คุมเข้มบรรยินขึ้นศาล โวยขังเดี่ยวเยี่ยงสัตว์


เพิ่มเพื่อน    


    ชุดหนุมานคุมตัวไม่ได้กระดิก ส่ง "บรรยิน" ขึ้นศาลเรียบร้อย ไร้การชิงตัว ศาลให้ 60 วันเสนอพยานหลักฐานสู้คดี ส่วนอัยการโจทก์ส่งหลักฐานแล้วรวม 10 แฟ้ม กว่า 4 พันหน้า  กองปราบฯ ยืนยันมีหลักฐานแน่น วางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน เตรียมแจ้งข้อหาในเรือนจำ ส่วนเจ้าตัวโวยลั่น ถูกขังเดี่ยว ใส่ตรวน ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ 
    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6
    ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ฯ มาตรา 309, 313, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบฯ มาตรา 139, 140, เป็นซ่องโจร มาตรา 210, ร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่นฯ มาตรา 213, ร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพฯ มาตรา 199, ร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานฯ มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิ และแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ เพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146
    คดีนี้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2563 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยนายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
    มีการเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 จากเรือนจำบางขวางมาถึงศาลในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. โดยชุดหนุมานกองปราบปรามขับรถนำขบวนผู้คุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน มีรถคุ้มกันปิดท้ายอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากมีข่าวว่าจำเลยวางแผนแหกคุก 
    สำหรับการนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลได้นัดพิจารณาเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ก่อน และมีอัยการโจทก์ ทีมทนายความจำเลยเดินทางมาศาล ทั้งนี้ ศาลได้จัดถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้ผู้สื่อข่าวได้รับชมการพิจารณาวันนี้ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพในการพิจารณาคดี
    ต่อมาเวลา 10.35 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุม พ.ต.ท.บรรยินเข้ามายังห้องพิจารณาคดี ด้วยชุดผู้ต้องขังติดตรวนเท้า ถือหน้ากากอนามัย มีท่าทีปกติ ก่อนนั่งปรึกษากับทีมทนายความ 3 คน โดยยังมีตำรวจจากหน่วยหนุมานและเจ้าพนักงานตำรวจศาลนั่งและยืนรักษาความปลอดภัยภายในห้องพิจารณา
    จากนั้นเวลาประมาณ 10.45 น. ศาลจึงเริ่มขึ้นบัลลังก์พิจารณา โดยเจ้าพนักงานคดีแถลงว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างแล้ว มีเพียงฝ่ายโจทก์เท่านั้นที่อ้างส่งพยานเอกสาร ส่วนฝ่าย พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานเอกสารที่จะอ้างเพื่อให้ศาลและโจทก์ได้ตรวจสอบ คงมีแต่พยานบุคคลที่จะขอนำสืบเท่านั้น จึงขอให้ศาลออกนั่งพิจารณาเพื่อตรวจพยานหลักฐานต่อไป และ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นน้องสาวของผู้เสียชีวิต ในฐานะผู้เสียหาย ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 27 พ.ค.2563 สอบโจทก์แล้วไม่ค้านที่จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลจึงอนุญาตให้ น.ส.พนิดาเข้าเป็นโจทก์ร่วม
    ด้าน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย.2563 ศาลสอบคำให้การจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แถลงให้การปฏิเสธอ้างว่าถูกจำเลยที่ 2-6 กลั่นแกล้งใส่ร้าย จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจะนำสืบอ้างฐานที่อยู่ ขณะที่ทีมทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน อ้างว่าพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งมีมากกว่า 10 แฟ้ม ทีมทนายยังไม่ได้อ่านหรือตรวจพยานเอกสารของโจทก์แล้วเสร็จ
    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารที่โจทก์อ้างส่ง และได้รับเอกสารไปนานพอสมควรแล้ว ทั้งเหตุที่อ้างในคำร้องนั้น ไม่ใช่เหตุจำเป็นที่ไม่อาจกล่าวล่วงเสียได้ อันจะเป็นเหตุให้เลื่อนคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 จึงให้ยกคำร้อง แต่แม้ในวันนัดตรวจพยานหลักฐานนี้ จะกำหนดให้คู่ความแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐาน และการโต้แย้งพยานหลักฐาน แต่ด้วยข้อจำกัดของจำเลยที่ถูกขังในเรือนจำ จึงอนุญาตให้ยื่นคำแถลงโต้แย้งพยานหลักฐาน แนวทางการเสนอพยานหลักฐาน และความจำเป็นที่จะต้องสืบพยานหลักฐาน ภายใน 60 วัน นับแต่วันนี้
    ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับพยานเอกสารและพยานวัตถุที่อยู่ในความครอบครองของตนและที่อยู่กับบุคคลภายนอก เพื่อจะอ้างเป็นพยานหลักฐานและให้อีกฝ่ายตรวจสอบแล้ว โจทก์แถลงว่าได้นำส่งเอกสารต่อศาลครบถ้วนแล้ว 10 แฟ้ม รวม 262 รายการ จำนวน 4,014 หน้า ศาลให้นัดตรวจพยานหลักฐานของโจทก์กับจำเลยที่ 2-6 ในวันที่ 25 มิ.ย.2563 เวลา 10.00 น. ตามที่นัดไว้เดิม
    สำหรับบรรยากาศในช่วงระหว่างการพิจารณา พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาลทำนองว่า ตนทำอะไรไม่ได้ ถูกย้ายมาห้องขังเดี่ยว ใส่ตรวน ถูกปฏิบัติเยี่ยงสัตว์ ไม่มีโอกาสได้ดูเอกสารสำนวน จะอ่านเอกสารได้อย่างไรในเรือนจำไม่มีที่วางเอกสาร ห้องเล็กมาก ทนายความคิดแทนตนได้ทุกเรื่องหรือเปล่า เสียเปรียบ ไม่เป็นธรรมสำหรับตน จึงขอความเป็นธรรมใช้เวลาในการศึกษา 
    "ถ้าได้ประกันตัวผมรับได้ เนื่องจากผมต้องไปสืบพยานที่ศาลอาญาพระโขนง (คดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง) ทุกสัปดาห์ ผมต้องเตรียมข้อมูลต่อสู้คดีนั้นจนไม่มีเวลา ที่มีข่าวเรื่องผมเตรียมวางแผนแหกคุกนั้น ผมไม่รู้เรื่อง อยู่ในเรือนจำ เครียดจะผูกคอตายไปแล้ว แต่ผู้คุมมาช่วยไว้ทัน" นอกจากนี้ พ.ต.ท.บรรยินยังขอให้ได้ปรึกษากับภรรยาและลูกสาวในห้องพิจารณาด้วย
    ทางศาลชี้แจงตอบทำนองว่า ศาลใช้ระบบไต่สวนพยาน จำเลยสามารถซักถามพยานได้ การพิจารณาคดีนี้เป็นความลับ และเพื่อรักษาความปลอดภัย รวมทั้งความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล จึงไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา รวมถึงภรรยาและลูกสาวของจำเลย แม้ว่าจะเป็นผู้ช่วยทนายก็ตาม ซึ่งหากจะปรึกษากับภรรยาและลูกสาวเป็นเรื่องทางเรือนจำจะจัดการ แต่สามารถนั่งฟังในห้องที่ถ่ายทอดภาพและเสียงที่ศาลจัดไว้ให้ได้
    ภายหลังการพิจารณาเสร็จสิ้น พ.ต.ท.บรรยินได้ยืนพูดคุยกับทนายความพร้อมมีทีท่าเหมือนจะส่งเอกสาร ทางเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ท้วงติงถึงเรื่องการส่งเอกสาร ว่าจะต้องขออนุญาตและได้รับการตรวจก่อน ทำให้ พ.ต.ท.บรรยินโต้เถียงเชิงประชดประชันว่าอย่างนั้นคงตายก่อนที่จะได้คุยกับทนาย จากนั้นเมื่อมีการควบคุมตัว พ.ต.ท.บรรยินกลับไปยังเรือนจำบางขวาง ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยินอยู่บนรถเรือนจำได้ชูนิ้วเป็นเครื่องหมายโอเคให้กับสื่อมวลชน
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการโจทก์ได้นำพยานซึ่งเป็นลูกน้องชาวเมียนมาและคนไทย รวม 4 ปาก ขึ้นไต่สวนล่วงหน้าต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไว้แล้ว
    ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างการคุมตัวไปตรวจดูพยานที่ศาล โดยประชุมเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่า จากการสืบสวนของตำรวจพบว่ามีความชัดเจนเรื่องขบวนการชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างคุมตัวไปศาลจริง ไม่ได้มีเพียงหลักฐานคำให้การของนายโจและนายท็อป ที่ถูกสั่งให้ไปหาทางช่วยเหลือ พ.ต.ท.บรรยิน โดยตำรวจมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่สามารถดำเนินคดี พ.ต.ท.บรรยินได้ใน 4 ข้อหา ฐานเป็นผู้ใช้-จ้างวาน สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิด ส่วนพฤติการณ์ไปลักพาตัวเข้าข่ายข่มขืนใจเจ้าพนักงานถือเป็นความผิดตาม ม.139 ป.อาญา, ม.191 ช่วยผู้ต้องขัง และ ม.309-310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งการเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน
    พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานก่อนเข้าไปแจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.บรรยินภายในเรือนจำโดยตั้งขึ้นเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้ ตำรวจไม่ให้น้ำหนักคำให้การของลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่ามีแผนวางระเบิดข้างเรือนจำ ก่อนล้มเสาธงและปีนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพราะสอบสวนอย่างละเอียดแล้วพบเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา.


ท่านนายกฯ บริหารปัญหาโควิดได้ดีที่สุดแล้วครับ กับเสียงด่าทอจากบางคน-บางพวก ฟังได้.....

ฤๅ "ฟ้าใส" จะล่มรัฐบาล?
'ศิษย์-อาจารย์' ในวันจักรี
ประยุทธ์-ปรีดีใน 'ดี-เลว'
'จูราสสิก ปาร์ก' ภาค OctDem
เมื่อ"สัส"วิวัฒนาไขว่ห้าง
'ธรรมเจดีย์หลวงตามหาบัว'