อย่าลามปามสถาบัน บิ๊กตู่ฮึ่ม!แก๊งบิดเบือน/ร.10ทรงเมตตาไม่ให้ใช้ม.112


เพิ่มเพื่อน    


    "บิ๊กตู่" ฮึ่ม! ขอร้องคนไทยอย่าเชื่อขบวนการบิดเบือนที่สร้างความเกลียดชัง ละเมิดและก้าวล่วงสถาบันฯ ก็รู้อยู่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงนี้เพราะใกล้วันอะไรสักอย่าง เผยทรงมีพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ กำชับโดยตรง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ให้ใช้ ม.112 ทำไมไม่คิดตรงนี้ ลามปามกันไปเรื่อย ช่วยดูแลลูกหลาน เพราะคนมีพฤติกรรมเหล่านี้มา วันหน้าทำงานยาก บริษัทห้างร้านก็จะไม่ต้องการ
    ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) วันที่ 15 มิถุนายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่กังวลที่สุดในขณะนี้ว่า คือการละเมิดและก้าวล่วงสถาบันฯ ขอร้องคนไทยอย่าไปเชื่อคำบิดเบือนที่สร้างความเกลียดชัง ยึดโยงเรื่องต่างๆ เพราะไม่มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว ในส่วนที่มันเกิดขึ้นต้องดูว่าเขาต้องการอะไร แล้วจะไปสนใจหรือเผยแพร่ทำไม ก็รู้อยู่ว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวหนักในช่วงนี้เพราะอะไร ใกล้วันอะไรซักอย่างหรือไม่
    นายกฯ กล่าวว่า อะไรที่เกิดขึ้นในต่างประเทศก็คือต่างประเทศ ใครจะกล้าเข้าไปทำอะไรแบบนั้นได้ ส่วนในประเทศไทยที่ยังเคลื่อนไหวกันก็ยังไม่มีใครทำอะไรซักคน ซึ่งกฎหมายมีอยู่หลายตัว เราก็เข้าใจว่าต้องทำให้ทุกคนมีความสบายใจ 
    "โดยเฉพาะเด็กนิสิตนักศึกษา ผมไม่อยากให้เสียอนาคต ไม่ได้ขู่เขานะ ซึ่งกฎหมายก็มีทุกตัวอยู่แล้ว ทุกคนต้องสำนึกเรื่องการบิดเบือนสถาบันฯ เดิมเรามีกฎหมายอาญามาตรา 112 อยู่ และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ อยากบอกคนไทยว่าวันนี้มาตรา 112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้ นี่คือสิ่งที่ท่านทรงทำให้แล้ว และคุณก็ละเมิดกันเรื่อยเปื่อย อย่างนี้ หมายความว่าอย่างไร คุณต้องการอะไรกัน วันนี้จำเป็นต้องปรับต้องพูดเพื่อให้บ้านเมืองสงบ”
    เมื่อถามว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านและยุโรปจะทำอย่างไรได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ทำหนังสือไปหาเขา ถ้ามีอะไรเขาส่งหนังสือตอบกลับมา แต่ถ้าไม่ส่งกลับมาจะให้อย่างไรได้ แล้วก็ไปกล่าวอ้างกันว่าส่งคนไปทำโน่นทำนี่ 
    "อยากถามว่าจะทำได้อย่างไรในต่างประเทศ กฎหมายประเทศนั้นก็มีอยู่ ใครจะกล้าเข้าไปทำ ซึ่งคนที่เข้าไปอยู่ที่นั่น เพราะเขาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่รู้ไปทำไม เพราะคดีเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่ง คสช.ได้เรียกตัวมาก็ไม่มา แต่กลับหนีไป แล้วไปด่าคนนั้นคนนี้อยู่ข้างนอก และไปทำธุรกิจอะไรก็ไม่รู้"
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทางกัมพูชาก็พร้อม ถ้ามีใครไปแจ้งความร้องทุกข์ เขาก็สอบสวนให้ ซึ่งตอนนี้ก็ได้แจ้งมาแล้วว่ากระทรวงการต่างประเทศคุยกันอยู่ ตอนนี้ก็ขอความร่วมมือไปทุกประเทศที่มีกลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่ บางคนมีสถานะขอลี้ภัย คนเหล่านี้ควรสำนึกว่าอยู่ประเทศเขาแล้วไม่ควรทำอะไร วันข้างหน้าจะปัญหาอีก ถ้าประเทศนั้นไม่ให้อยู่ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนอีก ก็สงสารนะ ในฐานะคนไทย ตนไม่ใช่คนใจร้าย จะฆ่าแกงได้อย่างไร
    “สำนึกไว้ด้วยว่ามาตรา 112 ทำไมถึงไม่มีการดำเนินคดี และทำไมถึงมีคนฉวยโอกาสตรงนี้ขึ้นมา ทรงมีพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณกำชับมากับผมโดยตรง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการใช้ 112 ทำไมไม่คิดตรงนี้ ลามปามกันไปเรื่อย"
    นายกฯ กล่าวด้วยว่า ทุกคนที่มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ต้องช่วยกัน โดยเฉพาะลูกหลานของท่าน ประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเทศโดยใช้ความรุนแรงเหมือนประเทศอื่น ต้องศึกษาดูด้วย ทุกคนมีพฤติกรรมเหล่านี้มา วันหน้าทำงานยาก บริษัทห้างร้านก็จะไม่ต้องการคนแบบนี้ จะทำอะไรกิน ห่วงเขาตรงนี้ต่างหาก ซึ่งเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ อยู่ที่คนชักนำเขาต่างหาก อยู่ที่สื่อจะช่วยกัน
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่ ถ้าอันไหนที่ได้แล้วก็จะแจ้งความดำเนินคดี แต่เรื่อง ม.112 เรื่องนี้เราไม่ใช้อยู่แล้ว
    เมื่อถามว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการข่าวอะไรมาเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ก็กำลังดูรายชื่อที่มีอยู่"
    ขณะที่นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของฮิวแมนไรต์วอตช์ ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ระบุข้อความว่า "ด่วน! คณะกรรมการตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บังคับบุคคลสูญหายของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รับเรื่องกรณีอุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และได้ส่งหนังสือในนามเลขาธิการยูเอ็นจี้ให้รัฐบาลกัมพูชาสอบสวน และรายงานผลภายใน 24 มิ.ย. #saveวันเฉลิม" ที่บริเวณด้านหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศ สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท., กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และกลุ่มคณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ หรือ คปอ. ร่วมกันจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเรียกร้องความรับผิดชอบต่อทางการไทยและกัมพูชา กรณีนายวันเฉลิมถูกอุ้มหาย
    มีการถือภาพถ่ายนายวันเฉลิม, โบสีขาวขนาดใหญ่ และป้ายข้อความ หยุดอุ้มหายคนคิดต่าง, saveวันเฉลิม, หยุดอุ้มฆ่าอุ้มหายนักกิจกรรมและคนคิดต่าง และวันเฉลิมต้องไม่ตายฟรี ต้องมีคนรับผิดชอบในเหตุการณ์ครั้งนี้
    นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ "เพนกวิน" แกนนำ สนท. อ่านแถลงการณ์ภาษากัมพูชา, นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำ สนท. อ่านแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ และนายณัฐชนน ไพโรจน์ แกนนำ สนท. อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย ระบุให้รัฐบาลกัมพูชาที่เร่งติดตามความจริงกรณีอุ้มฆ่านายวันเฉลิม ซึ่งเชื่อว่าจากหลักฐานกล้องวงจรปิด จะทำให้สามารถจับกุมคนร้ายและผู้สั่งการได้อย่างแน่นอน
    พร้อมเรียกร้องรัฐบาลกัมพูชา 2 ข้อคือ 1.เร่งดำเนินการจับกุมคนร้ายและผู้อุ้มฆ่า ทั้งชาวไทยและกัมพูชา ปกป้องชีวิตนายวันเฉลิม ถ้าเสียชีวิตแล้วให้ส่งคืนศพมายังประเทศไทย ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป 2.ให้ความคุ้มครองช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเป็นต้องลี้ภัยคุกคามจากการปกครองเผด็จการและความไม่เป็นธรรมและถูกบีบบังคับให้หนีจากประเทศตนเอง เป็นไปตามอนุสัญญา สถานภาพผู้ลี้ภัยและคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน โดยขอให้แจ้งผลให้ทราบข้อเท็จจริงกรณีนี้ต่อสาธารณชนและระหว่างประเทศด้วย
    ขณะที่นางสาวพัชรี คำหนัก แกนนำ คปท. อ่านปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ย้ำถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, บุคคลจะถูกกระทำทรมานหรือถูกปฏิบัติลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีมิได้ และบุคคลมีสิทธิ์ที่จะแสวงหาและได้รับที่ลี้ภัยในอีกรัฐหนึ่งได้ตามกฎหมายของรัฐและข้อตกลงระหว่างประเทศ พร้อมย้ำถึงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติ ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองตามปฏิญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติและของอาเซียนด้วย
    นอกจากนี้ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ยังระบุว่า รูปภาพนายวันเฉลิมที่นำมาจุดกิจกรรมวันนี้ คือภาพที่สวมเสื้อตัวเดียวกันกับที่วันที่โดนอุ้ม ซึ่งยืนยันจากผู้ที่เห็นเหตุการณ์ รวมถึงนำภาพสถานที่เกิดเหตุที่มาบรรยายเหตุการณ์ที่นายวันเฉลิมถูกอุ้มด้วย 
    พร้อมทั้งกล่าวถึงการออกหมายเรียกประชาชนกว่า 10 ราย ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าเป็นการใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต ใช้กฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยิ่งเป็นการยืนยันว่ารู้เห็นเป็นใจกับการอุ้มฆ่า หรือสมรู้ร่วมคิดการอุ้มฆ่าผู้ลี้ภัยทางการเมืองทั้งในลาวและกัมพูชา รวมถึงความรุนแรงที่มีการดักทำร้ายนักกิจกรรมที่เห็นต่างในประเทศไทย และถือเป็นอาชญากรรมของรัฐหรือไม่
    กระทำต่อผู้มีความเห็นต่างยิ่งใช้กฎหมายมากลั่นแกล้งกดดันหรือควบคุมเสรีภาพประชาชนมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลประยุทธ์ เป็นรัฐบาลเกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่าประชาชนโดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองใช่หรือไม่
    ส่วนคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วนเหลือ และตนไปรายงานตัวและต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของไทยต่อไป และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด นอกจากนี้จะมีการมอบอำนาจให้ทนายความที่ประเทศกัมพูชาดำเนินการแทนครอบครัวของนายวันเฉลิม.


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ