หยุดก่อน"สมศักดิ์ เทพสุทิน"


เพิ่มเพื่อน    

    "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม"
    ชื่อนี้กลับมาดังอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรียุติธรรม "นายสมศักดิ์ เทพสุทิน"
    เตรียมตั้งเป็นที่ปรึกษาโครงการ "ออกแบบโครงสร้างและบริหารจัดการเรือนจำอุตสาหกรรม" 
    หรือ "เกษตรกรรมเพื่อการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง"
    เมื่อวาน (๒๑ มิ.ย.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)หรือ ACT ออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีสมศักดิ์ 
    ยกเหตุแห่ง "ธรรมาภิบาลของกระทรวงยุติธรรม" ทักท้วง
    "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เห็นว่า .....
    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะปกป้องสังคม มิให้ผู้ที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองฯ
    ก็ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจะรับคำท้วงระดับไหน?
    ทำไม ACT จึงทักท้วง......
    เพราะนายสุพจน์ อดีตเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 
    ตัดสินจำคุก ๑๐ เดือน และห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ ๕ ปี
    ความผิดฐาน "จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ"! 
    เพิ่งพ้นโทษ ออกจากคุกเมื่อกลางปี ๖๒ นี่เอง
    เรื่องเป็นมาอย่างไรกัน ระดับปลัดฯ จึงเข้าคุกด้วยข้อหานี้ ก็คงจำกันได้กระมัง.......
     เมื่อปี ๕๔ มีคนร้ายนับสิบ ด้วยรถโฟล์คตู้เป็นพาหนะ บุกปล้นบ้านนายสุพจน์
    นายสุพจน์ไปแจ้งความ "คนร้ายปล้นเอาเงินรับไหว้งานแต่งลูกสาวไปได้ ๕ ล้านกว่า"
    แต่ต่อมา ตำรวจตามจับได้ทั้งแก๊ง พบเงินสดที่ปล้นไปมากกว่า ๑๘ ล้าน ทองคำตะหาก!
    จึงเป็นที่โจษขานถึงที่มา-ที่ไปของเงินส่อพิรุธกันอื้ออึง ยิ่งคนร้ายสารภาพกับตำรวจ ว่า
    "พบเงินสดจำนวนมหาศาลในบ้าน แต่ขนไปได้ ๒๐๐ ล้าน"
    ทำเอา ป.ป.ช.ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน และมีมติเอกฉันท์ชี้มูล ปลัดฯ สุพจน์ "ร่ำรวยผิดปกติ” 
    สั่งอายัดทรัพย์เกือบ ๖๕ ล้าน ในส่วนชี้แจงที่มาได้ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน
    ต่อมา ศาลสั่งริบทรัพย์ ศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก ๑๐ เดือน ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 
    ตอนนี้พ้นโทษแล้ว ชาวบ้านบอกคุ้ม ถูกริบไปไม่ถึงร้อยล้าน ดูจากคำให้การคนร้าย ในบางตอนคำพิพากษา น่าจะมีมากกว่าที่ถูกยึดเข้าหลวง เช่นตอนหนึ่ง ความว่า
    "..............เมื่อพิจารณามูลเหตุที่คนร้ายเข้าปล้นบ้านผู้คัดค้านนั้นยังได้ความตามคำให้การของนายบุญสืบ ว่าทราบจากนายชยธัช บุตรของนางชุติมา ซึ่งเคยทำงานเป็นเลขานุการผู้คัดค้านว่า 
    ในบ้านของผู้คัดค้านมีเงินน่าจะเป็นร้อยล้านบาทอยู่ในบ้าน โดยนางชุติมาเคยได้ยินคนใช้ผู้คัดค้านพูดว่าบางครั้งนำหมูยอมาหั่น แต่ข้างในกลับพบว่าเป็นเงิน
    นายสมบูรณ์และนายสิงห์ทอง คนร้าย ให้การว่าขณะที่มีการเข้าไปขนเงินได้กลิ่นเงินฟุ้งกระจายเหม็นจนรู้สึกเวียนหัวจะอาเจียน"
    และอีกตอนหนึ่ง......
    "...........เมื่อพิจารณาคำให้การของคนร้ายที่ร่วมกันปล้นทรัพย์ของผู้คัดค้าน ต่างให้การว่า เงินของกลางได้มาจากบ้านผู้คัดค้าน 
    โดยพฤติการณ์ในการปล้นทรัพย์นั้น สืบเนื่องมาจากการที่นางชุติมา ซึ่งเคยเป็นเลขานุการของผู้คัดค้าน ทราบว่าบ้านของผู้คัดค้าน มีเงินเก็บไว้แต่ไม่ทราบจำนวน 
    กลุ่มคนร้ายทราบข้อมูลจากนายวีระศักดิ์ว่าบ้านของผู้คัดค้านมีเงินอยู่ประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท และได้เงินจากการปล้นทรัพย์ไปประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท"
    เนี่ย.....
    นายสุพจน์ เป็นข้าราชการชั้นสูงระดับปลัดกระทรวง พฤติกรรมยังเป็นเช่นนี้ ความเหมาะ-ความควร ที่จะเอากลับเข้ามาตั้งให้เป็นที่ปรึกษามันมีตรงไหน?
    ถามคำเดียว ถึงยุค "หมาเลิกกินขี้" แล้วหรือ?
    โครงการที่ท่านริเริ่ม มันสวยงาม เหมือนโครงการ ปลูกยางล้านไร่ ภาคเหนือ-อีสาน และโครงการวัวล้านตัว สมัยเหล่าท่านร่วมเป็นรัฐบาลยุคทักษิณนั่นแหละ
    แต่ลงท้าย     เสียหายเป็นแสนๆ ล้าน โดยเฉพาะยางล้านไล่ ตกเป็นมารดกบาป สร้างปัญหาเป็นเวรกรรมประเทศ แก้ไม่ตกถึงทุกวันนี้
    โครงการ "ออกแบบโครงสร้างและบริหารจัดการเรือนจำอุตสาหกรรม" ของท่านนี้
    ฟังสวยงามอย่างว่า .........
    จะเช่าใช้พื้นที่ราชพัสดุ หรือจัดซื้อที่ดินว่างเปล่า เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม สำหรับผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี หรือนักโทษชั้นดี ที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี 
    จะได้ฝึกอาชีพเป็นแรงงานชั้นดีป้อนตลาด ทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเกิน ซึ่งจะทำทุกภูมิภาค นั้น
    นี่ระดับ "อภิมหาโปรเจ็กต์" นะท่าน!
    เกี่ยวพันงบประมาณแต่ละปีระดับพันล้าน-หมื่นล้าน นอกเหนือความเป็นบ่อเงิน-บ่อทอง จากที่ดินเช่าราชพัสดุและที่จะจัด "ซื้อที่ดินว่างเปล่า" เพิ่มอีก
    แค่ตรงนี้ หลับตาก็เห็นภาพ "เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป" เหลือไว้แต่ซากและความสูญเสียเป็นมรดกบาปในอนาคต ที่ต้องถอนใจ
    ยิ่งบอก จะตั้งนายสุพจน์เป็นที่ปรึกษาโครงการ โถ....จะโลกสวยไปถึงไหนกัน!
    นอกจากนายสุพจน์แล้ว ท่านยังเนมคนอีกหลายคนที่จะตั้งเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เป็นอนุกรรมการโครงการ
     ในจำนวนนั้นมี "นางชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์" รวมอยู่ด้วย
    อืมมมม....
    ต้องชม วิสัยทัศน์ในการคัดสรรคนเข้ามาร่วมงานของท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ช่างแหลมคมจริงๆ
    นางชวนพิศ สมัยเป็น "ผู้ว่าฯ การเคหะแห่งชาติ" ผลงานโดดเด่น ยุคทักษิณ คือ.....
    "โครงการบ้านเอื้ออาทร" เมื่อปี ๒๕๔๖ ที่ "นายวัฒนา เมืองสุข" เป็นรัฐมนตรีพัฒนาสังคมฯ และตกเป็นจำเลย ในคดี "ทุจริตสินบนบ้านเอื้ออาทร" อยู่ขณะนี้
    การสนองนโยบายทักษิณเข้มแข็งตอนนั้น เธอถึงขั้นได้รับการยกย่องเป็น "สตรีเหล็ก" แห่งยุค
    ดูเหมือนถูก สตง.และ คตส.สอบอยู่หลายโครงการ แต่คงไม่มีอะไรมั้ง เห็นเงียบๆ ไป
    นี่ก็อีกคนหนึ่ง นอกเหนือจากนายสุพจน์ ที่นายสมศักดิ์ "จองตัว" มาร่วมโปรเจ็กต์ A ของกระทรวงยุติธรรม
    เรื่องการเงิน ยกให้นายสุพจน์ 
    เก่งระดับโจร บอกได้กลิ่นเงินในบ้านฟุ้งกระจายจนเวียนหัวแทบอาเจียน
    เรื่องการที่ดิน ยกให้นางชวนพิศ
    เก่งระดับ ได้รับยกย่องเป็นสตรีเหล็ก และผลงานของเธอ "บ้านเอื้ออาทร" โด่งดังประทับใจจนถึงวันนี้
    พลิกดูหน้า-ดูหลัง ก็ไม่แปลกใจ ว่าทำไมรัฐมนตรีสมศักดิ์คัดบุคคลดีเด่นเช่นนี้มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ?
    คนกันเอง "รู้มือ-รู้ใจ" กันมาทั้งนั้น
    อย่างนายสุพจน์ เด็กปั้นของปลัดคมนาคมที่โลกไม่ลืมคือ "ปลัดศรีสุข จันทรางศุ" จึงไม่ต้องบอกสรรพคุณ
    พรวดๆ จากทางหลวงชนบท มากรมทาง แล้วพรวดขึ้นปลัดคมนาคม สมัยนายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรี ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี ๕๑
    ก็ตอนเนวินแตกจากทักษิณมาอุ้มอภิสิทธ์ฝ่ายค้านขึ้นเป็นรัฐบาลแทนพรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปนั่นแหละ
    งบ "ไทยเข้มแข็ง" ตอนนั้น จำได้มั้ย คมนาคมเอาไป ๑๘ โครงการ วงเงิน ๔ หมื่นกว่าล้าน
    เรื่องถนนต้องยกให้สุพจน์ เฉพาะโครงการบำรุงรักษาทางหลวงกับ "โครงการถนนไร้ฝุ่น" ล่อเข้าไปเกือบ ๓ หมื่นล้าน!
    ดูเส้นทางแล้วไม่แปลกใจ จากวิศวกรกรมทาง ขึ้นบิ๊กทางหลวงชนบท กรมทางหลวง สู่เก้าอี้ปลัดฯ คมนาคม บ้านจะไม่ตลบไปด้วยกลิ่นเงิน จนโจรจะอ้วกแตกได้อย่างไร
    พรรคภูมิใจไทย ของเสี่ยหนูวันนี้ ก็คือพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม ของรัฐมนตรีสมศักดิ์ที่ถูกยุบไป ที่ภรรยาท่านเป็นหัวหน้าพรรค และภรรยา "อนุชา นาคาศัย" เป็นเลขาฯ พรรค
    จึงเป็นที่เข้าใจได้ ในความเป็นกลุ่มก้อน "คนกันเอง" ที่รู้มือ-รู้ใจ แม้สมศักดิ์แยก "กลุ่มวังน้ำยม" ออกจากพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้หมายถึง "แตกแยก-แตกใจ"
    เพียงแตกทางชนบทเป็นสายๆ ไปรวม "ถนนใหญ่" แล้วไปด้วยกัน ทั้งสายเนวิน สายสมศักดิ์ สายสุชาติ
    ทั้งหมดนี้ ก็เพียงอยากบอกรัฐมนตรีสมศักดิ์ประเด็นหนึ่งว่า.........
    แนวทางทำงานพลเอกประยุทธ์ คนละแนวกับทักษิณ เมื่อร่วมเป็นพรรคพลังประชารัฐ นับเป็นโอกาส "สร้างชาติ-สร้างวาสนา" ใหม่แล้ว
    ก็ไม่ควรทิ้งโอกาสนี้
    ที่สำคัญ "การเปลี่ยนโครงสร้างพรรคใหม่ "พลเอกประวิตร" เป็นหัวหน้า "นายอนุชา นาคาศัย" เป็นเลขาฯ
    นายอนุชา ใช่อื่นไกล คือคนของท่านโดยตรง ขึ้นเป็นเลขาฯพรรค ถือเป็นแม่บ้านใหญ่พรรครัฐบาล เท่ากับ เงาท่านคลุมพรรคพลังประชารัฐกลายๆ
    ฉะนั้น......ได้ยินมิใช่หรือ นายกฯ ประกาศวานซืน ต่อไปนี้ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาล New Normal
    New Normal หมายถึงแบบไหน ระดับท่านต้องเข้าใจ ถ้าทำให้สังคมตั้งรังเกียจด้วย "ระแวง" ท่าน
    ก็สงสาร นายอนุชา "เลขาฯ พรรคคนใหม่"
    ยังไม่ทันได้สร้างเครดิต ก็จะ "ติดลบ" เพราะลูกพี่ซะก่อนแล้ว!


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'