'บิ๊กตู่' ผจญ 'ศึกใน-ศึกนอก' โถมกระแทกรัฐนาวาระส่ำ


เพิ่มเพื่อน    

      "การอยู่ร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่เข้าสู่ปีที่สองไม่ใช่ 'พายเรือให้โจรนั่ง' นั้นเป็นเช่นไร มีหลักประกันอย่างไร  ถ้ากอดคอร่วมหอลงโรงกันไปอย่างนี้ จะไม่กลายเป็นการพากันเข้าโลงไปด้วยกัน"

 

      พลันที่การประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน มีมติยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว รวมทั้งออกมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 4 โดยหลายต่อหลายอย่างมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป

      มรสุมการเมืองจากทุกสารทิศ ทั้งศึกในและศึกนอกก็โถมกระแทกรัฐนาวา "บิ๊กตู่" ทันที

      กล่าวสำหรับ ศึกใน มิได้มีแต่ในสภาผู้แทนราษฎรระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ที่แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากพ้นสภาวะปริ่มน้ำมาแล้วก็ตาม     

      แต่ความไม่เป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคร่วมรัฐบาล และกระแสเรียกร้องของสังคมที่มีต่อรัฐบาลในบางเรื่อง ก็ทำให้ฝ่ายรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจำต้องยอมลดราวาศอกให้แก่พรรคฝ่ายค้าน  

      การยอมให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เป็นตัวอย่างหนึ่ง

      แรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาลคงทำให้หัวใจของผู้มีอำนาจสั่นหวิวเข้าบ้างไม่มากก็น้อย!

      การปรับคณะรัฐมนตรีเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายบิ๊กตู่ แม้เจ้าตัวจะพยายามหน่วงเหนี่ยวการปรับ ครม.ให้นานที่สุด โดยวางสถานะตัวเองไว้ตรงที่เป็นผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียว ในการตัดสินใจว่าจะปรับใครเข้าใครออก หรือจะปรับเมื่อไหร่

      กระนั้นก็ตาม การเคลื่อนไหวเรียกร้องกดดันของนักการเมืองก็เริ่มเขม็งเกลียวบีบรัด จนกัปตันเรือไม่อาจถ่วงรั้งเวลาการปรับ ครม.ให้เนิ่นนานออกไปได้อีก

      อีกเหตุการณ์เล็กๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่มีใครคาดคิดได้เกิดขึ้น นั่นคือการลาออกแบบปุบปับจากตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ หม่อมเต่า-ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ส่งผลให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ในไม่ช้านี้

      ศึกไหนใครว่าแน่ ยังแพ้ศึกในอก พรรคพลังประชารัฐในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลนั้นมีหลายมุ้ง หลายก๊วนรอเวลาการประชุมใหญ่วันที่ 27 มิถุนายน เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการ และกรรมการบริหารพรรค

      หัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พี่ป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.

      เมื่อพรรคเกลี่ยดุลอำนาจใหม่ การปรับ ครม.ให้คนมีตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการบริหารของพรรคไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีจะต้องตามมา นั่นหมายถึงว่า 4 กุมาร-สายสมคิด จะต้องลุกจากเก้าอี้เสนาบดี ได้แก่

      นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ, นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง,  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

      เมื่อขาดทีมงานใกล้ชิดอันเป็นพวกพ้องที่เคยสนับสนุนโอบอุ้มกันมาเสียแล้ว การอยู่ในตำแหน่งรองนายกฯ ต่อไปแบบหัวเดียวกระเทียมลีบก็ไม่มีความหมาย

      "บิ๊กตู่" จะใช้วิทยายุทธ์ใดมาสยบให้กลุ่มก๊วนในพรรค พปชร.ยินยอมให้ใครก็ตามใน 4 คนนี้ยังอยู่ต่อ ในเมื่อเก้าอี้รัฐมนตรีมีจำกัดจำเขี่ยเสียด้วย

      ใช่แต่เท่านั้น รัฐบาลผสม 20 พรรค มีทั้งพรรคใหญ่พรรคย่อมและพรรคเล็กพรรคน้อยยั้วเยี้ย รวมทั้งจำนวน ส.ส.แต่ละพรรคก็มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง การขอโควตารัฐมนตรีตามสัดส่วน ส.ส.ในพรรค โดยอ้างว่ากินกล้วยอย่างเดียว อร่อยลิ้นก็จริงอยู่ แต่มันไม่อิ่มหนำสำราญหากไร้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี

      การลด การเพิ่มเก้าอี้รัฐมนตรี รวมไปทั้งการสลับกระทรวงตามจำนวน ส.ส.ของพรรคเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง เป็นโจทย์การเมืองอีกข้อที่ "บิ๊กตู่" ต้องแก้สมการด้วยตัวเอง เพราะรัฐนาวาลำนี้ไม่มีผู้จัดการรัฐบาล

     สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น บิ๊กตู่ก็อย่าคิดว่าอะไรก็ได้

      คลื่นใต้น้ำ-บนน้ำก่อตัวและปะทุเป็นระยะ การทิ้งช่วงขาดตอนการประชุมพรรคมา 2-3 เดือนด้วยข้ออ้างติดปัญหาโควิดอาจพอฟังได้ระยะแรกๆ แต่ ณ วันนี้ถึงเวลาผู้นำพรรคต้องเคลียร์ใจ ส.ส.ในพรรคให้ยอมรับให้ได้ว่า การอยู่ร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่เข้าสู่ปีที่สองไม่ใช่ "พายเรือให้โจรนั่ง" นั้นเป็นเช่นไร

      มีหลักประกันอย่างไร ถ้ากอดคอร่วมหอลงโรง" กันไปอย่างนี้จะไม่กลายเป็นการ "พากันเข้าโลง"  ไปด้วยกัน

      ทั้งพิษเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ การไม่มีนโยบายเด่นชัดที่จะดับไฟใต้ การดำเนินนโยบายเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเห็นต่าง การไม่ให้เกียรติพรรค ปชป.เข้าร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาแบบถึงไหนถึงกันกรณีวิกฤติโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจ การทยอยกันลาออกจากพรรคไปตั้งพรรคใหม่ของขุนพลหลายต่อหลายคน การหาผลงานที่โดดเด่นโดนใจประชาชนไม่ได้สักอย่าง เลือกตั้งสมัยหน้าอาจแพ้พรรคอื่นอย่างราบคาบ ฯลฯ

      หัวหน้าพรรคที่ชื่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และเลขาธิการพรรคที่ชื่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งรับตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรี ต้องตอบข้อกังวลของกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ส่วนน้อยในพรรคให้ได้ ไม่เช่นนั้นความคุกรุ่นทางการเมืองจากคนที่ไม่พอใจ ที่แม้จะเป็นส่วนน้อยก็อาจจะยกระดับเป็นเพลิงที่ร้อนแรงขึ้นได้ เมื่อกระแสจากสังคมบีบคั้นรัฐบาลบิ๊กตู่หนักข้อขึ้นทุกขณะ

      ยิ่งสถานการณ์ความขุ่นข้องแค้นเคืองใจของหลายฝ่ายเริ่มปะทุขึ้นตามลำดับ และนับวันจะรุนแรง  เช่นการเคลื่อนไหวรวมตัวให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, การกดดันให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาเคลียร์กรณีอุ้มนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, การแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการแก้ไข รธน., ความไม่พอใจต่อบทบาทวุฒิสภา...มีไว้ทำไม, การไม่ยอมรับการสืบทอดอำนาจของ คสช. กรณีวุฒิสภาโหวตเลือกอดีต สนช.ไปเป็นกรรมการ ป.ป.ช., ความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจของชาวบ้าน, การว่างงานของประชาชนและบัณฑิตที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ฯลฯ

        ไฟลามทุ่ง ที่ถูกจุดโดยนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อหวังขับไล่รัฐบาล "บิ๊กตู่" เมื่อเดือนมีนาคมมีอันมอดดับลงฉับพลันทันทีหลังโควิด-19 เข้าคุกคาม มาบัดนี้อาจถึงเวลาที่ไฟจะลุกโชนอีกครั้ง และรุนแรงกว่าเดิมหลังจากเงียบสงบ 3 เดือน

      ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ช่วงโควิดผ่อนคลาย นักเรียน นิสิต นักศึกษาเปิดเทอม อาจเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะเปิดยุทธการไฟลามทุ่งภาคสอง

      ในแง่กระแสสังคม แรงกระเพื่อมจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การเมืองน้ำเน่า สิ้นหวังกับการปฏิรูปประเทศ องค์กรอิสระขาดความเป็นอิสระ วุฒิสภามีไว้ทำไม องคาพยพการสืบทอดอำนาจคอยแต่ปกป้องช่วยเหลือพวกเดียวกันเอง เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ฯลฯ

      ปฏิกิริยาการไม่ยอมรับของคนส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะเยาวชนในรั้วโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่อปัญหาต่างๆ อาจก่อตัวขึ้นในไม่ช้า และมีโอกาสที่จะบานปลายกลายเป็นการปฏิเสธรัฐบาลและเรียกร้องให้ยกเครื่องระบบการเมืองก็เป็นไปได้

      การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอาจทำให้ผู้มีอำนาจต้องมานั่งเสียใจภายหลัง!!

 

ดึงโปรยย

      "การอยู่ร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่เข้าสู่ปีที่สองไม่ใช่ 'พายเรือให้โจรนั่ง' นั้นเป็นเช่นไร มีหลักประกันอย่างไร  ถ้ากอดคอร่วมหอลงโรงกันไปอย่างนี้ จะไม่กลายเป็นการพากันเข้าโลงไปด้วยกัน"


มีข่าวสารจากเยอรมัน สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่หลายเจ้ารายงานตรงกัน  รัฐบาลเยอรมันชี้แจงต่อกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเยอรมันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา .......ยืนยันไม่พบการกระทำใดๆ ในลักษณะที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ 

'สรรพรส-สรรพเรื่อง' (เละๆ)
เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก