แนะประยุทธ์เป็นวีรบุรุษ เร่งลุยปรองดอง-นิรโทษ


เพิ่มเพื่อน    


      “ประธานญาติวีรชนฯ” ออกแถลงการณ์จี้ “ประยุทธ์”  เร่งทำปรองดอง นิรโทษกรรมหากยังเป็นวีรบุรุษ ส่งคำเตือนถึง “แม้ว” อย่าเร่งรีบ ต้องรอผู้ชุมนุมทุกสีเสื้อได้รับการเยียวยาก่อนถึงค่อยพูดเรื่องกลับไทย “จตุพร” รับน้ำท่วมปาก เตือนนักเคลื่อนไหวอย่าล้ำเส้นแตะต้องสถาบัน
     เมื่อวันอาทิตย์ นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และอดีตคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ออกแถลงการณ์ในหัวข้อ “หยุดฉีกสัญญาประชาคม แบ่งแยกแล้วปกครอง เดินหน้าสู่การปรองดอง หลอมรวมคนไทยทุกภาคส่วน” ระบุว่า จากที่มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งให้ทีมงานไปรวบรวมรายชื่อบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีการเมืองทั้งหมดเพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการนิรโทษกรรมคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่โฆษกประจำสำนักนายกฯ กลับปฏิเสธว่าไม่มีมูลความจริงนั้น คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 มีข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องดังนี้
    1.สังคมไทยมีความแตกแยกและขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายหรือแนวทางการสร้างความสมานฉันท์และการปรองดองที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้า ทั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า จะเข้ามายุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ประชาชนในชาติเกิดความรักความสามัคคี และได้ตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองโดยตรงเพื่อรับฟังปัญหาจากพรรคการเมืองและภาคประชาชนทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมากลับไม่ให้ความสำคัญ และเสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช.ได้ศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะแนวทางการสร้างความปรองไว้อย่างครบถ้วน แต่รัฐบาลกลับไม่ดำเนินการแต่อย่างใด  ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ และฉีกทิ้งสัญญาประชาคมหรือไม่
      2.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ และเดินหน้าปฏิรูปประเทศ และสร้างความสมานฉันท์ปรองดองแห่งชาติก่อนสายเกินไป โดยมีข้อเสนอแนวทางการปรองดองและสมานฉันท์ที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขความขัดแย้งในอดีตและเดินหน้าพัฒนาการประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมการเมืองแก่นักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิด รวมถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองต่างๆ โดยนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ได้ศึกษาไว้แล้ว รวมถึงกระบวนการและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งได้เสนอไว้อย่างครบถ้วน 
      3.ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ตามแนวทางของคณะกรรมการศึกษาแนวทางทางการสร้างความปรองดอง สปช. เริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่รวมถึงการกระทำความผิดอาญาโดยเนื้อแท้ ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนหลายประการ มุ่งเน้นฟื้นความสัมพันธ์ของคนในชาติ ให้เกิดสร้างความรักสามัคคี เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 28 ก.ค.2563 โดยนายกฯ มีหน้าที่รับฟังและทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน หากดำเนินการสำเร็จจะถือเป็นวีรบุรุษ แต่หากไม่ดำเนินการ แสดงว่าต้องการแบ่งแยกแล้วปกครองเพื่อสืบทอดอำนาจให้นานที่สุด จะกลายเป็นคู่ความขัดแย้งใหม่ของสังคมโดยตรงชัดเจนขึ้น และจะสร้างความขัดแย้งสะสมและรุนแรงขึ้นในอนาคต 
      4.กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่องวิธีการทำงานแบบนิวนอร์มอล ที่ระบุว่าจะผนึกประชาชนทุกภาคส่วนร่วมวางอนาคตประเทศ จะทำงานเริงชุกเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศนั้นถือเป็นนิมิตหมายที่ดี แม้สำนึกช้าไปหลายปี แต่รัฐบาลไม่สามารถผนึกประชาชนทุกภาคส่วนได้เลยหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังเรื้อรังและสร้างความปรองดองของคนในชาติ ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการแนวทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 หมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐอย่างจริงจัง และ 5.การปรองดองสมานฉันท์จะสำเร็จลุล่วงได้ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันต้องเปิดใจกว้างให้อภัยซึ่งกันและกัน พร้อมให้ความร่วมมือ และต้องทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อย่าให้มีวาระซ่อนเร้นเหมือนครั้งที่มีการผลักดัน พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย จนนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลาย 
      “ขอฝากถึงนายทักษิณ ชินวัตร ถ้าอยากกลับบ้านแบบเท่ๆ ต้องรู้จักการอดทนรอคอย และพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อน ต้องเสียสละให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แต่กลับได้รับความทุกข์ทรมานให้ได้รับการเยียวยาและเกิดสามัคคีของคนในชาติก่อน จากนั้นคนในชาติจะพิจารณาเองว่าจะให้โอกาสนายทักษิณหรือไม่อย่างไร” นายอดุลย์ระบุ  
      วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการลมหายใจ ทางพีซทีวี ว่าหลายวันที่ผ่านมา มีกระแสเรื่องการนิรโทษกรรม ซึ่งจะไม่เเสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม เพราะมีความเกี่ยวข้องอยู่ แต่อยากจะเล่าว่าในช่วงกว่า 10 ปีนี้ ไม่มีใครได้รับความทุกข์มากไปกว่าพี่น้องคนเสื้อแดงอีกแล้ว ซึ่งจริงๆ ก็ติดคุกกันทุกฝ่าย เพียงแต่ฝ่ายเสื้อแดงติดคุกกันจำนวนมากและจำนวนปีที่มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่ต้องคดีเรื่องเผาศาลากลางจังหวัด ไปตายในคุกก็มี ถูกลงโทษสถานหนัก 33 ปี 4 เดือนยังอยู่ในเรือนจำอีกหลายจังหวัดเป็นจำนวนมาก และรวมถึงคดีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในซีกของประชาชน หรือซีกของแกนนำทั้งที่ถูกคุมขังในคดีพัทยาและคดีอื่น รวมถึงอยู่ระหว่างรอการตัดสินของศาลฎีกาในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ 
      นายจตุพรย้ำว่า เป็นห้วงเวลาของความยากลำบากในช่วงกว่า 10 ปีนี้ หลายคนคิดว่าได้เสร็จสิ้นและจบกันไปแล้ว แต่ความจริงผลพวงของเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นปี 2552 และเหตุการณ์ปี 2553 ก็ตามเรื่องราวก็ยังไม่จบ ในซีกของฝ่ายประชาชน ยังอยู่ในเรือนจำ ยังอยู่ในช่วงของการพิจารณาคดีอีกจำนวนมาก แต่เมื่อมีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะตลอดระยะกว่า 10 ปีนี้ รวมกระทั่งเมื่อมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้น เราก็มักจะได้รับการชวนคุยในเรื่องการปรองดองและความสมานฉันท์ ซึ่งก็เป็นที่ประจักษ์ว่าในส่วนของ นปช.นั้นให้ความร่วมมือมาโดยตลอด พยายามอธิบายกับบรรดาหมู่มิตรว่าไม่ง่ายกับการเปรียบเสมือนที่มีตัวประกันอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมากบ้างก็หลบลี้หนีภัยก็เหลืออีกจำนวนมาก 
“เมื่อมีเหตุการณ์อะไรกันนั้น ผมในฐานะคนที่ยืนอยู่ในหัวแถวนั้น จะไม่ได้มองความรู้สึกซึ่งหน้าในขณะนั้นๆ เพราะเราผ่านความตายกันมามาก แต่มองทะลุไปว่า คนที่เหลืออยู่ ซึ่งอยู่ในสภาพหลบลี้หนีภัยนั้นจะมีสภาพอยู่ในสถานการณ์ใด เมื่อมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ผมก็น้ำลายเหนียว เพราะจะพูดปฏิเสธแบบสุดโต่งก็ไม่ได้ ส่วนข้อเท็จเวลาคดีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น ยังคงอีกยาวไกล เพียงแต่ต้องบอกว่าความจริงว่า ในซีกของประชาชนที่ร่วมในการต่อสู้กันมานั้นอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก เพราะส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและเมื่อเจอสถานการณ์เวลาผ่านมากว่า 10 ปีนั้น หลายคนก็บอกว่าเสร็จสิ้นแล้ว แต่ข้อเท็จจริงยังไม่จบสิ้น และแต่ละฝ่ายก็อยู่ในจุดที่ช่วยเหลืออะไร ใครไม่ได้หมายความว่าคนที่ติดคุกนั้นก็อยู่ท่ามกลางความยากลำบาก” นายจตุพรกล่าว
      ประธาน นปช.กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งต้องยอมรับว่ากว่า 10 ปีนี้สถานการณ์ความขัดแย้งได้เปลี่ยนแปลงกันไปมาก ดูได้จากความรู้สึกของประชาชนในช่วงที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หลายคนก็ไปในบางที่ไม่ได้ และบางฝ่ายก็ไปบางที่ได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง แต่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเหลือง-แดง สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ทุกพื้นที่ ทำให้เห็นว่ายังไงคนไทยก็เป็นคนไทยวันยังค่ำ แม้ว่าความเชื่อจะทำให้คนฆ่ากันตายจำนวนมาก ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศในขณะนี้ สภาพเวลาที่ผ่านยาวและสังขารที่ร่วงโรยตามลำดับ รวมถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจำนวนมาก แต่ความเป็นจริงก็รู้จักกันทุกฝ่าย เพราะแต่ละฝ่ายเคยเป็นฝ่ายเดียวกันมาก่อนในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็รู้จักกันทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าวงใดชวนไปคุยก็มักจะไปแลกเปลี่ยนสนทนา เพราะความเข้าใจว่าเรามีตัวประกันจำนวนมาก แม้อีกฝ่ายจะติดคุกในจำนวนที่ไม่นาน อีกทั้งในซีกของประชาชนจะเห็นได้ว่ามีวิวาทะกันน้อยมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 
      นายจตุพรกล่าวด้วยว่า ขอเตือนบรรดาหมู่มิตรและนักเคลื่อนไหวทั้งหลายว่า การขับเคลื่อนทางการเมืองในฐานะคนเคยผ่านทางต้องขีดเส้นใต้ให้ได้ ว่าเอาเฉพาะเรื่องสามัญชนเป็นเรื่องของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะประชาชน แต่ต้องละเว้นและต้องไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นจุดที่เปราะบาง และจะเกิดเรื่องต่างๆ มากมาย ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากส่งเสียงดังๆ ว่าการเคลื่อนไหวการแสดงออกทางการเมืองนั้นต้องเป็นเรื่องของประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หากการเคลื่อนไหวในลักษณะอย่างนี้ ในส่วนเฉพาะประชาชนเราจะมีภูมิต้านทาน แต่หากไม่รู้จักการขีดเส้น ท้ายที่สุดนำไปสู่ความพ่ายแพ้และหายนะ ซึ่งก็ไม่ต้องอธิบายว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพียงแต่มุมมอง ณ ขณะนี้ เราต้องระมัดระวัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือองคาพยพคือประชาชนที่ได้ร่วมทางในการต่อสู้ ดังนั้นในฐานะคนผ่านทางขอเตือนด้วยความห่วงใย.


วันก่อน........ "เพนกวิน" โพสต์ "พวกเราไม่ใช่ 'เด็ก' ของใคร" หมายถึงที่ปลุกระดม "ล้มเจ้า" ไม่มีใครอยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลัง พวกเขาคิดกันเอง-ทำกันเอง ว่างั้น!

ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน