'อุตตม'ยันเรียกคุยใน45วัน


เพิ่มเพื่อน    

    "อุตตม" ยันเรียกประชุมพรรคใน 45 วัน แต่ไม่ใช่สัปดาห์หน้า "สมศักดิ์" ยอมรับ พปชร.ขัดแย้ง แต่ไม่รุนแรงถึงกับพรรคแตก โทษสื่อปั่นข่าว ทำเป็นกลุ่มเป็นก้อนเบี่ยงเบนทั้งความจริงและไม่จริง เหน็บเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง "ธนกร" ท่องคาถา เป็นไปตามธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โพลเปิดโปงประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยนักการเมืองเรียกร้องปรับ ครม. เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากเงินกู้
    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดการเรียกประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดเก่า เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือก กก.บห. ชุดใหม่ หลังมี กก.บห.ลาออก 18 คนว่า การประชุมใหญ่ถือเป็นการประชุมประจำปี แม้จะมีหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลง กก.บห. ตามกฎหมายพรรคก็ต้องจัดประชุมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง กก.บห. ก็จำเป็นต้องทำภายในกำหนดเวลา 45 วัน ซึ่งขณะนี้นายทะเบียนพรรคได้เริ่มดำเนินการแล้ว 
    "ยืนยันว่าไม่มีแรงกดดันใดๆ ในสัปดาห์หน้าจะยังไม่มีการเรียกประชุมรักษาการ กก.บห.อย่างแน่นอน" หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกล่าวกรณีที่สมาชิกพรรคจะรวมตัวกันโดยใช้มาตรา 41 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเข้าชื่อขอให้เปิดประชุมวิสามัญ เพื่อที่จะขอให้เปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปีเองว่า หากทำได้ตามกฎหมายก็แล้วแต่สมาชิกจะดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการจัดประชุมใหญ่จะมีขึ้นตามกฎหมาย โดยไม่ถือว่าช้า เพราะยังอยู่ในกำหนดเวลา 45 วัน และจะมีวาระการเปลี่ยนแปลง กก.บห.แน่นอน
    ด้านนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค พปชร. กล่าวว่า ตามขั้นตอนเมื่อมี กก.บห.ลาออก พรรคก็จะต้องตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานเตรียมเชิญประชุม แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาได้ ส่วนในสัปดาห์หน้าจะเป็นการประชุมประจำสัปดาห์ของ ส.ส.เพื่อรับทราบมติของวิปรัฐบาลตามปกติเท่านั้น 
    อย่างไรก็ตาม สถานะตามกฎหมายของ กก.บห.ขณะนี้ คือ การพ้นสภาพทั้งคณะ ดังนั้นหากจะมีการเรียกประชุมจะเป็นการประชุมของรักษาการ กก.บห.ทั้ง 34 คน ไม่ใช่ 16 คนที่ไม่ได้ยื่นใบลาออก ส่วนกรณีที่จะมีสมาชิกบางส่วนเข้าชื่อตามมาตรา 41 ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อขอให้มีจัดประชุมใหญ่สามัญ โดยไม่ต้องรอหัวหน้าพรรคกำหนดนั้น คิดว่ากำหนดเดิมของการประชุมใหญ่สามัญประจำปีจะจัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด จึงต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด 
    "ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการจัดประชุม จึงไม่มีเหตุอันเป็นเงื่อนไขให้สมาชิกพรรคใช้ช่องทางดังกล่าวในการยื่นเพื่อขอจัดประชุมใหญ่ได้เอง จึงขอให้สมาชิกเข้าใจว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและกรอบเวลาของกฎหมาย ไม่มีการดึงเกมหรือทำให้เกิดความล่าช้า เนื่องจากการเตรียมการจัดประชุมขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ต้องจัดหาสถานที่และนัดวันเวลาที่เหมาะสม ถึงต้องใช้เวลาในการพิจารณาด้วย" นายวิเชียรกล่าว
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการคนในข่าว FM 100.5 MCOT News Network โดยกล่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐว่า หากจะถามว่าจบหรือไม่จบ พูดไปก็เหมือนโกหก แต่หากถามว่ามีอะไรรุนแรงหรือไม่ ต้องตอบว่าไม่มี เพราะพรรคการเมืองจะหยุดทำงานไม่ได้ และจะหยุดเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองไม่ได้ พรรคการเมืองคือกลุ่มของผู้คนที่เข้ามาทำงานทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารจัดการงบประมาณ หรือการใช้กลไกการทำงานของภาครัฐให้ประเทศเดินหน้าแข่งขันกับประเทศอื่นได้ 
"สมศักดิ์"ยันพรรคไม่แตก
    แต่หากถามผู้คนภายในพรรคทะเลาะกันหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่มี เพียงแต่อาจจะเป็นความคิดเห็นที่ออกไปแล้วมีสื่อใหญ่บางแขนงนำไปขยายความ หรือแสดงความเห็นว่าคนใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับตำแหน่งใด แล้วนำไปแนะนำกับผู้บริหารสูงสุดทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก็มีลักษณะของความชอบและความไม่ชอบส่วนตัวที่ปะปนไปด้วย ต้องบอกว่าสื่อกลุ่มใหญ่ๆ ก็สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่สื่อนั้นๆ ชื่นชอบได้
    เขายืนยันว่า เรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐไม่รุนแรงถึงขั้นพรรคแตกแน่นอน และเรื่องของคำว่าพรรคแตก มันก็เป็นความรู้สึกของสื่ออีกนั่นแหละ ที่มองว่าถ้าเป็นอย่างนี้จะแตกนะ เพราะบางทีเขาอาจจะรัก เขาหวงบางส่วนที่เขารักของเขาอยู่ ทำให้เหมือนกับว่ามันรุนแรง แต่ถ้าหากว่าเป็นไปตามธรรมชาติ มันคงไม่ใช่ 
    "ดังนั้น บทบาทของสื่อมีผลกระทบกับการเมืองมากทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องยอมรับว่าขณะนี้ถ้าสื่อที่ทำเป็นกลุ่มเป็นก้อนจะสามารถเบี่ยงเบนทั้งความจริงและไม่จริงได้ ก็เป็นความสามารถอย่างหนึ่ง” 
    นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า การที่กรรมการบริหารพรรคลาออก 18 คน ไม่ใช่เพราะคนในพรรคไม่เอากรรมการบริหารพรรคชุดนี้ เพียงแต่ว่ากรรมการบริหารพรรคชุดนี้เปิดทางให้สมาชิกเลือกผู้บริหารใหม่ ถือเป็นความใจกว้าง ซึ่งอาจจะเลือกคนเดิมได้ เพราะคนเดิมก็กลับเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคได้ แต่ถ้ามองแบบไม่รักชุดเก่าเกินไป ก็จะรู้ว่าคือการเปิดใจกว้าง
    “ผมมากลางๆ ชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนของพรรคการเมืองหลังจากการเลือกตั้งนั้น ไม่ควรจะเกิน 1 ปี ทุกพรรคก็ปฏิบัติมาเช่นนี้ เขาจะมีการพูดคุย สังคายนา ถ้าพอใจในกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม เขาก็จะเลือกเข้ามาอีก เป็นครรลองของระบอบประชาธิปไตย แต่บางทีความรักของคนบางกลุ่มที่มีต่อกรรมการบริหารพรรคชุดต่างๆ เขาก็อาจจะเอามาพูดให้ดูรุนแรง แต่จริงๆคนในพรรคไม่มีรุนแรง และผมไม่ได้คิดจะเอาอะไรเลย แต่ผมต้องการให้พรรคเป็นที่ครองใจของประชาชน อาจจะทำไม่ได้ทั้งหมด เช่น ผู้คนในกลุ่มมหาเศรษฐี เราอาจจะทำไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้คนชนบทยอมรับได้ เรามีกลไกคือในระดับของพรรค ผมมองแค่นั้นเอง ผมมองด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าจะออกมาในเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ ผมว่าเราอย่าพูดเรื่องการเมืองดีกว่า พูดเรื่องอย่างอื่นดีกว่า” 
    นายสมศักดิ์กล่าวกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยังไม่พร้อมนั่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า ก็ไปถาม พล.อ.ประวิตรทุกวัน พล.อ.ประวิตรเป็นคนซื่อ ถามท่านไป ท่านก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ตนก็เข้าใจ ท่านไม่มีอะไรหรอก ท่านตรงไปตรงมา
    ซักว่าอยากเปลี่ยนกระทรวงดูแลหรือไม่ รมว.ยุติธรรมตอบว่า ไม่เคยคิดอยากเปลี่ยนกระทรวง ตนเป็นนักการเมือง ตนรู้ว่าวันนี้ควรจะทำอะไร เราจะคิดเป็นอื่นไม่ได้ จะทำอะไรให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นสุข ได้ประโยชน์จากการทำงานของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าไปแย่งเพื่อผลประโยชน์เพื่อคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นคือคิดผิด 
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป 
    "ผมว่าไม่ต้องไปสู้รบปรบมือ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ดีกว่า ผมไม่มีปัญหา ผมอยู่ตรงนี้ ผมทำงานได้ ถ้าอยากเห็นผมในตำแหน่งอื่น ให้เวลาผมอีก 6 เดือน ผมว่าจะเห็นชัดแล้วว่าสิ่งที่ผมเข้ามาทำตรงนี้ ผมไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ ผมเป็นสายวิทยาศาสตร์ แต่ผมทำได้ ถ้ายุติธรรมกับผม ให้ผมอยู่อย่างน้อย 6 เดือน ผมจะทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม และผมก็มั่นใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเห็นอยู่ และจะได้เห็นชัดเจนในกระทรวงยุติธรรม” นายสมศักดิ์กล่าว
    นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ เผยว่า ไม่ขอพูดถึงสถานการณ์ความขัดแย้งภายในพรรค เพราะทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะมุ่งเน้นทำงานให้กับพี่น้องประชาชนเพียงอย่างเดียว
    น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐกล่าวถึงกรณีการรวมกลุ่ม 6 ส.ส.พลังประชารัฐ ประกาศจุดยืน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าพวกเราทั้ง 6 คนถือเป็น ส.ส.รุ่นใหม่ เข้ามาทำงานสภาครั้งแรก และได้เห็นถึงปัญหาที่ประชาชนทุกข์ร้อน เมื่อมาเห็นปัญหาของพรรคในขณะนี้ ก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงอยากให้ผู้ใหญ่ได้พูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดความปรองดอง เพราะวันนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งพวกตนยืนยันว่าการรวมกลุ่มในครั้งนี้ไม่ใช่การรวมเพื่อต่อรองทางการเมือง แต่รวมกลุ่มจากอุดมการณ์และแนวทางที่เหมือนกัน 
    "พวกเรามีอายุไล่เลี่ยกัน อยากเห็นการเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเหมือนๆ กัน ไม่ใช่การเมืองน้ำเน่าแบบทุกวันนี้ จึงได้รวมกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน วันนี้อยากจะขับเคลื่อนให้พรรคพลังประชารัฐก้าวไปข้างหน้า เพราะพวกเราเคารพผู้ใหญ่และ ส.ส.ทุกคนในพรรค แต่เราก็มีจุดยืน และอยากจะสะท้อนมุมมองของประชาชนให้ผู้ใหญ่ในพรรคได้รับฟัง"
    เมื่อถามถึงคุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น น.ส.วทันยากล่าวว่า จะต้องเป็นผู้นำที่มีความเข้มแข็ง มีความเป็นธรรมให้กับสมาชิก และมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพรรค เพื่อให้พรรคมีความเป็นหนึ่งเดียว และสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนชื่อแคนดิเดตที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น ตนมองว่าท่านมีความเมตตาและมีความอาวุโส และ ส.ส.ทุกคนให้ความเคารพอยู่แล้ว ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับสมาชิกในการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค
    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การปรับ ครม.เศรษฐกิจ จะเท่ากับยอมรับอย่างเป็นทางการว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ ดังนั้นการปรับ ครม.เศรษฐกิจควรจะปรับรองนายกฯ ที่เคยคุมเศรษฐกิจออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับความล้มเหลว และกระทรวงการคลังที่ไม่ได้ผลงานในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจคิดได้แค่แจกเงินอย่างเดียว แถมแจกเงินยังถูกด่าเพราะล่าช้าและไม่ทั่วถึง ประชาชนเดือดร้อนจำนวนมากไม่ได้รับ และ รมว.การคลังก็ยอมรับความผิดพลาดเอง อีกทั้งการเยียวยายังไม่เรียบร้อย แต่จะคิดแจกเงินเที่ยว แจกเงินช็อปปิ้งกันอีกแล้ว ทั้งที่ในอดีตไม่เคยประสบความสำเร็จ และไม่ได้เป็นการฟื้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ประชาชนสงสัยเตรียมโกง
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับ ครม.ที่เกิดขึ้นจากการเอาชนะกันด้วยทุนและอำนาจ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน นอกจากจะทำให้รัฐบาลนี้ล้มเหลวในการแก้ปัญหาประเทศมากยิ่งขึ้น ที่น่าเป็นห่วงคือจะเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันหนักยิ่งขึ้นโดยไม่มีใครสามารถสกัดกั้นขัดขวางได้
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อใคร กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียล ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,871 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-5 มิ.ย.ที่ผ่านมา
    เมื่อถามถึงผลประเมินคนดีในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 48.5 ระบุมีคนดีอยู่บ้าง ในขณะที่ร้อยละ 37.3 ระบุไม่มีเลย แต่ร้อยละ 14.2 ระบุมีคนดีอยู่มาก
    ที่น่าเป็นห่วงคือ ความเห็นต่อรัฐบาลในข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีปรับเพื่อใคร พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.3 มองว่ารัฐบาลจะปรับคณะรัฐมนตรีเอานักการเมืองเข้ามาหาผลประโยชน์เงินกู้และถอนทุนคืนใช้เลือกตั้งต่อไป ในขณะที่ร้อยละ 34.1 มองว่ารัฐบาลจะปรับเอาคนดีเข้ามาทำงานแก้ความเดือดร้อนและปกป้องเงินกู้ผลประโยชน์ประชาชน
    อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.1 ระบุข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชนต่อความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แสวงหาผลประโยชน์จากเงินกู้ เข้ากระเป๋านักการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 14.9 ระบุ ไม่ใช่
    ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.8 ระบุนายกรัฐมนตรีลอยตัวเหนือปัญหา ทำตัวเป็นพระเอกตลอดกาล ในขณะที่ร้อยละ 33.2 ระบุนายกรัฐมนตรีตื่นตัวแก้ปัญหา น้ำผึ้งหยดเดียว ปกป้องรักษาคนดี
    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบแนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 จนถึงล่าสุด หลังกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออก เมื่อเสร็จสิ้นการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินผ่านสภาผู้แทนราษฎร โดยฐานสนับสนุนรัฐบาลลดฮวบดิ่งลงอีก จากร้อยละ 39.1 ในช่วงอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน เหลือเพียงร้อยละ 20.4 ในช่วงหลังการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินผ่านสภาผู้แทนฯ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออก.


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน