กลุ่มแคร์คนทักษิณ เปิดตัวคณะผู้ห่วงประเทศ 'หน้าเก่า'บ่นไร้ความหวัง!


เพิ่มเพื่อน    


    เปิดตัว "กลุ่มแคร์" คนใกล้ตัว "ทักษิณ" ทั้งนั้น "หมอเลี้ยบ-หมอมิ้ง-ลูกเสี่ยเพ้ง-ภูมิธรรม "หนีบ" คำ ผกา" ร่วมทัพ ฝันการเกิดขึ้นของกลุ่มจะนำมาสู่ความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ "เสี่ยอ้วน" เผยมาร่วมกันบนพื้นฐานที่สังคมเราไร้ความหวัง ไร้อนาคต ขณะที่ "มาดามเดียร์" ยันกลุ่ม 6 ส.ส.ไม่ได้คาดหวังต่อรองตำแหน่งใน พปชร.  ส่วนประชาธิปัตย์ยังมีควันหลง ส.ส.อุบลฯ เหน็บผู้ที่อยู่ในอำนาจส่วนใหญ่แทบไม่เคยพังเพราะตัวเอง ส่วนใหญ่พังเพราะไอ้ห้อยไอ้โหน ไอ้เห็บไอ้เหา ที่อยากได้หน้าและเอาใจนาย
    หลังมีกระแสข่าวว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย จับมือกับนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เปิดตัวกลุ่มการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า "คณะผู้ห่วงใยประเทศ" หรือ "กลุ่มแคร์" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการในพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทำให้นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ และแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนไม่สบายใจ ต้องออกมาแสดงจุดยืนก่อนหน้านี้
        ต่อมามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มแคร์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. โดยกลุ่มนี้ได้เปิดเฟซบุ๊กเพจ "CARE คิด เคลื่อน ไทย" พร้อมกับการจัดเสวนาที่ใช้ชื่อว่า "10 วันอันตราย ทางเลือกหรือทางรอด" โดยได้เชิญนายบรรยง พงษ์พานิช, นายดวงฤทธิ์ บุนนาค, ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในวันที่ 17 มิ.ย. เวลา 14.00-16.00 น. ที่วอยซ์ สเปซ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ถนนวิภาวดีรังสิต ติดกับสโมสรทหารบก โดยได้ออกแบบโลโก้พร้อมอักษรเบรลล์ ซึ่งคำว่า CARE (แคร์) ย่อมาจาก C คือ Creative, A คือ Action for, R คือ Revival และ E คือ & People Empowerment
         นอกจากนี้ยังระบุว่า วันเสาร์ เวลา 14.30 น. เฟซบุ๊กดังกล่าวยังได้เตรียมถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ อธิบายความเป็น "CARE" แบบชัดๆ 
    ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “CARE คิด เคลื่อน ไทย” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 5 นาที เรื่องทำไมเราถึง CARE? เปิดตัว 7 สมาชิกเริ่มต้น ประกอบด้วย นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบ, นายพริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล บุตรชายของนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.พลังงาน, นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกรัฐมนตรี, นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย, น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือคำ ผกา นักเขียนและพิธีกรสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี, นางวีรพร นิติประภา นักเขียนนวนิยายรางวัลซีไรต์ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี
    นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวว่า ตอนนี้เป็นวิกฤติที่ตนคิดว่ามันรุนแรงครั้งหนึ่งที่อาจจะไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ตนคิดว่าเป็นเวลาที่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม อาชีพไหนก็ตาม คงจะต้องมาร่วมมือกัน เพื่อที่จะหาทางออกให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เราต้องการความร่วมมือร่วมใจของทุกคน
    “ผมคิดว่าการเกิดขึ้นของกลุ่มแคร์จะนำมาสู่ความร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ การคิดร่วมกัน การขับเคลื่อนต่างๆ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาฝ่าวิกฤติร่วมกัน ผมคิดว่าถ้าหากเราร่วมมือกันจริงๆ ปัญหาต่างๆ สามารถแก้ได้ เราสามารถทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือการยอมก้มหัวให้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและวิกฤติทั้งมวล”
    ด้านนางวีรพร นิติประภา กล่าวว่า ในฐานะประชากรคนหนึ่ง คิดว่าคนทุกคนควรจะมีส่วนร่วมในการคิดหาทางออกว่าเราจะไปยังไงจากนี้ เราจะประคองกันอย่างไรในช่วงวิกฤตินี้
    นายพริษฐ์ รักตพงศ์ไพศาล กล่าวว่า คนพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า Social Change โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบัน ที่เราต้องเจอกับทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมือง รากฐานสำคัญของชาติคือการศึกษา โดยสำหรับตน การศึกษานั้นคือสิ่งสำคัญที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
"แคร์"สิ้นหวังไร้อนาคต
    ขณะที่นายดวงฤทธิ์ บุนนาค กล่าวว่า เชื่อในความสามารถของประชาชน คิดว่าการที่เรายืนขึ้นมาจากชีวิตของผู้คน มันสามารถทำอะไรได้อีกมากมายเหลือเกิน ก็ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกลุ่มนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะเอาศักยภาพของตัวเองเข้ามาช่วยในการทำให้ประเทศนี้เดินไปข้างหน้าต่อได้ ในภาวะที่มันดูเหมือนเป็นวิกฤติครั้งร้ายแรงของประเทศ ก็เป็นความตั้งใจที่อยากเห็นประเทศเราดีขึ้นเหมือนกับทุกๆ คน
    “ความตั้งใจของกลุ่มที่ผมมองเห็นคือเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความเป็นไปของประเทศในทางที่มีการพัฒนามากขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นจุดร่วมเดียวกับทุกคนในประเทศนี้ ที่อยากเห็นประเทศไทยเจริญขึ้น ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้บอกว่ามันมีอะไรที่เขาทำผิดพลาด แต่มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่เขายังไม่ได้ทำ และเราคิดว่าเราน่าจะเป็นจุดที่กำหนดให้เขาทำได้”
    ส่วนนายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวว่า กลุ่มแคร์เป็นกลุ่มคนที่มาร่วมมือกันจากคนหลากหลายวิชาชีพ หลากหลายสาขา อายุ เรามาร่วมกันบนพื้นฐานที่สังคมเราไร้ความหวัง ไร้อนาคต สิ่งที่เรากำลังจะมาทำวันนี้คือ เราอยากจะให้พลังของคนไทยทั้งหมด ศักยภาพที่มีอยู่ของคนไทยทั้งหมดมาร่วมกัน เพื่อจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย
    “วันนี้คุณคือทางออกของสังคมไทย เรามาร่วมมือร่วมใจกัน จับไม้จับมือกัน และเราจะร่วมกันคิด ร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้ไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และมีความเป็นประชาธิปไตยที่เคารพในความเห็นที่แตกต่างกันของคนทุกคน”
    น.ส.ลักขณา ปันวิชัย กล่าวว่า "กลุ่มแคร์จะเป็น Civic Movement เป็นขบวนการขับเคลื่อนสังคม โดยกลุ่มภาคประชาสังคม แขก (ชื่อเล่น) ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์การเมืองไทยมาเกือบ 20 ปี แขกรู้สึกว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่สังคมไทยเริ่มมี Awareness เรื่องประชาธิปไตยอย่างชัดเจนเท่านี้มาก่อน ปีนี้แขกมั่นใจว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่า มิติของการเมืองของประชาธิปไตย มิติของคุณภาพชีวิตของพลเมืองมันแยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่พลเมืองอย่างเรา เราในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย ควรจะออกมาขับเคลื่อนสังคมไทยและประเทศไทยของเราให้ก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก่อนเป็นอันดับแรก แล้วหลังจากนั้นเรื่องอื่นๆ มันจะเริ่มถักทอมาเป็นพลังของพลเมืองด้วยกัน"
    ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้น เราควรจะต้องมีการเตรียมตัวในภาวะวิกฤติอย่างนี้ สิ่งที่สำคัญที่จะฟันฝ่าวิกฤติ ตนคิดว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญ 1.เรื่องความคิดริเริ่ม แนวทางในการแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องมีหลากหลาย และต้องรู้จักหยิบใช้อย่างถูกต้อง 2.คือเรื่องของการจัดการนำเอาความคิดที่ถูกต้อง อาจจะถูกหรือผิดแล้วแต่มาทดลอง แล้วนำมาจัดการไปบรรลุสู่ผลสำเร็จ แก้ปัญหาด้วยกัน 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะในสังคมของเรา เป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้นทุกคนจึงควรจะเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมทำ นำไปสู่ความสำเร็จ ในการฟันฝ่าอุปสรรคและวิกฤติของประเทศในครั้งนี้
"มาดามเดียร์"แจงกลุ่ม6ส.ส.
    ที่บริเวณหน้ากระทรวงการคลัง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ นำโดย น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.เขตคลองเตย-วัฒนา, น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.เขตดุสิต-บางซื่อ, น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.เขตราชเทวี พญาไท จตุจักร, น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.เขตบางกะปิ-วังทองหลาง และนายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.เขตหนองจอก กทม. ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนการก่อสร้างตึกกระทรวงการคลัง และตึกสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างในเรื่องของเสียงรบกวน และสิ่งของจากการก่อสร้างตกลงมาด้านล่าง 
    น.ส.วทันยาให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมพรรคในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ เป็นการเลือกกรรมการบริหารของพรรคชุดรักษาการก่อนถึงวันประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นตามหลักการของข้อบังคับพรรค เพื่อเตรียมการเลือกกรรมการบริหารพรรคในวันประชุมใหญ่วันที่ 3 ก.ค.นี้ โดยถือเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่จะพิจารณาการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการ
    เมื่อถามว่า ในกลุ่ม 6 ส.ส.จะเสนอบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ น.ส.วทันยากล่าวว่า ส.ส.ในพรรคทุกคนก็มีความตั้งใจที่ดีที่อยากเข้าไปทำงาน เป็นเสียงสะท้อนให้กับประชาชน ก็ขึ้นอยู่กับ ส.ส.ในพรรคที่จะพิจารณาเลือกเข้าไป ซึ่งการทำงานทุกอย่างก็มีกฎระเบียบขั้นตอน แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ในพรรคว่าจะมีแนวทางการบริหารอย่างไร เป็นตามหลักการของข้อบังคับพรรค เพื่อเตรียมการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันประชุมใหญ่วันที่ 3 ก.ค. โดยถือเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ที่จะพิจารณาการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการ
    เมื่อถามถึงความขัดแย้งกับนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม น.ส.วทันยาตอบว่า เวลาเจอกับนายพุทธิพงษ์ในสภา เราก็พูดคุยกันตามปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ามิตรภาพเปลี่ยนแปลงไป กลุ่ม 6 ส.ส.เป็นเพียงกลุ่มก้อนที่เริ่มต้นมาจากความเป็นเพื่อน ที่มีความคาดหวังจะเป็น ส.ส.ที่ดี ทำเพื่อประชาชน โดยไม่ได้มีความคาดหวังที่จะต่อรองตำแหน่ง 
    ทั้งนี้เราเป็นเพียง ส.ส.สมัยแรก ที่มีความตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน เพราะช่วงที่ผ่านมาเกิดวิกฤติโควิด-19 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เราก็เล็งเห็นปัญหานี้ ซึ่งไม่ได้เพิ่งจะมาตั้งกลุ่มในตอนนี้ แต่เราทำงานร่วมกันมาตลอดในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนมาสักระยะใหญ่แล้ว โดยตนเชื่อว่าทางพรรคไม่ได้ว่าอะไรในการรวมกลุ่มครั้งนี้ เพราะทุกคนจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่พวกเขามีความมุ่งหวังที่จะให้ ส.ส.พลังประชารัฐ เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งเรื่องนี้ขอให้ดูในอนาคตว่าเราตั้งใจทำงานมากแค่ไหน
เด็กปชป.เดือดด่าไอ้ห้อยไอ้โหน
    ด้าน น.ส.ภาดาท์กล่าวว่า เราเป็นเพียง ส.ส.สมัยแรก ที่มีความตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน เพราะช่วงที่ผ่านมาเกิดวิกฤติโควิด-19 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เราก็เล็งเห็นปัญหานี้ ซึ่งไม่ได้เพิ่งจะมาตั้งกลุ่มในตอนนี้ แต่เราทำงานร่วมกันมาตลอดในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนมาสักระยะใหญ่แล้ว โดยตนเชื่อว่าทางพรรคไม่ได้ว่าอะไรในการรวมกลุ่มครั้งนี้ เพราะ ทุกคนจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่พวกเขามีความมุ่งหวังที่จะให้ ส.ส.พลังประชารัฐเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งเรื่องนี้ขอให้ดูในอนาคตว่าเราตั้งใจทำงานมากแค่ไหน 
    "ไม่อยากให้คิดว่าเรามาตั้งกลุ่ม เพราะกลุ่มเราคือเพื่อนมาทำกิจกรรมเพื่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนายพุทธิพงษ์ยังเป็นพี่ที่น้องๆเคารพรัก ขอยืนยันว่าพวกเราไม่ต้องการต่อรองตำแหน่ง แต่อยากขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง" น.ส.ภาดาท์กล่าว
    ขณะที่ น.ส.ธณิกานต์กล่าวว่า การมาตั้งกลุ่ม 6 ส.ส.ที่ประกอบด้วยตนและ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.เขตคลองเตย, น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.เขตราชเทวี, น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ส.ส.เขตบางกะปิ และนายศิริพงษ์ รัสมี ส.ส.เขตหนองจอก ก็เปรียบเหมือนบริษัทและโรงเรียนที่ต้องมีกลุ่มเพื่อนสนิท อีกทั้ง ส.ส.ทั้ง 6 คนก็นั่งประชุมสภาร่วมกัน บางคนทำงานในคณะกรรมาธิการเดียวกัน หรือมีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ก็เกิดเป็นความสนิทสนมที่จะร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน ยืนยันว่าก็ทำงานให้พรรค ไม่ได้ทิ้งไปไหน ไม่ได้ตั้งกลุ่มมาเพื่อต่อรองตำแหน่งใดๆ อีกทั้งกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มีใครเป็นหัวหน้ากลุ่ม เพราะทุกคนเป็นเพื่อนกัน อย่างเช่นการลงพื้นที่ในเขตของใคร คนนั้นก็จะเป็นโต้โผหลัก
    เมื่อถามว่า 6 ส.ส.ตั้งกลุ่ม กทม.ขึ้นมาเป็นเอกเทศ น.ส.ธณิกานต์กล่าวว่า มันมีกลุ่มที่สนิทกัน และมีกลุ่มที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันและไม่สนิทกัน ก็เท่านั้นเอง ส่วนความสัมพันธ์กับแกนนำส.ส.กทม.อย่างนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังเหมือนเดิม แต่ที่ทั้งคู่ไม่ได้ลงมา อาจจะเพราะเป็นรัฐมนตรีซึ่งมีภารกิจของท่าน จึงไม่ได้มาลงพื้นที่ด้วยกัน 
     ส่วนความเคลื่อนไหวในพรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงรายงานข่าวที่ออกมาว่าเมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา มี ส.ส.และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รวม 6 คน เดินทางมาพบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ห้องทำงานบนตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่าการไปพบกันเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง คนการเมืองจะทราบดีว่าทุกคนมีเพื่อนทั้งในพรรคและนอกพรรค ตนก็มีเพื่อนนอกพรรคต่างพรรคมากมาย การพบปะนั่นคือมิตรภาพทางการเมือง ไม่ใช่นัยทางการเมืองไปทุกเรื่อง 
    "ถ้าในอนาคตมีอะไรที่เกิดขึ้นกับผม ผมก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี ทุกพรรคมีนักการเมืองที่รู้จักคุ้นเคยกันก็มากมาย การไปพบปะทานข้าว เยี่ยมเยียนกัน อย่าตีความไปไกลจนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค ต้องเคารพในความคิดและการกระทำของทุกคน"
         เขาบอกว่าทุกคนที่ไปพบก็ยืนยันแล้วด้วยว่าเป็นการร่วมรับประทานอาหารร่วมกันตามปกติ ไม่มีอะไรแอบแฝง เป็นการเยี่ยมเยียนพบปะในฐานะคนที่คุ้นเคยกัน ฉะนั้นหลักการที่ถูกต้องทุกคนไม่ควรตีความจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นความเคลื่อนไหวของนายพีระพันธุ์ในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายราเมศกล่าวว่า นายพีระพันธุ์ก็พูดแล้วว่าจะไม่คิดกลับมาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือว่าชัดเจนในคำตอบ
         ทั้งนี้ เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา มี ส.ส.และอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รวม 6 คน ได้แก่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม, นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ส.ส.พังงา, น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.นครศรีธรรมราช, นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต ส.ส.กทม. เดินทางมาพบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตผู้สมัครของตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ห้องทำงานบนตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
    น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ส.ส.ที่ตกเป็นข่าวเดินทางเข้าพบนายพีระพันธุ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาระบุว่า "ผู้ที่อยู่ในอำนาจส่วนใหญ่ แทบไม่เคยพังเพราะตัวเอง ส่วนใหญ่พังเพราะไอ้ห้อย ไอ้โหน ไอ้เห็บ ไอ้เหา ที่อยากได้หน้าและเอาใจนาย"
         ก่อนหน้านั้นเธอโพสต์ว่า "การมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง “นอกพรรค" ผิดด้วยเหรอ...งง..."
    นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การพบปะดังกล่าวไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ ไม่เกี่ยวกับการย้ายพรรคหรือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคตามที่มีรายงานข่าวในสื่อมวลชน แค่เป็นการพบกันระหว่างเพื่อนเก่า คนของพรรคที่ออกไปยังเป็นมิตรที่ดีต่อกันเสมอ.


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ