีมลทินฉ้อราษฎร์บังหลวง" สืบทอดเป็นมรดกตระกูล!
    ผมอ่านที่หมอชาญชัยให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างกรรม-ต่างวาระ และฟังจากบุคลากรทางแพทย์ขอนแก่น ที่ออกมา "เซฟหมอชาญชัย"
    ปะติด-ปะต่อ ตามเงื่อนไขเวลาและเหตุการณ์แล้ว ทำให้มองเห็นอะไรบางอย่างน่าสนใจ
    ชนิดที่ต้องบอกว่า.......
     เรื่องนี้ ป.ป.ช.เฉยไม่ได้ ควรต้องเข้าไปสอบให้กระจ่าง เพราะเงื่อนงำเรื่องนี้ จะเป็นกุญแจไขไปสู่ความลับดำมืด
    ระหว่าง "โรงพยาบาลกับบริษัทยา"
    ว่าเงินทอน ๕% มูลค่ารวม "นับแสนล้าน" ในระบบทั้งหมดหลายสิบปี ก่อนมีคำสั่งห้ามรับเมื่อปี ๒๕๖๑ หายไปไหน หรือใครเอาไป?    
    นั่นภาพรวม บนการสมประโยชน์โรงพยาบาลที่ต้องซื้อยากับบริษัทยาที่ต้องแย่งกันขายยา สู่ความมะลำ-มะเลือง ที่ชาวบ้านร้องตลอดว่า ยาแพง...ยาแพง
    แต่วันนี้ ผมพูดเฉพาะที่โรงพยาบาลขอนแก่น บนฐานข้อมูลที่ประมวลได้จากข่าว
    หมอชาญชัยเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.รพ.ขอนแก่น ครั้งแรก พฤศจิกา.๕๘
    คุณหมอบอก เมื่อเข้ามา พบว่า รพ.ขอนแก่นมีปัญหาการเงินติดลบ พูดง่ายๆ คือ "ขาดทุน" กว่า ๒๐๐ ล้านบาท 
    ไม่ใช่เพิ่งขาดทุน......
    หากแต่ขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาเป็น ๑๐ ปี!
    ท่านเข้ามาปรับปรุงกลไกบริหาร จากขาดทุนสะสม โรงพยาบาลกลับมีเงินบำรุงคงเหลือกว่า ๒๐๐ ล้าน ในปี ๒๕๖๐
    หมอชาญชัยปรับปรุงอะไร?    
    ผมจะไม่เอาจากปากหมอชาญชัย เพราะพอดี "ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์" นำปากคำ "คนกลาง" ที่อยู่ในเหตุการณ์มาเขียนไว้ซึ่งตรงกัน ถือเป็นพยานยืนยันได้ ดังนี้
    “เขาเชิญเพื่อนผมเป็นนักวิชาการด้านการเงินการบัญชีที่เก่งเรื่องการเงิน/การบัญชี ไปช่วยแก้ไขปัญหา 
    สต๊อกยาในห้องยา, ในวอร์ด, ปัญหาการรั่วไหล, ปัญหาการคีย์ข้อมูลเบิกเงิน จาก สปสช.
    เขาทำให้ของที่ซื้อในราคาเดิมหน่วยละ ๙ บาท เหลือหน่วยละ ๓ บาทได้ 
    ทำให้ประหยัดเงินโรงพยาบาลไปได้ปีละเกือบ ๔๐ ล้านบาท"
    อยากให้สังเกตตรงนี้ไว้ก่อน เดี๋ยวผมจะมาชี้ประเด็น
    มาถึงเรื่องบัตรสนเท่ห์ เป็นเหตุให้หมอชาญชัยถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ในข้อหา 
    เรียกรับเงินจากบริษัทยา ร้อยละ ๕ เข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์ต่างตอบแทน ระหว่างเดือน มี.ค.-ต.ค.๖๑
    ไทยพีบีเอสรายงานข่าวจากคำสัมภาษณ์หมอชาญชัยไว้ว่า.....
    "กรณีการรับเงินบริจาคจากบริษัทยา เรื่องนี้มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ แต่ภายหลังได้รับคำสั่งจากทางกระทรวงเมื่อเดือน มี.ค. ปี ๒๕๖๑ 
    ก็ได้ประชุมกรรมการบริหารและทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา 
    แต่ยอมรับว่า.......
    ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.๖๑ มียอดเงินบริจาคผ่านกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น เดือนละ ๑ ล้าน ๓ แสนบาท 
    จากปกติ จะมียอดบริจาคเฉลี่ยเดือนละ ๒ ล้านบาท 
    ซึ่งก็เข้าใจว่า เงินบริจาคไม่ได้มาจากบริษัทยา 
    เนื่องจากได้ทำหนังสือแจ้งไปยังทุกหน่วยงาน รวมถึงบริษัทยาด้วย 
    ภายหลังกระทรวงฯ มีคำสั่งให้งดรับเงินบริจาคจากบริษัทยา ในเดือน พ.ย. ปี ๖๑ ทางโรงพยาบาลได้ปิด "กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น" 
    โดยให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคผ่านบัญชี "เงินโรงพยาบาลขอนแก่น" แทน
    นอกจากนี้ หมอชาญชัยได้ชี้แจงกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ รพ.ขอนแก่น ๒๗ พ.ค.และตอบคำซักถามนักข่าวที่กระทรวง ๔ มิ.ย.เป็นไปทางเดียวกันว่า
    ก่อนมีการประกาศห้าม โรงพยาบาลขอนแก่นได้นำเงินที่เข้ามาในลักษณะดังกล่าว เข้าไว้ใน "กองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น" 
    "ทุกคนบริจาคเงินเข้ากองทุนพัฒนาโรงพยาบาลได้ นำไปลดหย่อนขอคืนภาษีได้มากถึง ๒ เท่า เป็นแรงจูงใจให้คนนำเงินบริจาคกันทุกปี 
    และไม่มีการโอนหรือเบิกถอนเงินจากบัญชีนี้ เข้าบัญชีส่วนตัวของผู้อำนวยการ 
    มีระบบการลงบัญชีชัดเจน มีคณะกรรมการรับผิดชอบตรวจสอบได้ จึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีการยักยอก 
    ขอยืนยันว่า เรื่องที่ถูกกล่าวหา ไม่เป็นความจริง 
    หมอชาญชัยยังบอกด้วยว่า.....
    หลัง ครม.มีมติห้ามรับเงินผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากบริษัทยา สังเกตว่า เงินบริจาคของโรงพยาบาลลดลงเห็นได้ชัด "หลายสิบล้านบาท" ในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย.๖๑
    สรุป จากปากหมอชาญชัย ประเด็นควรมอง คือ
    ๑.บริษัทยาจ่าย ๕% ให้โรงพยาบาล มีมาแต่ปี ๒๕๐๘ 
    ๒.ครม.มีมติห้ามรับ เมื่อ มี.ค.๖๑
    ๓.รพ.ขอนแก่นขาดทุนสะสมกว่า ๒๐๐ ล้าน หมอชาญชัยเข้ามาปี ๕๘ แก้ไขทางบริหารแล้ว ล้างหนี้หมด กลับมีกำไรกว่า ๒๐๐ ล้าน 
    ผลประโยชน์ที่เกิดกับโรงพยาบาลทั้งหมด หมอชาญชัยนำเข้าบัญชีกองทุนพัฒนาโรงพยาบาลขอนแก่น 
    ๔.ร้องเรียนเฉพาะช่วง เม.ย.-ต.ค.๖๑ คือหลัง ครม.สั่งห้าม เป็นปีที่มีการย้ายสลับไป-มาระหว่างหมอชาญชัยกับหมอเกรียงศักดิ์
    ๕.เกิดคำถามขึ้นว่า แล้วก่อนหมอชาญชัยเข้ามาเป็น ผอ.เงินบริษัทยา ๕% และเงินบริจาค เข้าบัญชีไหนหรือใคร? 
    และทำไมการจัดซื้อของโรงพยาบาลจึงแพง ๓ เท่าตัว เช่น ของราคา ๓ บาท กลับซื้อราคา ๙ บาท?
    ๖.เมื่อหมอชาญชัยเข้ามา นอกจากล้างขาดทุน กลับมีกำไรแล้ว ยังประหยัดเงินในการจัดซื้อไปได้ปีละเกือบ ๔๐ ล้าน แล้วทำไมจึงเกิดข้อหา "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ได้?
    ตรงนี้ ฝากประเด็นคำถามไปถึงกระทรวงสาธารณสุข และ ป.ป.ช.ว่า
    ก่อนปี ๒๕๕๘ ใครเป็น ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น?
    ทั้ง ๕% ทั้งเงินบริจาคทั้งหลาย หายไปไหน จึงขาดทุนสะสมต่อเนื่องตั้ง ๒๐๐ กว่าล้าน
    และทำไม การจัดซื้อจึงแพง ๓ เท่าตัว โดยไม่มีใครร้องเรียนและไม่มีการตรวจสอบเลย?
    เหล่านี้.........
    เป็นเหตุย้าย "หวังกลบ" อะไรหรือไม่ ป.ป.ช.ควรสนใจนะ.