แถวตรง!‘บิ๊กป้อม’มา โหวตพรึ่บ!นั่งหัวหน้าพลังประชารัฐ‘อนุชา’เป็นเลขาฯเขี่ย‘4กุมาร’


เพิ่มเพื่อน    

  ไม่พลิกโผ "บิ๊กป้อม" แบเบอร์! สมาชิกพรรคพลังประชารัฐลงคะแนนเสียงท่วมท้น นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค "อนุชา" เป็นเลขาธิการพรรค "นฤมล" เป็นเหรัญญิก ส่วน 4 กุมารถูกเขี่ยทิ้งจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด เปิดคลิปประวิตรขอบคุณ พร้อมนำพาด้วยความมั่นคง "อุตตม-สนธิรัตน์" เดินออกทันที ยืนยันยังอยู่ใน ครม.ต่อ เอาจริงหรือ? เลขาฯ พรรคคนใหม่เผยทีมเศรษฐกิจนำทีมโดย "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์"

    เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม   เมืองทองธานี นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล เผยถึง?การเตรียมพร้อมในการประชุมใหญ่สามัญพรรคพลังประชารัฐ? (พปชร.) ว่าการจัดระเบียบต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข  และเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)?
    โดยคาดว่าจะมีสมาชิกมาเข้าร่วมการประชุม 500-600 คน ได้มีการกำหนดโหวตเตอร์ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ ไว้เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ที่จะเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นคนเดียวที่ตนจะเสนอชื่อ ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตรจะเดินทางมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคด้วยตนเองหรือไม่ โดยขอให้รอดู
    นายวิรัชระบุด้วยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่จะเป็นชุดเดิมเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคจะต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบข้อบังคับพรรคและระเบียบของ กกต.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่มีขัดระเบียบ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะต้องเดินทางมารับตำแหน่งด้วยตนเอง เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และพบปะกับสมาชิก
    ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง รักษาการหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน รักษาการเลขาธิการพรรค, นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายทะเบียนพรรค และนายธนกร บุญวังคงชนะ รักษาการโฆษกพรรค เดินทางเข้าร่วมประชุม
    โดยนายอุตตมกล่าวว่า วันนี้มาทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าในการประชุมใหญ่สามัญของพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นการประชุมประจำปี มาทำหน้าที่ตามระเบียบ และเป็นความรับผิดชอบ ไม่ได้มีปัญหาอะไร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเสนอชื่อคนอื่นเพิ่มเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคอีกหรือไม่ เขาตอบว่า ขอให้เป็นเรื่องของที่ประชุม เรายังไม่เห็นชื่อว่าใครเป็นใคร ให้ประชุมเรียบร้อยเสียก่อน จะให้พูดก่อนคงไม่เหมาะสม
    ถามถึงรายชื่อ กก.บห.ชุดใหม่ ไม่มีกลุ่ม 4 กุมาร นายอุตตมปฏิเสธว่า ยังไม่ทราบ อย่างที่เรียนว่าวันนี้มีวาระเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ขอให้ที่ประชุมดำเนินการไปก่อน แล้วจะแจ้งให้ทราบ
    ซักว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของการเป็นหัวหน้าพรรค มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำบ้าง นายอุตตมยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาตน เลขาธิการพรรค และคนอื่นๆ ร่วมกันตั้งพรรคขึ้นมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ และทุกอย่างก็เดินหน้าไปตามลำดับ ซึ่งงานของพรรคย่อมไม่มีที่สิ้นสุด เราทำมาได้ระดับหนึ่งแล้ว มีรัฐบาลตามที่มุ่งหวัง พรรคพลังประชารัฐก็ทำหน้าที่ไปแล้ว ส่วนวันข้างหน้าก็ต้องดูต่อไป
    เมื่อถามว่า ส่วนตัวรู้สึกเสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคต่อ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้ โดยกล่าวแต่เพียงว่าขอประชุมก่อน ยังไม่ได้คิดอะไร วันนี้มาทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค
พรรคอันดับ 1 ของประเทศ
    ขณะที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รักษาการกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องดูว่าสมาชิกจะเสนอใคร แต่เรามั่นใจว่าใครจะสามารถนำพาพรรคไปได้ เป็นธรรมดาที่พรรคต้องมีความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เราเป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศ หาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้ ส.ส.กับประชาชนทั่วประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเราทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เรายังมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ได้ตัวแทนมากกว่าที่ได้
    ถามถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 9 คน จะเป็นการกระจายผลประโยชน์ในพรรคได้หรือไม่ นายณัฏฐพลแจงว่า ตนยังไม่ทราบว่าใครจะเป็นรองหัวหน้าพรรคบ้าง แต่ในส่วนของนักการเมือง เรารู้อยู่แล้วว่าใครมีความสามารถในด้านไหน ทั้งการทำงานในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์ ขับเคลื่อนการเมือง นโยบาย เพราะเรื่องเหล่านี้พรรคการเมืองจำเป็นต้องมีอย่างแข็งแรง
    ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รักษาการรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐมิใช่พรรคเฉพาะกิจ เราต้องการทำให้เข้มแข็ง จึงเป็นเหตุให้ พล.อ.ประวิตรต้องเข้ามา
    ถามถึงข้อวิจารณ์ว่า การที่ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค จะยิ่งชัดเจนว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจจาก คสช. นายพุทธิพงษ์ ตอบว่า มันเลยจุดนั้นมาแล้ว เพราะปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราเป็นพรรคที่มีตัวแทนได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจากทุกภาค เช่นเดียวกับการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันนี้ ก็ถูกต้องตามกติกาทุกอย่าง โดยสมาชิกพรรคไม่ได้รับการแต่งตั้งจากใคร
    เมื่อถามว่า ภายใต้การนำพรรคของ พล.อ.ประวิตร พรรคจะเป็นอย่างไร รมว.ดีอีเอสกล่าวว่า ต้องให้โอกาสท่าน เพราะบุคลิกของท่านเป็นคนมีบารมี มีคนรักจำนวนมาก เข้าใจการเมือง เข้าใจการบริหารประเทศ ดังนั้น เมื่อให้โอกาสก็ต้องรอดูผลงาน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะการประสานรอยร้าว ท่านเป็นคนน่ารัก เข้ากับทุกคนได้ มีบารมี มีคนให้ความเกรงใจ และให้ความรัก เพราะพรรคเรามาจากความหลากหลาย จึงต้องการศูนย์รวมเป็นหัวเรือหลักให้ทุกคนพูดคุยกัน ไปในทิศทางเดียวกันได้ เชื่อว่าหลายอย่างที่ทุกคนกังวลจะดีขึ้นแน่นอน
    ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรักษาการกรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงกระแสข่าวว่าจะมีการตั้งให้ตัวเองขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรค เพราะถือเป็นกำลังหลักสำคัญของ พล.อ.ประวิตร ว่าการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคเป็นหน้าที่ของว่าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ ที่จะมีการแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับหัวหน้าพรรคสามารถแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคได้ แต่วันนี้ที่ประชุมมีการเลือกตั้งเพียง 4 ตำแหน่งเท่านั้น กรรมการบริหารพรรคอื่นๆ ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม และเชื่อว่าการเพิ่มอำนาจให้หัวหน้าพรรคครั้งนี้จะไม่สร้างปัญหาในอนาคต เพราะหัวหน้าพรรคมาจากการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคได้มอบอำนาจให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจตามระบบประชาธิปไตย
    ส่วนปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มของนายสมคิด หรือกลุ่ม 4 กุมารนั้น ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ส่วนตัวยังคงเหมือนเดิมกับทุกคนในพรรค เพราะตนเองเป็นลูกผู้ชายใจนักเลง ส่วนจะเกิดความน้อยใจของกลุ่ม 4 กุมาร ที่ไม่ได้รับตำแหน่งภายในพรรค และมีข่าวว่าจะถอนตัวออกไปหรือไม่นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าอดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค และอดีตกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า มีความเป็นสุภาพบุรุษพอ เมื่อถึงเวลาไปก็ต้องไป
ไปเองไม่มีใครบังคับ
    "เชื่อว่าทุกท่านจะยินดีไปเอง ไม่มีใครบังคับ ต้องการเข้ามาเล่นการเมือง เมื่อถึงเวลาไปก็ต้องไป ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิแต่ละท่าน และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เรื่องการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี"
    ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะมองหน้ากันติดหรือไม่ เขาตอบว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการเมืองก็แค่เวทีละคร โดยมีประชาชนเป็นผู้กำกับ
    ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า การเข้ามาทำหน้าที่ของ พ?ล.อ. ประวิตรครั้งนี้ เพื่อความพร้อมในการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งต่างๆ พล.อ.ประวิตรเป็นผู้วางยุทธศาสตร์ทั้งหมด โดยเฉพาะการเลือกตั้งซ่อมที่พรรครัฐบาลไม่เคยแพ้ เท่ากับว่าศึกภายนอก พล.อ.ประวิตรสามารถทำประสบความสำเร็จแล้ว และเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้จำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง กล้าตัดสินใจในการเดินหน้าประเทศ เพราะประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำของพรรค พปชร.มีปัญหาที่สื่อมวลชนรู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นในเวลานี้จำเป็นจะต้องมีผู้นำที่ทำให้พรรคเป็นหนึ่งเดียว
    ผู้สื่อข่าวถามว่าเลือกที่จะอยู่ข้างผู้ชนะใช่หรือไม่ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัสตอบด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจว่า พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของตน เพราะตนมีหลักการเป็นของตัวเองในการเล่นการเมือง ขออย่าถามแบบนี้อีก
    "ผมมาเล่นการเมืองผมไม่ได้มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ผมมาต้องการสร้างสรรค์ ไม่ได้มาทำลายใคร" ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
    สำหรับการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ เริ่มต้นเวลา 13.00 น. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยบรรดาแกนนำพรรค ส.ส. ต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมงาน
    โดยนอกเหนือจากการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิก และ กก.บห.ชุดใหม่ ยังมีการเสนอปรับเปลี่ยนโลโก้พรรคใหม่ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วครั้งหนึ่งจากสัญลักษณ์รังผึ้งหกเหลี่ยม ลายธงชาติ เปลี่ยนมาเป็นวงกลม ซึ่งแสดงถึงความกลมเกลียว ไร้เหลี่ยมคมที่จะทิ่มแทงตัวเอง โดยครั้งนี้จะเป็นวงกลมเหมือนเดิม แต่จะขยับตัวอักษรที่เขียนว่า "พรรคพลังประชารัฐ" ที่จากเดิมอยู่ข้างนอกวงกลม จะนำมาอยู่ในวงกลมทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกลมเกลียวและไม่ให้แตกออกมานอกวง
    ในการประชุมมีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ การปรับเปลี่ยนรูปเครื่องหมายพรรคการเมือง หรือโลโก้พรรค ที่ให้ชื่อพรรคอยู่ในกรอบวงกลมนั้น มีความหมายแสดงถึงความมีพลังแห่งความสามัคคี ความร่วมมือ ร่วมใจของประชาชน ร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืน ส่วนแถบสีแดง สีขาว และสีน้ำเงินครามของกรอบวงกลม หมายความว่าเป็นการรวมพลังความสามัคคีของทุกคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ปราศจากความขัดแย้ง รวมทั้งมีการแก้ไขเพื่อเปิดทางให้ย้ายที่ทำการพรรคแห่งใหม่ จากเดิมตั้งอยู่ที่อาคารปานศรี ย่านประชาชื่น ไปยังอาคารรัชดาวัน ถ.รัชดาภิเษก ตรงข้ามศาลอาญาด้วย
"บิ๊กป้อม"นั่งหัวหน้าพรรค
    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับจำนวนกรรมการบริหารพรรค  กำหนดในข้อบังคับพรรคใหม่ จำนวนไม่น้อยกว่า 11 คน แต่ไม่เกิน 29 คน ประกอบด้วย หัวหน้าพรรคการเมือง รองหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง ผู้อำนวยการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง กรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
    โดยข้อบังคับพรรคใหม่ยังกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกเป็นรองหัวหน้าพรรคการเมือง จำนวนไม่เกิน 9 คน พร้อมกับมอบหมายอำนาจหน้าที่ โดยหัวหน้าพรรคมีหน้าที่และอำนาจถอดถอนรองหัวหน้าพรรคออกจากตำแหน่งหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจหรือมอบหมาย และมีอำนาจถอดถอนผู้อำนวยการพรรคหรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
    อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้ง กก.บห.ชุดใหม่แบบลับ ที่ประชุมมีมติเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แบบไร้คู่แข่ง โดยมีการเสนอเพียงรายชื่อเดียว
    ส่วนนายอนุชา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นเหรัญญิกพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค และ กก.บห.อีก 23 คน ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, นายสุชาติ ชมกลิ่น
    นายอิทธิพล คุณปลื้ม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายสุพล ฟองงาม, นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายชาญวิทย์ วิภูศิริ, นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์, นายนิโรธ สุนทรเลขา, นายไผ่ ลิกค์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์, นายสุรชาติ ศรีบุศกร, นายนิพันธ์ ศิริธร, น.ส.ประภาพร อัศวเหม และนายสกลธี ภัททิยกุล รวมเป็น 27 คน
     ทั้งนี้ ไม่มีรายชื่อของกลุ่ม 4 กุมาร ที่นำโดยนายอุตตม สาวนายน,    นายวิรัช รัตนเศรษฐ และนายสรวุฒิ เนื่องจํานงค์ ได้ร่วมกันประกาศผลการเลือกตั้งจากการลงคะแนนลับ ตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งผลปรากฏว่า พล.อ.ประวิตรได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียง 516 เสียง, นายอนุชาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค ด้วยคะแนนเสียง 495 เสียง, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกพรรค ด้วยคะแนนเสียง 480 เสียง และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ได้รับเลือกเป็นนายทะเบียนพรรค ด้วยคะแนนเสียง 494 เสียง
         สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 23 คน ที่ประชุมได้ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน
         หลังจากนั้นได้มีการเปิดคลิปวิดีโอของ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคว่า ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความไว้วางใจในการเลือกตนเป็นหัวหน้าพรรค พรรคของเราถึงแม้ว่าจะกำเนิดมาด้วยระยะเวลาอันสั้น แต่ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างดียิ่ง ตนพร้อมที่จะทำงานให้กับพรรค และนำพาพวกท่านไปด้วยความมั่นคง
"อุตตม"เดินออกทันที
    พล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่า ขอให้พวกท่านทั้งหลายมีความสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะสร้างพรรคของเราให้เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้จงได้ ขอฝากให้ทุกคนลงพื้นที่ช่วยกันทำนุบำรุงพรรคของเราให้มีความเข้มแข็ง และให้ประชาชนมีที่อยู่ที่กิน ได้อยู่ดีกินดีขึ้น วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นในการที่จะสร้างพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง ที่มีองค์กรที่ชัดเจนในการทำงานให้กับพวกท่าน จะนำพาพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังลงมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐชุดใหม่เสร็จสิ้น โดยไม่มีชื่อของกลุ่ม 4 กุมาร นายอุตตมได้เดินออกจากห้องประชุมทันทีโดยไม่ได้มีการพูดคุยกับแกนนำคนอื่น เพียงกล่าวกับสื่อมวลชนว่า ไม่เป็นไร และตนยังคงทำงานต่อไป ไม่ได้น้อยใจอะไร และยังคงทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ เราก็ทำไป ส่วนในอนาคตจะถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ถือเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
         เมื่อถามว่า รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้ไม่ผิดคาดใช่หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าเกมเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นไปตามที่ประชุมพรรค
    ถามย้ำว่า ยังทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ เขาตอบว่า ยังทำงานได้กับทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ขอตอบจะลาออกจากพรรคพลังประชารัฐหรือไม่
        ด้านนายสนธิรัตน์ เดินออกจากที่ประชุมในเวลาใกล้เคียงกันพร้อมตอบคำถามเดียวกันว่า ยังคงทำงานอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แม้ไม่มีรายชื่ออยู่ในกรรมการบริหารพรรค พร้อมปฏิเสธตอบคำถามที่ว่าจะออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่
       ถามต่อว่า ที่ไม่มีรายชื่อของกลุ่มตนเองเป็นกรรมการบริหารพรรค ถือว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ไม่ทราบ
       นายสนธิรัตน์ยังฝากถึงเลขาธิการพรรคคนใหม่ว่า ขอแสดงความยินดี และอยากให้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่นำพาพรรคพลังประชารัฐให้มีความก้าวหน้า ตนขอเป็นกำลังใจให้เสมอ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคตก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี
    ต่อมานายอนุชาพร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมใหญ่
    โดยนายอนุชากล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณสมาชิก เพื่อน ส.ส. กรรมการบริหารพรรคทุกท่าน ที่ได้มอบความไว้วางใจเลือกตนให้เป็นเลขาธิการพรรค วันนี้การประชุมใหญ่ของพรรคได้รับความร่วมมือจากกรรมการบริหารพรรคชุดเก่าเป็นอย่างดี การประชุมใหญ่ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วยท่านหัวหน้าพรรค ซึ่งพวกเราไว้วางใจได้เลือก พล.อ.ประวิตรมาเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นที่น่ายินดีแทนสมาชิกทุกท่าน ที่เราได้ พล.อ.ประวิตรมาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเหนืออื่นใด สิ่งที่ได้สัมผัสและได้รับจากหัวหน้าพรรคคนใหม่ คือความตั้งใจ ความจริงใจที่จะเห็นพรรคเป็นสถาบันการเมืองอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และ พล.อ.ประวิตรต้องการเห็นความเป็นเอกภาพของสมาชิกพรรค ต้องการเห็นพรรคเป็นเสาหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดไป
"บิ๊กป้อม"เป็นศูนย์กลางพรรค
    "ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตรเสียสละแรงกาย แรงใจ ในการทำงานทั้งในส่วนของพรรคที่เป็นประธานยุทธศาสตร์ ช่วยหล่อหลอมรวมใจสมาชิกพรรคให้เป็นหนึ่งในการที่จะทำงานร่วมกัน อีกทั้งยังได้เสียสละเดินทางเกือบทุกวันเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศ ท่านเดินทางเกือบทุกอาทิตย์ สิ่งที่ผมได้รับจากท่านหัวหน้าพรรค ผมกล้ายืนยันว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนที่ทุ่มเท เสียสละ และที่ท่านพูดอยู่เสมอว่า สิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยนั้น อยากเห็นพี่น้องประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากเห็นประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง และอยากเป็นกำลังสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้ก้าวสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทำให้พี่น้องประชาชนมีกิน มีใช้ มีความสุข" นายอนุชากล่าว
    นายอนุชาสัญญาและให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตัวทำงานเพื่อให้พรรคเจริญรุ่งเรือง เป็นเสาหลักในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร และจะพยายามตอบสนองต่อสมาชิกพรรค และตอบสนองต่อความไว้วางใจของพี่น้องประชาชนที่ได้เลือกพรรคพลังประชารัฐจนได้คะแนนท่วมท้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
    ทั้งนี้ พรรคได้มีการรวบรวมบรรดาสมาชิกพรรคที่เป็นทั้ง ส.ส. รัฐมนตรี รวมทั้งรวบรวมนักวิชาการทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมทั้งคนรุ่นใหม่มาทำนโยบาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศในช่วงที่เราต้องการเสริมสร้างเศรษฐกิจของเมืองไทย ซึ่งเราคิดว่าเศรษฐกิจของเรานั้นจะได้รับผลกระทบโควิด-19 ในครั้งนี้ เราได้เตรียมตัวบุคลากร พล.อ.ประวิตรได้สั่งการว่า ให้พรรคของเราออกนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ และตนเชื่อมั่นในทีมของเรา เราทำได้แน่ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติดีขึ้นอย่างแน่นอน ให้คอยดูได้เลย
    "ผมขอย้ำว่าทีมงานของเราจะนำพาประเทศชาติ นำทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ให้สู่ความเจริญตามที่หัวหน้าพรรคและสมาชิกทุกท่านคาดหวัง"
    ผู้สื่อข่าวถามถึงการฟอร์มทีมเศรษฐกิจของพรรค และการมีส่วนใน ครม.เศรษฐกิจด้วยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า เราทำงานคู่ขนานเพื่อผลิตนโยบาย มีนักวิชาการ นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ช่วยกันคิด นำเสนอถึงรัฐบาลและนายกฯ ตนมั่นใจว่าดีแน่ จะได้เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นแน่นอน
    ส่วนที่ตนได้เป็นเลขาธิการพรรค ไม่ได้เกี่ยวกับกลุ่มก๊วนหรือจะไปอยู่ใน ครม. ยืนยันว่าไม่ได้มองเรื่องตำแหน่งใน ครม. ตนเป็นคนทำงาน ไม่ใช่นักพูด เป็นนักปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วง เรื่อง ครม.เป็นเรื่องไกลตัว ที่ผ่านมาไม่เคยพูดเรื่องการทำงานว่าจะเป็นอะไรเลย มีครั้งนั้นครั้งเดียวที่พูดหลังการเลือกตั้ง
    ถามถึงตัวบุคคลที่จะนำทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของพรรค นายอนุชาเผยว่า จะนำโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และคนมีชื่อเสียงของประเทศ ขอให้รอเปิดตัวอีกครั้ง
    ซักว่าจะดึงนายอุตตมและนายสนธิรัตน์มามีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ นายอนุชาตอบว่า ทุกฝ่ายถ้าได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวม คิดอ่านที่จะทำอะไรช่วยเหลือกัน เพื่อให้ประเทศชาติเป็นศูนย์รวม ที่พวกเราจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติให้เจริญ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องส่วนตัว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้
    ถามเรื่องปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค หลังได้ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค นายอนุชายืนยันความขัดแย้งหมดแน่นอน เมื่อเรามี พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค ที่มีความรัก ความเอื้ออาทร.

 

 


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์