หัวใจคาถา 'เศรษฐกิจรอด'


เพิ่มเพื่อน    

    นายกฯ บอก "จะทำงานเชิงรุก"!
    วันนี้ ขอช่วยปลุก...ให้รุก
    รุกให้แปลงเครดิต ไทย "อันดับ ๒" โลก ที่ฟื้นโควิด เป็นเงิน-เป็นทอง ไหลเข้าประเทศ เร็วขึ้น
    ตอนนี้ เรา "เปิด ๗๗ จังหวัด" ให้เที่ยวกันเองภายใน
    แต่ยัง "ปิดประเทศ" ไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา คือ สำหรับต่างชาติ........
    กำลังวางแผนจับคู่ประเทศท่องเที่ยว ที่เรียก Travel Bubble เขามาบ้านเรา-เราไปบ้านเขา ไม่ต้องกัก ๑๔ วัน เพียงมีกติกาต้องปฏิบัติเล็กน้อย
    ๓๐ มิถุนานี้ จบไตรมาส ๒ ด้วย "สาหัสปางตาย" ตั้งแต่คนบนตึกยันก้นกระต๊อบ แต่ถือว่าคุ้ม เมื่อเทียบกับเครดิตที่ไทยได้รับตอบแทน
    กรกฎา-ธันวา ไตรมาส ๓ และ ๔ เป็น ๖ เดือน เหมือนออกซิเจน เหลือเพียง ๖ ถัง ในห้องไอซียู  ไม่มีอะไหล่-สำรองอีกแล้ว
    ฉะนั้น รัฐบาลต้องใช้ ออกซิเจน ๖ ถังนี้ ในความหมาย ทุกนาทีคือชีวิต ดังนั้น เป้าหมายต้องแม่น  ลั่นไกแล้วต้องไม่พลาด 
    ทั้งหมด ต้องอยู่ในคำจำกัดความของปฏิบัติการ ว่า
    NOW!
    รอบคอบ ป้องกันโควิดเกิดรอบ ๒ นั้นดี แต่ถ้ารอบคอบจนละล้า-ละลัง ได้แต่จะ..จะ..ไม่กล้าเปิดประตูบ้าน เพื่อก้าวออกไป 
    ดี ที่ไม่รู้จักพลิกแพลงใช้ ดีขนาดไหน ก็ไร้ค่า
    ดังนั้น ขึ้น "ไตรมาส ๓" ตั้งแต่กรกฎาเป็นต้นไป แผนเปิดประเทศ ควรต้องเป็นจริงทางปฏิบัติ
    ไม่ได้หมายถึง "เปิดอ้า" ใครไป-ใครมาก็ได้อย่างตะก่อน แต่ผมเห็นว่า......
    ด้วยจุดแข็ง "เครดิตมาตรฐานการแพทย์ไทย" Travel Bubble ที่ยังไม่ลงตัว จะจับคู่แต่งงานกับประเทศไหน นั้น
    อยากบอกท่านรองนายกฯ สมคิด และท่านรัฐมนตรีท่องเที่ยว "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" ว่า
    จับตลาดเฉพาะกลุ่ม "ที่ชัวร์อยู่แล้ว" ประกาศเจาะจงให้เข้ามาก่อนเลยไม่ดีหรือ?
    กลุ่มนี้ ผมมองว่า มีลูกค้าแน่นอน แถมเงินหนัก จับจ่ายไม่อั้นอีกตะหาก ตามสถิติ เฉพาะกิน/เที่ยว ใช้จ่ายน้อยที่สุด ตกวันละไม่หนี ๕๐ เหรียญยูเอส/คน 
    กลุ่มนี้ คือ กลุ่ม Medical Tourism "ท่องเที่ยวสุขภาพ"     ซึ่งโรงพยาบาลของไทย รวมทั้งสถานศัลยกรรมความงามของไทย ในย่านเอเชีย โดยเฉพาะตะวันออกกลางและอาเซียน
    ตั้งแต่ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ แปลงเพศ ไปจนถึงตรวจสุขภาพประจำปี
    ปีๆ เดินทางเข้ามาไม่รู้กี่หมื่น-กี่แสน
    โดยเฉพาะกลุ่ม "ตะวันออกกลาง" บางกอกคือสวรรค์ของเขา มาตรวจรักษาทั้งทั่วไป ทั้งเฉพาะโรค  คือหาหมอด้วย เที่ยวด้วย ปีละไม่ต่ำกว่า ๔-๕ แสนคน
    ยิ่งตอนนี้ กรกฎา-สิงหา หน้าร้อนในตะวันออกกลาง ปกติ เขาจะหนีร้อน เดินทางเข้ามา เที่ยวด้วย หาหมอด้วยมากเป็นพิเศษ
    ก็ ไทย หมายมั่นเป็น Medical Hub อยู่แล้ว ยังจะรีรออะไร?
    เอาโรงพยาบาลของเรา ที่ประสงค์จะจับคู่กับลูกค้า Medical Tourism ในต่างประเทศ Bubble กันเข้ามาเลย
    เนี่ย.......
    เปิดประเทศ ให้ลูกค้ากลุ่ม Medical Tourism เข้ามา ในความเป็นกลุ่มจำเพาะ จะออกมาตรการอะไรด้านโควิด มันก็ง่าย
    ถ้าจะเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป อย่างที่จะจับคู่กับจีน ตลาดใหญ่ก็จริง แต่อยู่ในช่วง "เสี่ยงสูง" ควบคุมยาก ได้ไม่คุ้มเสีย
    มองรอบด้านแล้ว เงินจากท่องเที่ยวที่จะหมุนเศรษฐกิจไทยได้บ้าง ยามนี้ เจาะจงกลุ่ม "ทางการแพทย์" ดีสุด
    ผู้ป่วยโควิด........
    ต้องการได้รับการรักษาดูแลด้วยวิทยาการแพทย์ไทย ให้ประสานกับโรงพยาบาล ส่งตัวมาได้เลย    ตอนนี้ "ทีมไทย" ด้วยบุคลากรทางการแพทย์ของเรา มีประสบการณ์ จนชำนาญในการป้องกันดูแล  นำผู้ป่วยจากต้นทาง ส่งถึงโรงพยาบาล ไม่ต้องกลัวการแพร่ระบาด
    ก็เห็นมั้ยล่ะ......
    ทั้งหมอรูปหล่อ "หมอทวีศิลป์" และหมอคนสวย "หมอบุ๋ม" แถลงแต่ละวัน ขึ้นต้นพบผู้ป่วยใหม่ บางวันเป็นสิบ บางวันเกือบสิบ
    ฟังทีแรก ใจหายแวบ!
    พอฟังต่อ อ๋อ...เหล่านี้ เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ บ้าง ยุโรปบ้าง ตะวันออกกลางบ้าง เอเชียบ้าง  กระทั่งจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันบ้าง
    คนไทยป่วยจากนอกประเทศ แล้วรับตัวกลับเข้ามาอยู่ในโซน "ชีวิตใหม่" คือถึงหมอไทยแล้ว หมดห่วง!    
    ไม่เคยปรากฏ การสาธารณสุขไทย จะปล่อยให้คนป่วยที่เข้ามาตามระบบ หลุดรอดการคัดกรองออกไปแพร่เชื้อภายนอกได้
    จากจุดนี้.........
    ผมจึงมั่นใจ ศักยภาพไทยใช้เป็น "จุดขาย" ทางรักษาคนป่วยโควิดจากต่างชาติได้ 
    ตั้งแต่เครื่องบินจนถึงมือแพทย์-พยาบาลในห้องความดันลบ รับประกัน เชื้อไม่มีทางหลุดรอดออกไประบาดได้!    
    พวกเรา "คนไทย" จงมั่นใจในจุดนี้ 
    วันๆ แน่ใจหรือว่า ไม่มีแรงงานต่างชาติเล็ดลอดเข้ามา ซึ่งนั่น หมายถึงไม่ผ่านการคัดกรอง
    ถ้าจะกลัว เรากลัวและควรระแวด-ระวังจุดนี้มากกว่า
    ไม่มีอะไรต้องกลัว กับคนป่วยต่างชาติ ที่เข้ามาถูกต้องตามขั้นตอน
    ค่อยๆ ทดสอบระบบ, มาตรการ และความพร้อมทางบุคลากรด้านป้องกันโควิด ผ่าน Medical  Tourism ไปในตัว
    ผมว่าเกินคุ้ม.....
    ทั้งจะได้ศึกษาการปฏิบัติทาง "ภาคสนาม" หารูรั่ว-ช่องโหว่ เพื่อปรับปรุง-แก้ไข ไปด้วย 
    เพราะเราและโลก จะยังอยู่กับภาวะ "ระแวงโควิด" ไปอีกเป็นปีๆ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกัน 
    ฉะนั้น ไม่กล้า "แหกค่าย" ก็ต้องกล้าทั้งขาสั่นๆ 
    เพราะจะ "จับเจ่า-จนจ่อ" รอน้ำหลากมาช่วยเหมือนครั้งพม่าล้อมกรุงศรี เหมือนรัสเซียรอหิมะฝังกองทัพนโปเลียนที่บุกมอสโก    
    ออกซิเจน ๖ ถัง หมายถึงเศรษฐกิจภาคชีวิตประชาชนหมดก่อน!
    ลำพัง "ไทยเที่ยวไทย" แจกเงินให้เที่ยวขนาดไหน มันก็คล้ายใช้ไม้ขีดก้านเดียวเผาหัวเครื่องยนต์  ร้อนไม่พอทำให้เครื่องดีเซลติดได้หรอก
    ในปี-ครึ่งปี ก็ต้องอาศัยเครดิต "การแพทย์-การสาธารณสุข" ควบการท่องเที่ยว นี่แหละ
    แปลง โควิด-๑๙ เป็นทรัพย์ 
    จัดโปรแกรม Medical Tourism รับรักษาผู้ป่วยโควิดจากนอกประเทศ ตรงนี้ จะเพิ่มความร้อนทางเศรษฐทรัพย์ปริวรรต กระชากเครื่องให้ติดและหมุนรอบได้ 
    ไหนๆ ไทยก็วางตำแหน่งเป็น Medical Hub ในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว เมื่อจังหวะ สถานการณ์ โอกาส อำนวย
    รีรออยู่ไย ประกาศออกตลาดท่องเที่ยวไปเลย ททท.ของเรา "เก๋าคู่ชาติ" อยู่แล้ว บอกเขาคำเดียวจะเอาอย่างนี้ รับรองไปโลด!
    ไม่เคยท่องบทอาขยานชั้นประถม ๔ กันหรือไงก็ไม่ทราบ ที่ว่า.......
    เวลาและวารี ไม่ยินดี จะคอยใคร
    เรือเมล์และรถไฟ มันก็ไป ตามเวลา
    ยืดยาดและอืดอาด ก็จะพลาด ปรารถนา
    และแล้วจะโศกา อนิจจา เราช้าไป. นั่นน่ะ
    ความจริง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยรัฐบาลคงมีแผนอยู่หลายแผนแล้ว แต่เห็นเงื้อง่าราคาแพง ด้วยสุขุมคัมภีรภาพครบด้าน
    มันจะพลาดปรารถนา คือ "ไม่ทันกิน" น่ะ ก็ขอสะกิดนิด วอนอย่าขึ้งอันใดเลย!
    คนไทย คาถาชีวิตรอด ก็ นะ โม พุท ธา ยะ
    คาถาเศรษฐกิจรอด ก็ ส่งออก ท่องเที่ยว
    ทำไรก็รีบทำเถอะ!


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'