'สกลธี'ไขก๊อกพ้นรั้วปชป. ศาลรธน.รับวินิจฉัยกม.ลูก


เพิ่มเพื่อน    

     ประชาธิปัตย์เลือดไหล "สกลธี" ลาออกนั่งรองผู้ว่าฯ กทม. "มาร์ค" ไม่ห้ามสักคำ ด้าน "นิพิฏฐ์ " สับแหลก คสช. ไม่หูหนวกก็คงตาบอดกันหมดแล้ว    ซัดคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 รีเซตพรรคการเมืองเป็นคำสั่งอัปยศ ปชป.มีสมาชิก 2.5 ล้าน แต่ 30 เม.ย.เหลือไม่ถึงแสน ขณะที่ศาล รธน.รับคำร้องตีความคำสั่งคสช.และร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.แล้ว
    นายสกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยื่นใบลาออกจากความเป็นสมาชิกพรรคแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน  ให้เหตุผลว่าเพื่อไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยยืนยันว่าจะทำงานการเมืองร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
       เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายสกลธี เจ้าตัวยอมรับว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยได้รับการทาบทามจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่ประสานไปยัง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ตนเข้ารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. และได้เข้าพบเพื่อลานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ยับยั้งการตัดสินใจของตน โดยบอกว่าเขตที่ตนเคยลงสมัครก็จะต้องให้คนอื่นลงสมัครแทน และในวันที่ 11 เม.ย. เข้าพบ พล.ต.อ.อัศวิน เพื่อรับมอบหมายงานที่จะรับผิดชอบต่อไป
    "การตัดสินใจครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำงาน ส่วนในอนาคตจะไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้" นายสกลธีกล่าว 
    น.ต.สุธรรม ระหงษ์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า นายสกลธียื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคจริง โดยได้พบนายสกลธีที่พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 เม.ย. เขาพูดสั้นๆ ว่ามาลาออก แต่ไม่ได้ระบุเหตุผลของการลาออกจากพรรค ขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ ใบลาออกของนายสกลธีมีผลแล้วหลังจากทางพรรคได้ลงเลขรับหนังสือเป็นที่เรียบร้อย
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1215/2561 วันที่ 10 เม.ย. เรื่องให้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ พล.ต.อ.ชินทัต มีศุข พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และแต่งตั้งนายสกลธี เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแทน
"อัศวิน"ลงนามตั้งรองผู้ว่าฯ
    อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวินได้ลงนามอีก 1 คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1216/2561 แต่งตั้ง พล.ต.อ.ชินทัต ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ยังแต่งตั้ง พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ และนายสมศักดิ์ ชาติสุขศิริเดช เป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ด้วย นอกจากนี้ ยังให้นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ และนายยุทธพันธุ์ มีชัย พ้นจากที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. รวมทั้ง พล.ต.ท.โสภณ พ้นจากตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม.ด้วย
    นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวว่า ตนได้รับข่าวแล้วว่านายสกลธีได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งขอแสดงความยินดีกับนายสกลธีด้วยที่ได้ไปทำงานในตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ นายสกลธีเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จึงน่าจะมีประโยชน์ต่อประชาชนในกรุงเทพฯ ส่วนในทางการเมือง ทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะเดินแนวทางทางการเมืองอย่างไร ซึ่งนายสกลธีคงตัดสินใจแล้วว่าอยากจะเดินแนวทางทางการเมืองด้วยการไปทำงานในฐานะผู้บริหารท้องถิ่น 
     เมื่อถามว่า การที่นายสกลธีลาออกจากพรรคแล้ว จะส่งผลต่อฐานเสียงของพรรคในพื้นที่เดิมของนายสกลธีหรือไม่ นายองอาจตอบว่า ทำให้พรรคต้องหาคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่อยากมาทำงานการเมืองร่วมกับพรรค เข้าไปทำงานในพื้นที่ที่เรายังขาดคน อาทิ พื้นที่ที่นายสกลธีเคยเป็น ส.ส.อยู่ เราก็ต้องพิจารณาหาไปทำงานตรงนั้นแทน 
    นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า "คสช.ไม่หูหนวกก็คงตาบอดกันหมดแล้ว" โดยระบุว่า คสช.ออกกฎหมายให้พรรคการเมืองที่จะดำเนินกิจการทางการเมืองต่อไป ต้องให้สมาชิกพรรคมายืนยันและจ่ายค่าสมาชิกพรรคคนละ 100 บาท โดยต้องดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2561 พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก 2.5 ล้านคน คาดว่าเมื่อถึงวันที่ 30 เมษายน จะมีสมาชิกเหลือไม่ถึง 100,000 คน
    การให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองจ่ายค่าสมาชิกคนละ 100 บาท ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ และในภาวะที่พรรคการเมืองถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาร่วม 4 ปี พรรคการเมืองจึงเหมือนปีศาจร้ายในสายตาของประชาชน การไปหาสมาชิกที่อยู่กระจัดกระจายให้มายืนยัน เป็นความยากระดับเข็นครกขึ้นภูเขาทีเดียว บางครั้งก็ถูกก่นด่าว่าเอาเงินไปทำไม ทั้งที่เป็นคำสั่งของ คสช. แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ
คำสั่งอัปยศ
    พรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้ย่อท้อกับคำสั่งอัปยศนี้ เราเดินเข้าหาประชาชนเพื่อขอให้ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคต่อไป เมื่อวานนี้ (10 เม.ย.2561) ผมเดินพบประชาชนเพื่อเชิญชวนให้ยืนยันการเป็นสมาชิก  ประชาชนคนหนึ่งบอกผมว่า "วันนี้ ขายน้ำยางพาราได้ 200 บาท แต่ยินดีมอบให้พรรคประชาธิปัตย์ 100 บาท"
    คสช.ทำเพื่อรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองเก่าให้เป็นศูนย์เท่ากับพรรคการเมืองที่จดทะเบียนใหม่ เรื่องนี้ขอบอกว่าเป็นเรื่องที่ผมไม่พอใจ คสช.มากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ท่านยึดอำนาจเพื่อทำลายพรรคการเมืองโดยแท้ 
    ที่ผมเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผู้อ่านหลายคนก็คงมีความคิดเหมือนกันว่าไม่เสียเงิน 100 บาทค่าสมาชิกให้พรรคการเมืองหรอก คสช.เห็นความยากลำบากของพรรคการเมืองแล้ว หากยังไม่แก้ไข ก็คงหูหนวกหรือตาบอดกันหมดแล้ว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยเเพร่เอกสารข่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่ผู้ตรวจการเเผ่นดินเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ 231 (1) ว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 140 และมาตรา 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560  เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25, 26, 27 และมาตรา 45 หรือไม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากกรณีเป็นการยื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 50 
    และหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบ รวมทั้งเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หัวหน้า คสช. พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จัดทำความเห็นเป็นหนังสือ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 25 เม.ย.2561 
    นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติรับคำร้องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งความเห็นของสมาชิก สนช. จำนวน 27 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรค 1 (1) ประกอบมาตรา 263 ว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาตรา 35 (4) และ (5) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 95 วรรค 3 และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 92 วรรค 1 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่ ไว้วินิจฉัยแล้ว เนื่องจากกรณีเป็นการยื่นตามมาตรา 148 วรรค 1 (1) ประกอบมาตรา 263 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 50 
เชิญ สนช.เสนอความเห็น
    และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบ รวมทั้งเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้นายปรีชา วัชราภัย สมาชิก สนช. ซึ่งเป็นผู้แทนของฝ่ายผู้เสนอความเห็น ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 วรรค 5  และประธาน กกต. จัดทำความเห็นเป็นหนังสือและข้อมูลที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 25 เม.ย.2561 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 2 มาตราของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ประธาน สนช.ขอให้มีการวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ มาตรา 35 ระบุว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งผู้ใด ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และไม่ได้เเจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือเเจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว แต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ผู้นั้นจะถูกจำกัดสิทธิ์ (4) การดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา (5) สิทธิในการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
    และมาตรา 92 วรรค ระบุว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุในการออกเสียงลงคะแนนให้คณะกรรมการหรือผู้ได้รับมอบหมายให้มีการอำนวยความสะดวกสำหรับการออกเสียงลงคะแนนของบุคคลดังกล่าวไว้เป็นพิเศษหรือจัดให้มีการช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการให้ความช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้บุคคลนั้นได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเอง ตามเจตนาของบุคคลนั้น เว้นแต่ลักษณะทางกายภาพทำให้คนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการเแทนโดยความยินยอม และเป็นไปตามเจตนาของคนพิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ.


วิบากกรรม...."หมอเหวง" เพิ่งฝ่าสายฝนออกจากคุก ได้ ๒ วัน วานนี้กระเตง "ป้าธิดา" ไปเป็นเพื่อน ขึ้นศาลสืบพยานคดีชุมนุมปี ๒๕๕๒ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๑ ปีแล้วซินะ ยังวนเวียนอยู่กับคุก 

ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!
'ธนาธร-ปิยบุตร' ออกศึก