ห้ามย้ายขาด2ผอ.-สอบ186รพ.หักหัวคิว


เพิ่มเพื่อน    


    "อนุทิน" สั่งปลัด สธ.ห้ามย้ายขาด "ชาญชัย-เกรียงศักดิ์" จนกว่าจะสอบวินัยแล้วเสร็จ  พร้อมตั้ง "นพ.ม.ล.สมชาย" ประธาน กก.ชุดใหญ่สอบ 186 โรงพยาบาลรับหัวคิวบริษัทยา 5% ขณะที่ ผอ.รพ.ทั่วประเทศโต้ข่าว บี้ "หมอสุขุม" สืบหาข้อเท็จจริง
    สืบเนื่องจากกรณีที่ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีคำสั่งย้าย นพ.ชาญชัย  จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น มายังกองบริหารการสาธารณสุข กรณีปัญหาเรียกรับเงินบริจาคบริษัทยาเข้ากองทุนพัฒนาโรงพยาบาล และแต่งตั้ง นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี มาเป็นรักษาการแทนนั้น
    เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขว่า ขอสั่งการเป็นนโยบาย ห้ามออกคำสั่งย้ายขาดนายชาญชัย จันทร์วรชัยกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ออกจากตำแหน่ง และห้ามย้ายนายเกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระปกเกล้า จนกว่าการสอบสวนวินัยร้ายแรงจะแล้วเสร็จ
    ทั้งนี้ นายอนุทินระบุด้วยว่าได้รายงานนายกฯ แล้ว และได้รับบัญชามาว่าหากมีความจำเป็น รมว. สธ.จะตั้งคณะกรรมการที่มีความอิสระอีกชุดหนึ่ง เพื่อสรุปสาระสำคัญของเรื่องและหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และได้สั่งการเป็นนโยบายต่อปลัด สธ.ไปแล้วในวันที่ 9 มิ.ย.ว่า ในช่วงที่ยังสืบสวนสอบสวนโดยคณะกรรมการทุกชุดยังไม่แล้วเสร็จ ขอมิให้มีการโยกย้ายสลับตำแหน่ง ผอ.รพ.ทั้งสองแห่ง ขอให้ทุกฝ่ายรับทราบตามนี้
    นายอนุทินให้สัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าวว่า ไม่ทราบว่าไลน์หลุดไปได้อย่างไร แต่ตนไม่ได้สั่งการ เพราะจะเป็นการก้าวก่าย เพียงแต่ส่งเป็นข้อความไปในไลน์ผู้บริหาร สธ. และบอกปลัด สธ.ว่าช่วงนี้ทุกฝ่ายต้องการความเป็นธรรม ทั้งนี้ที่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือสอบวินัยต่างๆ ก็ทำให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อป้องกันว่าหากมีใครจะย้ายขาดก็ขอให้อย่าทำ ให้นิ่งที่สุด ส่วนเรื่องการสั่ง นพ.เกรียงศักดิ์ไปรักษาการ ก็ไม่ว่าอะไร เป็นดุลพินิจ เป็นอำนาจปลัด สธ. ต้องเข้าใจว่าการทำงานด้วยกันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครมีอำนาจอะไร เท่าไรตรงไหน ใครที่รับผิดชอบตรงนั้นตัดสินใจแล้วกล้ารับผิดชอบ คนที่เหนือกว่านั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นสรุป นพ.ชาญชัยยังเป็น ผอ.รพ.ขอนแก่น แต่ย้ายมาปฏิบัติงานที่ สธ. ส่วน นพ.เกรียงศักดิ์ยังเป็น ผอ.รพ.พระปกเกล้า แต่ก็เป็นรักษาการ ผอ.รพ.ขอนแก่นด้วย     
    ส่วนกรณี นพ.ชาญชัยร้องเรียนว่าคับข้องใจและเป็นทุกข์กับคำสั่งของปลัด สธ.ที่ออกมานั้น ตนได้ทำหนังสือรับทราบและจะให้ความเป็นธรรม แต่ขอให้ นพ.ชาญชัยไปร้องที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนด้วย เพราะตนรับเรื่องมาดำเนินการไม่ได้ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ซึ่ง นพ.ชาญชัยได้ทำไปแล้ว
    เมื่อถามถึงการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเรียกรับผลประโยชน์และการออกคำสั่งย้าย  นายอนุทินกล่าวว่า เดิมมีกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มี นพ.อภิชาติ รอดสม สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 6 เป็นประธาน พบว่ามีมูล จนมีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่มี นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการ สธ. เขตสุขภาพที่ 11 เป็นประธาน ซึ่งขอให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปตามขั้นตอน ส่วนตนจะตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เป็นชุดใหญ่ที่ตนมีอำนาจ เพื่อสอบข้อเท็จจริงกรณีมีนักวิชาการออกมาระบุว่ามี รพ.สังกัด สธ. 186 แห่งเรียกรับเงินจากบริษัทยา โดยจะลงนามแต่งตั้งภายในวันที่ 11  มิ.ย.นี้ น่าจะครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ รพ.ขอนแก่นด้วย แต่ไม่ได้ตั้งกรรมการสอบการออกคำสั่งย้าย ผอ.
     สำหรับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี รพ. 186 แห่ง ประกอบด้วย นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.สธ.เป็นประธาน, นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัด สธ., นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัด สธ., หัวหน้าสำนักงานกฎหมายของตน คือ พ.ต.อ.ประเวศ วงษ์ประมุข, นพ.นพพร  ชื่นกลิ่น ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ตัวแทนจาก รพ., ตัวแทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ซึ่งกรรมการจะเป็นผู้คัดเลือก โดยมีกรอบการทำงานคือให้ทำโดยเร็ว และรายงานตรงถึงตน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะไปเลือกคณะกรรมการเพิ่มเติม อาทิ ตัวแทนจากโรงพยาบาล ตัวแทนจากสาธารณสุขจังหวัด คณะกรรมการข้างต้นจะรายงานข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร แต่การบริการประชาชนห้ามได้รับผลกระทบ
    เมื่อถามว่า คณะกรรมการชุดนี้จะสอบไปถึงกรณีมีเอกสารใบเสร็จรับเงินบริจาคจากบริษัทยาของ รพ.ชุมแพด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คณะกรรมการจะตรวจสอบเป็นมาตรฐานเดียว รวมถึงกรณีเอกสารการรับเงินบริษัทยาของ รพ.ชุมแพด้วย ตนไม่ได้เพิกเฉย แต่มีวิธีการแก้ปัญหาของตนที่คงไม่เหมือนคนอื่น ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นธรรม ตนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้ ยึดถือระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและรัฐธรรมนูญ
    "เรื่องนี้ผมต้องเข้ามาแล้ว เพราะมีการกล่าวหา รพ. 186 แห่ง คิดเป็นกว่า 20% ของ รพ.ในสังกัดสธ. เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบทั้ง 2 ฝ่าย หากไม่จริงคนกล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าจริง รพ.เหล่านั้นก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งตรวจสอบไม่ยาก สามารถดูบัญชีธนาคาร ดูการออกใบเสร็จรับเงิน เพราะถ้ามีการบริจาคเข้ามาแบบนี้ต้องมีการเอาไปหักภาษี ถ้าไม่มีตรงนี้แต่กลับมีเงินเข้ามาจำนวนมาก อาจจะมีความผิดปกติอะไรหรือไม่" นายอนุทินระบุ
    ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) และนางสมพิศ จำปาเงิน ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย (รพช.) ทำหนังสือถึงปลัด สธ. โดยมีสาระสำคัญว่า หลังสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์กล่าวถึงการสำรวจสอบถามผู้แทนยา เกี่ยวกับการรับเงินสวัสดิการ ร้อยละ 5 จากบริษัทยา พบว่าเดือน พ.ย.62 มีจำนวนโรงพยาบาลรับเงินดังกล่าวรวม 186 แห่ง เป็น รพศ./รพท. 22 แห่ง และ รพช. 164  แห่ง ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีมาตรฐาน แนวทางปฏิบัติ เน้นย้ำมิให้มีการรับเงินร้อยละ 5 จากบริษัทคู่สัญญาของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขในการเป็นองค์กรคุณธรรม โปร่งใส  และมีธรรมาภิบาล 
    จากข้อมูลนี้ ชมรมทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องสืบหาข้อเท็จจริงจากผู้ให้หรือเจ้าของข้อมูลที่ให้แก่สื่อมวลชนว่า ความจริงรายละเอียดนั้นเป็นเช่นไร ตั้งแต่แหล่งข้อมูลที่ผู้เป็นเจ้าของได้ให้แก่สื่อมวลชนมาจากที่ใด เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และข้อมูลการรับเงินร้อยละ 5 จากบริษัทยาเป็นการให้แก่โรงพยาบาล หรือกลุ่มบุคคลได้แอบอ้างอย่างไร เพื่อเป็นการช่วยเหลือกระทรวงสาธารณสุขอีกทางหนึ่งในการสืบหาข้อเท็จจริง ว่ามีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และเป็นแนวทางการติดตามป้องกันปัญหาดังกล่าวให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ให้เป็นตัวอย่างขององค์กรคุณธรรม.


๑๔ ตุลา ๑๖ ๖ ตุลา ๑๙ พฤษภาทมิฬ ๓๕ ผมเห็นมาทุกม็อบ เข้าไปอยู่ในม็อบก็มี

เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ