พท.ซัดกันนัว/ปชป.ไล่'จุรินทร์'


เพิ่มเพื่อน    


    "วิษณุ" ยกอดีตมี 3 สูตรปรับ ครม. ระบุ​ดีสุดแจ้งล่วงหน้าพรรคร่วม-ให้เวลาเตรียมตัว "อุตตม" เรียกประชุม พปชร. 19 มิ.ย. กำหนดเลือก กก.บห.ชุดใหม่ 3 ก.ค. ขณะที่ไวรัสการเมืองระบาดหนัก ประชาธิปัตย์-เพื่อไทยติดกันงอมแงม เด็ก ปชป.ล่าชื่อหวังเขี่ย "จุรินทร์" เปลี่ยนแม่ทัพ เพื่อไทยไม่น้อยหน้าซัดกันกลางที่ประชุม อัดบิ๊กเนมเตรียมแยกตัวไปตั้งกลุ่มการเมืองใหม่ 
    เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด มีแต่พูดในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ว่าเป็นอำนาจของท่าน แต่ท่านยังไม่ทำ
    ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสัญญาณบ้างหรือไม่ รองนายกฯ ปฏิเสธว่า "ไม่มี ไม่มีทั้งสัญญา และไม่มีทั้งสัญญาณ"
    เมื่อถามว่า ในอดีตเคยมีกรณีที่ให้รัฐมนตรีเซ็นใบลาออกล่วงหน้าเพื่อรองรับการปรับ ครม.หรือไม่  นายวิษณุตอบว่าเป็นของพรรคการเมืองทำ แต่ว่าหัวหน้ารัฐบาลทำไม่เคยมี และไม่กล้าไปทำด้วย  เพราะสมัยก่อนเป็นรัฐบาลผสม มีหลายพรรคการเมือง หากเอาเขาเข้ามาร่วมรัฐบาล แล้วจะไปบังคับเขาเซ็นลาออกล่วงหน้าไม่ได้ แต่หากพรรคใครพรรคมันทำก็ได้ บางพรรคก็ทำ บางพรรคก็ไม่ทำ บางพรรคก็ทำด้วยเจตนาดี ในแง่เผื่อเหตุการณ์ปุบปับ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่มีเหตุจำเป็นต้องปรับ ครม.  เจ้าตัวอยู่เมืองนอก หากต้องรอให้เซ็นแล้วส่งกลับมาก็คงไม่ทัน ก็อาศัยใบลาออกที่เขียนไว้ให้ก่อนนั่นแหละ แล้วค่อยนำมากรอกวันที่ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร  บางทีเซ็นไว้แล้วก็สามารถยกเลิกได้
    ถามว่าโดยปกตินายกฯ จะแจ้งล่วงหน้าเรื่องการปรับ ครม.หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่ามีทุกแบบ  แบบที่หนึ่งคือ ไม่แจ้งรัฐมนตรี ซึ่งหากจะปรับอย่างนั้นก็เหมือนกับการปลดออกจากตำแหน่ง คือกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเลย แบบที่สองคือ แจ้งรัฐมนตรี หมายความว่าเป็นการบอกให้เขาเขียนลาออก และแบบที่สามคือ แจ้งแต่ว่ายังไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ เพียงแต่แจ้งว่ามรสุมกำลังจะมา ฝนกำลังจะตก กางร่มเตรียมไว้นะ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ก็มีเหมือนกัน
    "มีทุกรูปแบบ ในอดีตเคยมีด้วยซ้ำไป ผมเคยเขียนในหนังสือของผมว่า นายกฯ บางท่านหากต้องการปรับ ครม. ก็จะไม่บอกก่อน ซึ่งตอนนั้นผมเป็นเลขาฯ ครม. ผมจึงเรียนท่านว่าถ้าไม่บอกก่อนจะผิดใจกันนะ จึงแนะนำว่าให้บอกเขาแล้วให้ยื่นใบลาออกแทน นายกฯ จึงบอกผมว่าคุณไปบอกเอง ท่านจะไม่บอก ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลกำลังจะปรับ ครม. เพราะมีหลายคน โดยรัฐมนตรีบางคนก็เขียนมาให้ บางคนบอกไม่เขียน เก่งจริงก็ปลดสิ"
    เมื่อถามว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัย คสช.ช่วงที่ต้องปรับ ครม. มีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่าแจ้ง​ เพราะตอนมาก็มาด้วยกัน เราไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ที่จะแจ้งกันยากหน่อยก็เพราะเป็นพรรค แต่ต่อให้เป็นพรรคของตัวเองก็แจ้งยากนะ
ไม่ใช่การทำตามอำเภอใจ 
    ซักว่ารอบนี้จะมีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ปัญหาคือเรื่องแจ้งหรือไม่แจ้งล่วงหน้า  ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่การทำตามอำเภอใจ ถ้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลผสมหลายพรรค ก็ต้องเข้าใจว่า หากมีการปรับแล้วไม่ได้แจ้ง แล้วถ้าเกิดพรรคเขาคิดว่าน่าจะบอกกันก่อนนั้น เขาก็อาจจะขอเปลี่ยนตำแหน่งคนนั้นคนนี้ด้วย คืออาจจะได้ทำไปในคราวเดียวกัน แต่หากเล่นเงียบๆ และปรับ ครม.เลย  ตั้งใจจะปรับสักคนหนึ่งหรือสองคน ถ้าบอกให้รู้พรรคก็อาจจะแถมมาอีกสักสามคนห้าคน ทำไปทีเดียว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินการหลายครั้ง มันจะกลายเป็นความล่าช้าและอาจจะพลาด 
    "สมัยที่เป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลประยุทธ์ 1 นั้น เวลานายกฯ เลือกใครออก นายกฯ ก็จะเป็นคนเลือกคนเข้า จึงไม่ต้องปรึกษากับคนอื่น แต่ถ้าอยู่กันหลายพรรค สมมติจะปรับพรรค ก. แล้วตั้งใจจะทำเฉพาะพรรค ก. แต่พรรค ข.ก็อาจจะอยากปรับของเขาอยู่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่านายกฯ จะปรับ  ถ้าอยู่ดีๆ แล้วประกาศปรับ ครม. โอเคได้ปรับพรรค ก. แล้วเดี๋ยวเขาก็ขอยื่นให้ปรับพรรค ข.บ้าง เลยกลายเป็นปรับ ครม.ทุกอาทิตย์ ฉะนั้นทำเสียทีเดียวไปเลย ดังนั้นเมื่อจะทำทีเดียวก็ต้องแจ้งล่วงหน้า" นายวิษณุกล่าว
    ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปฏิเสธที่จะตอบผู้สื่อข่าวกรณีความวุ่นวายในพรรค โดยระบุว่าขณะนี้ขอไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะก่อนหน้านี้  พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดแล้วว่าให้เน้นเรื่องการทำงานให้มาก ส่วนเรื่องการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงยังไม่ขอพูดตอนนี้
    นายไพบูลย์​ นิติตะวัน​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ พรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.)​ รักษาการรองหัวหน้าพรรค​  พปชร.​ ในฐานะฝ่ายกฎหมาย​ เปิดเผยว่า​ ขณะนี้รับทราบมาว่านายอุตตมได้​ดำเนินการเรียกประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 19 มิ.ย. เพื่อกำหนดวาระวันประชุมใหญ่สามัญในการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่จะมีการจัดประชุมใหญ่สามัญในวันที่ 3 ก.ค. ถือว่าเป็นข่าวที่ดี ทำให้เห็นบรรยากาศของพรรคที่จะเป็นไปในทางที่ดีหลังจากนี้ มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น เพราะถือว่าทุกคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
    นอกจากมีความปั่นป่วนในพรรคพลังประชารัฐแล้ว ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคให้ได้เกินครึ่ง จากที่มี 39 คนตามโครงสร้างพรรค ให้ลาออกเพื่อให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคชุดใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นายอันวาร์ สาและ รองเลขาธิการพรรคและ ส.ส.ปัตตานี พร้อม 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อเรียกร้องขอให้ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาภายในพรรค กรณี ส.ส.และสมาชิกของพรรคทยอยลาออก  ตามมาด้วยการลาออกจากตำแหน่งเหรัญญิกพรรคของนายอภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ  
    ถือเป็นการลาออกนำร่องของ กก.บห.คนแรก และมีการเตรียมจัดประชุมใหญ่ในวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องสะดุดเพราะอยู่ในช่วงยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทั่งเริ่มมีความเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อ กก.บห.พรรคให้ลาออกอีกครั้ง เพื่อรอการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด ซึ่งตามข้อบังคับพรรคหากมี กก.บห.พรรคเกินกึ่งหนึ่งลาออก จะทำให้  กก.บห.พรรคทั้งหมดต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ และต้องดำเนินการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันพ้นตำแหน่ง
ลักษณวิศิษฏ์รวมศูนย์ 
    แหล่งข่าวระบุถึงสาเหตุที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เกิดจากการบริหารของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เป็นลักษณะรวมศูนย์ ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส.ในพรรค จนลูกพรรคส่วนใหญ่คุยลับหลังว่าเหมาะกับการเป็นรัฐมนตรี แต่ไม่เหมาะเป็นหัวหน้าพรรค เพราะสนใจแต่งานในกระทรวงของตัวเอง ขณะที่ปัญหาการบริหารภายในพรรค ทั้งกรณีสมองไหล แกนนำและสมาชิกพรรคทยอยลาออก ไม่ประชุมแก้ไขเพื่อรักษาบุคลากรของพรรคไว้
    แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า กรณีที่สร้างความไม่พอใจถึงการแสดงภาวะผู้นำต่อลูกพรรค คือการนำข้าวสารจำนวน 25.5 ตันไปแจกให้ อบต.ทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดพังงาในช่วงวิกฤติโควิดเพียงจังหวัดเดียว  ทั้งที่พื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดก็ประสบปัญหาเดียวกัน จน ส.ส.ลูกพรรคบางคนเอ่ยปากว่าใจดำ แทนที่จะกระจายข้าวให้จังหวัดละ 2-3 ตันให้ทั่วถึงเท่าเทียม โดยเปรียบเทียบยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ส่งถุงยังชีพแจกจ่ายลูกพรรคทุกเขตเลือกตั้งให้แจกจ่ายประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ   
    รวมถึงไม่มีการแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่กลับวางบทบาทของพรรคในสถานะเหมือนเป็นลูกไล่ที่ต้องปฏิบัติตามพรรคพลังประชารัฐ บนข้ออ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแกนนำ ต้องมีมารยาททางการเมืองในการร่วมรัฐบาล จน ส.ส.หลายคนรู้สึกอึดอัดและกังวลต่ออนาคตพรรคว่าจะตกต่ำลง จากการนำพาพรรคที่กำลังแปรสภาพกลายเป็นพรรครอเสียบ รอร่วมรัฐบาลแบบไร้ข้อแม้ ไม่ต่างจากพรรคตัวแปรอื่นๆ ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้พรรคเสียแนวทางและอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น
    นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ยินเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครมาทาบทามร่วมลงชื่อลาออกจากการเป็นรองเลขาธิการพรรค ซึ่งส่วนตัวต้องการให้มีการปรับปรุงพรรคไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้ต้องการโค่นล้มใคร ยืนยันตามเนื้อหาในจดหมายที่เคยยื่นต่อหัวหน้าพรรคไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าต้องการให้มีการประชุมใหญ่โดยเร็วที่สุด เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาภายในพรรคที่สูญเสียบุคลากรของพรรคไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นรองเลขาธิการพรรค ตนไม่ได้ต้องการมีตำแหน่งนี้เพียงเพื่อมาพิมพ์ในนามบัตร แต่เห็นว่าตำแหน่งบริหารมาพร้อมความรับผิดชอบที่ต้องขับเคลื่อนพรรคไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเห็นอะไรเป็นปัญหาต้องร่วมกันแก้ไข
    "สิ่งที่เราต้องกลับมาพิจารณาคือ สมาชิกที่ลาออกไปล้มเหลวที่จะอยู่กับพรรค หรือว่าการบริหารพรรคล้มเหลว สมาชิกไม่เห็นอนาคตจึงลาออกไป การประชุมใหญ่จะทำให้เราได้ระดมสมองร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องยืนเคียงข้างประชาชนตามอุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งพรรค อะไรทำให้พรรคตกต่ำลง เราต้องหาคำตอบให้ได้เพื่อแก้วิกฤติพรรค และแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน โดยในจดหมายที่ผมยื่นต่อหัวหน้าพรรคได้แสดงเจตจำนงไว้ด้วยว่า หากแนวทางแก้ไขวิกฤติพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีการเสียสละ เพื่อให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาสร้างศรัทธาให้กับสังคม ผมก็ยินดี เพราะไม่ยึดติดกับตำแหน่งและไม่เคยคิดโค่นล้มใคร แต่ต้องการเห็นพรรคยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง" นายอันวาร์กล่าว
พรรคแตกโทษรัฐธรรมนูญ
    ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็มีปัญหาต่อเนื่อง มีรายงานว่าในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์  อดีตหัวหน้าพรรค นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมทำหน้าที่ประธานการประชุม มีแกนนำพรรคและกลุ่ม ส.ส.ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ถึงกรณีแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนเตรียมออกไปตั้งกลุ่มแคร์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
    นายวัฒนา เมืองสุข กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่ประชุมว่า เมื่อมีข่าวพวกเราจะแยกไปตั้งกลุ่ม ก็ไม่แปลก เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ เราจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ถึงไม่ได้ตนก็ยังอยู่ แม้จะสอบตก จะยืนตรงนี้ เพราะตรงนี้คือบ้านของตน ไม่แปลกใจที่บางคนจะไป แต่ถ้าจะไปไม่ควรจะทำลายที่นี่ คำพูดที่บอกว่าต้องออกไปเพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นที่หวังของประชาชน เป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้ ถ้าเปรียบเป็นผัวเมียเมื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็แยกกันไป ไม่ใช่ปักหลักอยู่ในบ้านอย่างนี้  ถือว่าเห็นแก่ตัว เมื่อยังอาศัยพรรคนี้กลับมาสร้างความขัดแย้ง แล้วบอกว่าพรรคนี้ไม่ได้เป็นที่หวัง ไม่ได้เป็นโอกาสของประชาชน มันย้อนแย้ง คนที่จะออกไปที่จะไปตั้งพรรค เมื่อไม่มีความศรัทธา เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น ก็ควรจะไป
    เมื่อนายวัฒนาพูดจบ นายสุทินชี้แจงกับที่ประชุมตอนหนึ่งว่า "ใครประสงค์จะพูดอีกก็พูดเลย พูดแล้วจะได้จบที่นี่ จบในห้องประชุมนี่แหละ"
    จากนั้นนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม กล่าวว่า พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากควรได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าเราแตกแบงก์พันกันไปมากๆ โอกาสที่จะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลจะยากขึ้น ครั้งที่แล้วขณะที่เขาจะสืบทอดอำนาจ เราจึงไม่มีโอกาสจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ในโอกาสครั้งต่อไปคิดว่าโอกาสเรายังมีอยู่ การเลือกตั้งเชื่อว่าเรายังเป็นอันดับหนึ่ง คิดว่า ส.ส.เขตไม่มีใครคิดจะออกไปจากพรรคเพื่อไทย การจะทำให้พรรคมั่นคงแข็งแกร่งต้องตั้งหลักตั้งสติให้ดี จะเดินงานการเมืองข้างหน้าอย่างถูกต้อง เป็นประเพณีที่ถูกต้องสวยงาม ถ้าอยู่ที่นี่ต้องส่งเสริมสนับสนุนพรรคของเรา
    นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุด ฝ่ายเราที่จะออกไปมาบอกว่า ส.ส.อีสานหมดน้ำยา ขาดความร่มเย็นที่จะมาสร้างความเป็นสุขให้พี่น้องประชาชน  คนที่ออกไปแล้ว เช่น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เราไม่ติดใจสักเท่าไหร่ แต่คนอื่นๆ มาพูดมันเสียความรู้สึก  วันนี้อยากจะเชิญให้ท่านมาพูดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะได้ทำตัวทำใจให้เข้าใจกัน จะไปหรือจะอยู่ แล้วภาระที่ต้องไปประชุมกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาจเป็นภาระที่ทำความสับสนให้เกิดขึ้น ถ้าคนพูด ส.ส.ไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นที่พึ่งประชาชนไม่ได้ มันก็จบแล้ว นักการเมืองเวลาแบบนี้พูดกันอย่างอื่นไม่ได้ ต้องแสดงความจริงใจว่าจะอยู่หรือจะไป ขอให้แสดงความจริงใจกับประชาชน  
    นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนเลือกตั้งได้เสนอแนวความคิดขอให้พรรคสู้เลย ส่งทั้ง 350 เขต ยังไงก็ได้ไม่ต่ำกว่า 210 เสียง ส่วนบัญชีรายชื่อรอเป็นรัฐมนตรี เพราะเราได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่จากนั้นก็มาแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย จุดเปลี่ยนการเมืองที่ผ่านมาอยู่ที่ทษช. (ไทยรักษาชาติ) ถูกยุบ ไม่ว่าคนที่อยู่ที่นี่หรืออยากไป เชื่อว่าเรายังเป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นคนที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันอยู่ ยังเชื่อว่าคนที่จะไปตั้งพรรคหรือพวกเราที่อยู่นี่ ยังรักการต่อสู้แนวทางประชาธิปไตย คงไม่มีใครย้ายไปฝั่งเผด็จการ ถ้ามีความจำเป็น ไปแล้วก็ต้องยังรักกันได้ ทำงานร่วมกันได้ การเมืองวันข้างหน้าต้องเดินตามระบอบประชาธิปไตย ยังต้องอาศัยมือทั้งหลายในการมาจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดไม่ต้องไป สู้ด้วยกัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
รัฐบาลอยู่ในภวังค์ที่โซเซ
    จากนั้นก็มีสมาชิกและ ส.ส.สลับกันลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอีกระยะ ทำให้นายสมพงษ์กล่าวขึ้นมาว่า ไม่สบายใจเมื่อมีคนมาพูดว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นที่คาดหวังประชาชนได้ ควรนำคำพูดนั้นมาเป็นพลัง ทำงานหนักลบคำสบประมาท หากตนและคุณหญิงสุดารัตน์ผนึกกำลังก็จะขับเคลื่อนพรรคให้ประสบความสำเร็จได้ และขอให้คุณหญิงกับตนไปร่วมแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกระแสข่าวต่างๆ ด้วยกัน
    วันเดียวกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์, นายสมพงษ์, นายสุทิน พร้อมทั้งคณะ ส.ส.เพื่อไทยหลายคน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการออกข่าวพรรคเพื่อไทยขาดความสามัคคีนั้น ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีการแบ่งกันทำงาน ตนทำงานในสภา คุณหญิงสุดารัตน์ทำงานด้านยุทธศาสตร์ ยืนยันว่าเราทำงานกลมเกลียวและเข้าใจกัน  ประโยชน์สูงสุดตกแก่พรรคเพื่อไทย อะไรที่เข้าใจผิดขอให้เข้าใจกันด้วย เราสองคนทำงานกันอย่างกลมเกลียวและจริงจัง แต่แน่นอนว่าการทำงานย่อมติดขัดกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่และแก้ไขได้ ตนทำงานประสานกับคุณหญิงสุดารัตน์โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
    นายสมพงษ์กล่าวว่า บางทีรัฐบาลอยู่ในภวังค์ที่โซเซ ย่อมมีบุคคลที่ต้องเตรียมตัวเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ แต่ทุกคนเป็นเพื่อนฝูงกันหารือกันตลอดเวลา ซึ่งการตั้งพรรคใหม่ก็เพื่อให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้าสภา ส่วนตัวเชื่อว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยยังอยู่กับพรรคตามเดิม  
    "เมื่อรัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ ก็กำลังต้องเตรียมตัวเท่านั้นเอง พรรคอื่นๆ ก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน  อย่างพรรครัฐบาล แต่เราไม่ขัดแย้งกัน ขอให้สบายใจกันได้" นายสมพงษ์กล่าว 
    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า การที่มี ส.ส.จะไปตั้งพรรค เราเข้าใจดีว่ากติกาแบบนี้ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นผู้เป็นนักการเมืองและต้องการเข้าสภาจึงไปทำพรรคการเมือง ต่างเป็นเรื่องดีทั้งนั้นเพราะยังอยู่กับซีกประชาธิปไตย เป็นความจำเป็นจากรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยวและเข้าใจกันดี
    นายสุทินกล่าวว่า การตั้งพรรคเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่การไปตั้งพรรคนั้นมีการเสนอข่าวที่ทำให้พรรคเดิมเสียหาย ซึ่งคิดว่าไม่มีเจตนาเหล่านั้น ตนยังมั่นใจว่าเราที่ยังอยู่และสมาชิกที่ไปก็จะยังทำงานร่วมกันในอนาคตได้อีกยาว เพราะยังอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ ส.ส.โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคอีสานได้รับความทุกข์มากที่สุด ดังนั้นการยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของพรรคได้ดีที่สุด คือการทำงานในสภาที่ผ่านมา เช่นการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเราภูมิใจว่า ส.ส.ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ทำงานได้เป็นอย่างดี 
    "ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นอย่างนี้ เชื่อว่ายังอยู่ด้วยกันทั้งหมด แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีทางแก้ได้จึงต้องมีการหาที่ยืน อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังจับมือทำงานได้กันเหมือนเดิม" นายสุทินกล่าว 
    นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และประธาน ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวว่า  ส.ส.อีสานมีความเหนียวแน่นและกลมเกลียวที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยมาถึงพรรคเพื่อไทย จะไม่มี ส.ส.อีสานหนีไปไหน ยังอยู่กับเพื่อไทย
    รายงานข่าวจากพรรคก้าวไกลระบุว่า เมื่อช่วงที่มีการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านมา มี ส.ส.จากพรรคก้าวไกลและอดีตผู้สมัคร ส.ส.จากเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง ได้นัดรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัวร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์ โดยอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย จากกลุ่ม "คนรุ่นใหม่"  เป็นตัวกลางในการติดต่อประสานงานครั้งนี้ 
    ทั้งนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เมื่อเรื่องแดงไปถึงหูของแกนนำพรรคได้สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยแกนนำท่านนั้นได้เรียกกลุ่ม ส.ส.มาตักเตือน ทั้งยังแจ้งไปยังฝั่งพรรคเพื่อไทยว่า พรรคก้าวไกลไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายผู้บริหารและผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็ไม่พอใจต่อการกระทำของคนฝ่ายตัวเองด้วยเช่นกัน
    อย่างไรก็ตาม การนัดรับประทานอาหารระหว่าง ส.ส.บางส่วนของพรรคก้าวไกลกับคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพียงแต่ครั้งที่ผ่านๆ มาไม่ได้เป็นข่าวเท่านั้น. 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส