กลุ่มยี้รัฐบาลพุ่ง พท.โหนโพลขยี้ ยุบสภา-ลาออก


เพิ่มเพื่อน    

    ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจความเป็นอยู่ของ ปชช.แย่ลง แต่นักการเมืองยังมีการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น “โฆษกเพื่อไทย”โหนโพลบี้นายกฯ ยุบสภาหรือลาออกแสดงความรับผิดชอบไม่ปฏิรูปประเทศ แก้เศรษฐกิจไม่ได้ “เสี่ยไก่” จี้แก้ไข รธน.ก่อนคืนอำนาจ. “เสธ.แมว” อัดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินพร่ำเพรื่อมีวาระซ่อนเร้นไว้ สกัดม็อบคุ้มครองคดีหากถูกฟ้อง “สุภรณ์-ธนกร” ยก “ลุงตู่” แก้โควิดได้ดีเยี่ยม และกำลังเร่งฟื้นฟู ศก. “ไพบูลย์” โว พปชร.มีเอกภาพ พร้อมหนุน “ลุงป้อม” นั่งหัวหน้าเพื่อให้พรรคเข้มแข็ง
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง แนวโน้มจุดยืนการเมืองประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5-13 มิ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนหลังมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมากว่า 1 ปี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 43.2 ระบุชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง และร้อยละ 31.5 ระบุแย่เหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 21.9 ระบุดีเหมือนเดิม และเพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้นที่ระบุว่าชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
    ที่น่าเป็นห่วงคือ สาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายมากขึ้น พบสาเหตุที่ทำบ้านเมืองวุ่นวายมากที่สุดหรือร้อยละ 21.8 ระบุการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี รองลงมาคือร้อยละ 19.4 ระบุความแตกแยกของคนในพรรคการเมือง, ร้อยละ 17.9 ระบุคนในรัฐบาลเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย, ร้อยละ 12.3 ระบุ ส.ส.จำนวนหนึ่งที่คอยสร้างความขัดแย้งกับคนอื่นไปทั่วรอบด้าน, ร้อยละ 11.3 ระบุผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจความวุ่นวายของบ้านเมือง และร้อยละ 17.3 ระบุอื่นๆ เช่น มีคนจ้องจะถอนทุนคืน และผู้ใหญ่คล้อยตามแรงยั่วยุจากคนรอบข้าง
     เมื่อสอบถามคนที่นายกรัฐมนตรีควรวางใจระหว่างนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ให้คุมกระทรวงสำคัญ ถ้ามีการปรับคณะรัฐมนตรี พบว่า สูสีไม่แตกต่างกัน คือร้อยละ 25.1 ระบุนายณัฏฐพล ในขณะที่ร้อยละ 25.0 ระบุนายสุริยะ  อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 49.9 ระบุอื่นๆ เช่น ไม่ทราบ ไม่เสนอ ไม่ออกความเห็น เป็นต้น
    แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มจุดยืนทางการเมืองของประชาชน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงช่วงปลดล็อกผ่อนปรนโควิด-19 เดือนมิถุนายน 2563 พบว่าแนวโน้มกลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย จากร้อยละ 52.2 ช่วงหลังกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออก ไปอยู่ที่ร้อยละ 54.4 ในผลสำรวจล่าสุด ทิ้งห่างกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลที่มีอยู่ร้อยละ 22.3 และพลังเงียบหดตัวลงอีกจากร้อยละ 27.4 เหลือร้อยละ 23.3 
โหนโพลบี้นายกฯ ยุบสภา-ลาออก
     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ซูเปอร์โพลเปิดเผยผลสำรวจภาคสนามเรื่อง “คนดีการเมือง” ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.5 ระบุการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เลือกตั้งใหม่คือคำตอบ ในขณะที่กลุ่มญาติวีรชนพฤษภา'35 ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แสดงเจตจำนงเสียสละ ลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์วิกฤติรอบด้านขนาดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อยาก สถานการณ์มาถึงขณะนี้ ทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์มีเพียง 2 ทางเลือก คือยุบสภาหรือลาออก เพื่อรับผิดชอบกับเวลา 6 ปีที่ล้มเหลว ไม่มีการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ วิกฤติเศรษฐกิจ ส่งออกพัง ท่องเที่ยวทรุด เหลือแค่การบริโภคภายใน ที่ยังมองไม่เห็นแผนฉุดเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากปากเหว 
    นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผลสำรวจของทุกสำนักออกมาตรงกันหมดว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและเบื่อรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ สาเหตุคือรัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่เข้ามาเพื่อบริหารอำนาจและสืบทอดอำนาจเผด็จการโดยไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชน จึงกล้าท้าว่ารัฐบาลนี้ไม่มีทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ หัวหน้ารัฐบาลขาดไร้ซึ่งสติปัญญา ส่วนคณะรัฐมนตรีก็มุ่งเน้นไปที่การบริหารอำนาจมากกว่าประสิทธิภาพของงาน ยิ่งปัญหาเศรษฐกิจหลังโควิดยิ่งยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินกว่าระดับสติปัญญาของ พล.อ.ประยุทธ์จะเข้าใจ ทางออกเดียวคือเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกคนที่เชื่อถือมาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผิดไปจากนี้อย่าหาว่าผมไม่เตือน ความอดทนของประชาชนมีข้อจำกัด
    นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การยุบสภาเป็นวิถีทางประชาธิปไตย คนเป็น ส.ส.ต้องพร้อมเสมอสำหรับการตัดสินใจทางการเมืองของฝ่ายบริหาร ถ้าเหตุผลของการยุบสภามาจากการแย่งตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีในพรรคแกนนำรัฐบาล ก็ไม่เป็นธรรมกับสภาโดยภาพรวมที่ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกับฝ่ายบริหารจนการบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าไปไม่ได้ หากประเทศไทยจัดการเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมที่เป็นอยู่ คือระบบการเลือกตั้งเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม และ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกฯ ผลลัพธ์ที่จะเกิดก็คือจะได้ ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ เป็นพรรคเล็กพรรคน้อยมากมายให้ผู้ที่คิดสืบทอดอำนาจเลือกชิมช้อปใช้ได้ตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยก็จะเป็นศูนย์เท่ากับกำลังจะย่ำยีทำร้ายประเทศของตนเองอย่างยับเยิน
     "นายกฯ ไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะยุบสภาเพื่อแก้ไขปัญหาภายในพรรคแกนนำรัฐบาลเอง แต่ควรส่งสัญญาณไปยังคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เร่งการพิจารณาเสนอทางออกในประเด็นสำคัญ เช่น ระบบการเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. และอำนาจหน้าที่ ส.ว.เป็น ก่อนจะคืนอำนาจก็ควรคืนความสุขแก่ประชาชนคนไทยด้วยการทำให้กติกาบ้านเมืองกลับมาสู่ปกติในแนวทางประชาธิปไตยโดยเร็ว" นายชวลิตกล่าว
ใช้ พรก.ฉุกเฉินสกัดม็อบ
      พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลยกเลิกประกาศเคอร์ฟิวแต่ยังคงอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ โดยใช้เหตุผลเพื่อการควบคุมโรคโควิด-19 ว่าถ้ามีม็อบมาเคลื่อนไหวประท้วงเรียกร้องรัฐบาลแบบมีมาตรการปลอดภัยจากโควิด ก็อย่าเอาอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาดำเนินคดีกับพวกเขาก็แล้วกัน เพราะไม่ใช่เรื่องของการควบคุมโรค สถานการณ์โควิดได้เบาบางลงอยู่ในระดับที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะใช้ภาวะผู้นำสั่งการตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมายปกติ ก็สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้แล้ว แต่การคงอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ ก็เพราะรัฐบาลมีวาระซ่อนเร้น ถ้าการสั่งการแก้ไขปัญหาแล้วมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะได้ใช้อำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาคุ้มครองไม่ให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ใช้รับมือกับแฟลชม็อบนั่นเอง
    “การใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างพร่ำเพรื่อ เป็นความเขลาของรัฐบาล และจะพาอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหมดความขลังลง เมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องของประชาชน เมื่อเจ้าหน้าที่อ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้ดำเนินคดี ก็จะเกิดการไม่ยอมรับ เกิดเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาเอง จนสภาพบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเป็ดง่อย ประจวบกับการทะเลาะเบาะแว้งแย่งโควตารัฐมนตรีของการปรับ ครม.ภาคบังคับ ที่จำต้องปรับอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีหัวคิวโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาทเป็นชิ้นปลามันล่อตาอยู่ จนเกิดการแย่งชิงอำนาจเกินควบคุมซ้ำรอยเดิมประวัติศาสตร์ เข้าสู่อาการนับถอยหลังของการปิดฉากรัฐบาลตามมา แล้วเปิดฉากการมีรัฐบาลใหม่” พล.ท.ภราดรกล่าว
    นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นด้วยกับผลสำรวจความคิดเห็น “ซูเปอร์โพล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่ขอคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตตามศาสตร์พระราชา ไม่ถอนทุนคืน ไม่มีประวัติด่างพร้อย เข้าช่วยงานนายกฯ โดยตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ได้เลือกคนที่ถูกต้องและตรงกับงาน เพราะทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน จนสามารถแก้ไขสถานการณ์ปัญหาต่างๆ ของประเทศได้ดีขึ้นในหลายๆ เรื่อง ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสพวิกฤติอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติไวรัสโควิด วิกฤติด้านเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันให้ดีขึ้นตามลำดับ ใน ครม.ชุดนี้นายกฯ เน้นย้ำห้ามมีการทุจริตเด็ดขาด จนทำให้รัฐบาลมีภาพพจน์ที่ดีในสายตาประชาชน ทำให้ผลโพลหลายสำนักประชาชนมีความชื่นชมว่านายกฯ และ ครม.บริหารงานได้ดีมาก
    นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายอุตตม สาวนายน) กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม แต่รัฐบาลยังต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากผลกระทบดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเราไม่ทิ้งกันจ่ายเยียวยา 5000 บาท อาชีพอิสระ 15.1 ล้านคน เกษตรกรอีก 10 ล้านคน และประกันสังคม เพราะฉะนั้นจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟู วันนี้ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือประชาชน นายอุตตมเร่งทำงานแข่งกับเวลาโดยไม่สนเรื่องการเมือง เพราะมองว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาของการเมือง แต่เป็นเวลาทำงานให้ประชาชน 
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รักษาการเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และ รมว.พลังงาน ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค พปชร.ว่า ตนขอยุติปมประเด็นการเมือง แล้วขอมุ่งหน้าทำงานให้เหมาะสมกับภาระหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ และประชาชน ซึ่งขณะนี้กระทรวงพลังงานมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเช่นบล็อกเชนเข้ามาช่วยวางรากฐานการยกระดับศักยภาพด้านพลังงาน 
พปชร.เอกภาพหนุนลุงป้อม
    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและรักษาการรองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงความคืบหน้าและความชัดเจนเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ว่าคงมีการพูดคุยและหารือเรื่องนี้กันหลังวันที่ 19 มิ.ย. ที่เป็นการประชุมรักษาการ กก.บห.พรรค เพื่อกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญในการเลือก กก.บห.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ เบื้องต้นกำหนดไว้วันศุกร์ที่ 3 ก.ค. และเมื่อมีความชัดเจนเรื่องวัน เวลา สถานที่ ระเบียบวาระการประชุมต่างๆ แล้ว เข้าใจว่าคงมีการหารือภายหลังจากนั้นว่าจะเสนอชื่อบุคคลใดสมาชิกท่านใดเป็นหัวหน้าพรรคเลขาธิการพรรค กก.บห. 
    เมื่อถามว่า กระแสข่าวเรื่องกลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรค นายไพบูลย์กล่าวว่า ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่มีเอกภาพมากที่สุด ส่วนที่ปรากฏเป็นข่าวก็เป็นปกติของพรรคการเมือง เป็นการรวมกลุ่มกันของ ส.ส.เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน เมื่อเทียบกับพรรคอื่น พรรคพลังประชารัฐมี ส.ส.กว่า 100 คน มีความเป็นเอกภาพที่สุด ส่วนกระแสข่าวการแบ่งกลุ่มของ ส.ส.กทม. เป็นการรวมกลุ่มกันเพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนเท่านั้นเอง ตอนนี้พรรคมีเอกภาพสูงสุดหลังจากมีความชัดเจนแล้วว่าจะมีการประชุมใหญ่
    “กระแสของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐทั้งหมด อยากจะขอให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อช่วยนำพรรคให้เป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง มั่นคง มีเอกภาพ และร่วมสนับสนุนการทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อย่างเต็มที่และดีมากขึ้น ส.ส.ทั้งหมดรักและเคารพในตัวของท่าน พล.อ.ประวิตร จึงอยากขอให้ท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อประโยชน์กับพรรค ส่วนท่านจะยอมรับคำร้องขอหรือไม่ เป็นดุลพินิจของท่าน” นายไพบูลย์กล่าว
    วันเดียวกัน คณะก้าวหน้าเปิดตัว “Common School” สถาบันศึกษาอบรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม พร้อมเชิญวิทยากรแนวหน้าของสังคมไทย ร่วมให้ความรู้ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ ซึ่งจะเผยแพร่ทางช่อง YouTube คณะก้าวหน้า - Progressive Movement และในรูปแบบ podcast ทาง Progressive Podcast ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป 
    นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และผู้อำนวยการหลักสูตรของ Common School ระบุว่า การเกิดขึ้นของ Common School ในครั้งนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตนเคยประกาศไว้เมื่อก่อตั้งคณะก้าวหน้าใหม่ๆ เนื่องด้วยเราเห็นว่าการเอาชนะกันในทางการเมืองที่แท้จริงคือ การเอาชนะกันในทางความคิด คณะก้าวหน้าต้องมุ่งทำงานในทางความคิด ปักธงวาระก้าวหน้าให้กับสังคมไทย เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ คณะก้าวหน้าจึงตั้ง Common School ขึ้นมาเพื่อทำงานรณรงค์ทางความคิดแบบก้าวหน้า และฝึกอบรมเรื่องการเมืองและประชาธิปไตย ให้องค์ความรู้กับสังคมไทย และมุ่งเอาชนะในทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ก้าวหน้า และเพื่อก่อร่าง “ประชาชน” ให้กลายเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริง. 


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ