บางขวางขังเดี่ยวบรรยิน ใช้'ชุดหนุมาน'คุมไปศาล


เพิ่มเพื่อน    


แฟ้มภาพ    

บางขวางสั่งขังเดี่ยว "บรรยิน" สกัดแหกคุก! กองปราบฯ ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานประกบระหว่างเดินทางไปศาล 22 มิ.ย. ดับฝันชิงตัวกลางทาง ขณะที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับให้เฉพาะคู่ความเเละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าฟัง เพื่อความสงบเรียบร้อย ตร.ประชุมเครียด เชิญอดีตนักการเมืองที่ไม่ยอมร่วมแผน มาสอบด้วย
    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ในช่วงเช้า พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้รายงานข้อมูลต่อผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมถึงเบาะแสความพยายามวางแผนจะหลบหนีออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้
    ทั้งนี้ ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ ทำให้ต้องเพิ่มมาตรการการคุมขังให้เข้มข้นขึ้น จากนั้นสั่งย้าย พ.ต.ท.บรรยิน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับคุมขังนักโทษระหว่างการพิจารณาคดี ไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงเพื่อควบคุมดูแลเป็นกรณีพิเศษ
    และยังพบว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนชิงตัวระหว่างเดินทางจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปฟังการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่ชุดสืบสวนกองปราบปรามรู้ความเคลื่อนไหวก่อน จึงประสานให้กรมราชทัณฑ์ปรับมาตรการการคุมขัง
    ยังมีเบาะแสระบุว่า พ.ต.ท.บรรยินได้วางแผนให้ทนายความยื่นประกันตัวผู้ต้องขังคดีชิงทรัพย์รายหนึ่งที่ขังอยู่ด้วยกันกับพ.ต.ท.บรรยิน ให้ออกจากเรือนจำ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อนก่อนที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามจะเข้าจับกุมตัวนายโจ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลักทรัพย์ได้ที่ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ยังคงมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอีก 1 หมาย ก่อนนำมาสอบปากคำเบื้องต้น นายโจให้การรับสารภาพว่าที่ได้ประกันตัวออกมาเป็นเพราะ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่รู้จักกันในเรือนจำ ได้ให้ทนายความส่วนตัวติดต่อทนายความอีกคนให้มาประกันตัวนายโจออกจากเรือนจำ
    นอกจากนี้ยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพราะขณะที่รู้จักกันในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินมีคำสั่งให้ตนทำงานให้ 2 ข้อ ข้อแรก ให้หาทางชิงตัว พ.ต.ท.บรรยินออกจากคุก แต่ถ้าข้อแรกทำไม่สำเร็จ ให้ลักพาตัวภรรยาของ ผบ.เรือนจำ มาให้ได้เพื่อไว้ใช้ในการต่อรองกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องการหนีออกจากคุก
    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ยังสืบทราบว่า พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลบหนี แต่ถูกปฏิเสธ จึงประสานไปยังศาลยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามให้ช่วยดูแลและตามตัวผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวออกไป จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ สอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหารายดังกล่าวยอมรับว่า พ.ต.ท.บรรยินสั่งให้หาทางช่วยเหลือออกจากคุกจริง
    นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังวางแผนให้คนมาวางระเบิดข้างเรือนจำ แล้วจะล้มเสาธงชาติกลางลานสนามหญ้าเพื่อใช้ปีนหนี เมื่อออกมาได้จะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวอีกที ในที่สุดกรมราชทัณฑ์ได้ย้าย พ.ต.ท.บรรยินไปฝากขังที่เรือนจำกลางบางขวางแทน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินเกิดอาการเครียดอย่างหนัก และในช่วงเวลา 18.00 น. วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยินคิดฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตัวเอง แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พบก่อนจึงช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
กรมคุกยอมรับมีเค้าวางแผนหนี
    ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.บรรยินได้ขอสิทธิพิเศษต่างๆ โดยขอให้ทางเรือนจำย้ายตัวเองไปอยู่ในแดนที่มีความสะดวกสบาย แต่ผู้บัญชาการเรือนจำไม่ยินยอม เนื่องจากผิดหลักเกณฑ์และระเบียบของกรมราชทัณฑ์ พร้อมข่มขู่ผู้บัญชาการเรือนจำให้ปล่อยตัว มิเช่นนั้นจะอุ้มภรรยา นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินให้ลูกน้องประสานกับอดีต ส.ส.รายหนึ่งในพื้นที่นครสวรรค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ถูกปฏิเสธ
    ทั้งนี้ พ.ต.ท.บรรยินถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นจำเลยในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นนายชูวงษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกรวม 3 คน คนละ 8 ปี, คดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งจะมีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย.-23 ก.ย.นี้ และจะเริ่มสืบพยานฝ่ายจำเลย 24 ก.ย.-14 ต.ค.นี้
    ส่วนคดีอุ้มฆ่าพี่ชาย น.ส.พนิดา พ.ต.ท.บรรยินถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับนายมานัส อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน อายุ 33 ปี , ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด อายุ 63 ปี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดตรวจหลักฐานในวันที่ 22 และ 25 มิ.ย.นี้
    พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าสืบสวนข้อเท็จจริง หลังได้รับเบาะแส พ.ต.ท.บรรยินวางแผนแหกคุกว่า กรณีดังกล่าวกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดหรือยืนยันเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกทั้งข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก็เป็นเพียงแหล่งข่าวเท่านั้น ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คงไม่สามารถให้สัมภาษณ์ในลักษณะเป็นการยืนยันเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนมาตรการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก็คงบอกไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เป็นเรื่องของมาตรการระบบความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
    อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.บรรยินถูกนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำ ได้มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่เพื่อวางแผนหลบหนีว่า ตรงนี้ก็พอมีเค้าอยู่บ้าง เนื่องจาก พ.ต.ท.บรรยินเคยเป็นอดีตข้าราชการ เป็นตำรวจเก่า แต่รายละเอียดก็เป็นข้อมูลเชิงลับ คงเปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กรมราชทัณฑ์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาความปลอดภัยทั้งของตัวเจ้าหน้าที่และผู้ต้องโทษ ตามปกติอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้น
    นายมนตรี บุนนาค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยว่า พ.ต.ท.บรรยินถูกย้ายมาขังที่เรือนจำบางขวางได้ 5-6 วันแล้ว เรือนจำได้ทำการประเมินความเครียด รวมทั้งทดสอบทางจิตวิทยาและติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดของเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังเคยพยายามทำร้ายตัวเอง
ขังเดี่ยว"บรรยิน"
    เขาบอกว่า กระแสข่าวที่มีความพยายามจะหลบหนีนั้น เรือนจำไม่มีข้อมูล แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องขังพิเศษเท่านั้น ซึ่งรายที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษการคุมตัวไปศาลต้องรัดกุมที่สุด ส่วนแผนการแหกคุกตนคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยขณะนี้เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะทนายเข้าเยี่ยมได้เท่านั้น 
    ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเรือนจำกลางบางขวางได้แยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยว และจัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง ซึ่งการแยก พ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยวไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง เพราะการขังร่วมกับผู้ต้องขังอื่นจำนวนมากเช่นเดียวกับการขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะทำให้ พ.ต.ท.บรรยินสร้างความสนิทสนมกับผู้ต้องขังคดีอื่น และใช้เงินซื้อตัวเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังไว้เป็นพวก เพื่อวางแผนก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ หรือวางแผนจัดหาทนายประกันตัวออกไปก่อเหตุแหกหักชิงตัวประกันอีก
    "อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายของ พ.ต.ท.บรรยิน ยังเชื่อว่าไม่ได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อดึงดูดความสนใจและคอยสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการกับ พ.ต.ท.บรรยิน อย่างไร ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ต้องขังอาจจะจับเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเป็นตัวประกัน กรมราชทัณฑ์จึงต้องป้องกันเหตุให้รอบด้าน เพราะคนที่เข้าตาจนสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง" แหล่งข่าวระบุ
    แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเบิกตัวพ.ต.ท.บรรยินไปศาลนั้น ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยินไปขึ้นศาลแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาระบาดกรมราชทัณฑ์และศาลยุติธรรมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้ผู้ต้องขังเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดย พ.ต.ท.บรรยิน มีนัดตรวจหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลเพื่อขอให้ พ.ต.ท.บรรยินเบิกความผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ
    รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดศาลทุจริตมีคำสั่งวันจันทร์ (22 มิ.ย.) ให้พิจารณาลับเฉพาะคนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวเข้าห้องพิจารณาได้
ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน 
    ด้าน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินมีแผนการตามที่เป็นข่าวจริง ขณะที่ตำรวจกองปราบปรามกำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าคำให้การของนายโจ หนึ่งในลูกน้องที่ทนายความของ พ.ต.ท.บรรยิน ประกันตัวจากเรือนจำออกมาดำเนินการตามแผนนั้นเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากพบว่าจริง ต้องนำมาพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมแก่ใครได้หรือไม่
    ผบก.ป.เผยอีกว่า ตำรวจกองปราบปรามมีมาตรการป้องกันการหลบหนีและมีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่างเช่นกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจากนี้ไปคดีของ พ.ต.ท.บรรยินก็จะมีการใช้กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมานเข้าไปสนับสนุนกำลังตำรวจท้องที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวลาต้องคุมตัวไปศาล รวมไปถึงการสืบหาข่าวร่วมกับทางกรมราชทัณฑ์ด้วย
    พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รองผบก.ป.) เปิดเผยถึงแผนชิงตัวว่า กรณีที่เกิดขึ้น นายโจและนายท็อปถือว่าเป็นผู้ที่ถูก พ.ต.ท.บรรยินใช้ให้ไปเตรียมก่อเหตุชิงตัวออกจากเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยินถือเป็นผู้ใช้จ้างวานหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นให้กระทำผิด ตามที่ระบุในมาตรา 87 ของประมวลกฎหมายอาญา มีอัตราโทษ 1 ใน 3 ของความผิดที่ก่อขึ้น
    "หากแผนการชิงตัวเกิดขึ้นจริง นายโจและนายท็อปจะต้องรับโทษเท่ากับผู้ใช้หรือสั่งการให้กระทำผิดด้วย แม้ตอนนี้ทั้งคู่จะยังไม่ได้ก่อเหตุขึ้น แต่ตำรวจมีหลักฐานว่านายโจพยายามขอความช่วยเหลือจากอดีตนักการเมืองรายหนึ่งให้พา พ.ต.ท.บรรยินหนีออกจากเรือนจำจริง แต่นักการเมืองรายนี้ไม่ร่วมด้วย จากนี้จะต้องเชิญอดีตนักการเมืองนี้มาสอบปากคำ รวมถึงทนายความที่นายโจให้การอ้างว่า พ.ต.ท.บรรยินให้มาช่วยประกันตัวออกไปว่ามีส่วนรู้เห็นกับแผนการชิงตัวนักโทษด้วยหรือไม่"
    พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พร้อมทั้งตรวจสอบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุมร่วมระหว่างตำรวจกองปราบปรามและตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาลเกี่ยวกับคดีนี้อีกครั้ง
    นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ว่าขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยินตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด
ศาลรักษาความปลอดภัยเข้ม
    ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหน และเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บช.น., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยินมาขึ้นศาล
    เมื่อถามว่า ในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธตอบว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง
    ถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยินมีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ศาลมีคำสั่งว่า เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดี ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา
    และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี.
    


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'