โพลตอก‘พปชร.’ ‘อุตตม-สนธิรัตน์’ รัฐมนตรีซื่อสัตย์


เพิ่มเพื่อน    

  โพลตอกหน้าพลังประชารัฐ เผยรัฐมนตรี 4 กุมารที่มีข่าวถูกปรับออกสอบผ่านด้านความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนที่อยู่ต่อบางคนประวัติด่างพร้อยหรือเกี่ยวโยงทุจริต ขณะที่ "แรมโบ้อีสาน" เผย ก.ค.นี้รัฐบาลประยุทธ์บริหารประเทศครบ 1 ปี ซูฮกผลงานเพียบ
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เหตุปัจจัย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การลงพื้นที่ และการเก็บข้อมูลในโลกโซเชียล ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,187 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25-26 มิ.ย.2563 ที่ผ่านมา
    เมื่อสอบถามถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของประชาชนด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.9 ระบุเงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน รองลงมาคือร้อยละ 49.5 ระบุงานไม่มั่นคง, ร้อยละ 32.9 ระบุไม่มีงานทำ, ร้อยละ 32.0 ระบุอาหารและของใช้จำเป็นราคาแพง และร้อยละ 23.9 มีปัญหาครอบครัว
    เมื่อสอบถามถึงเหตุปัจจัยของปัญหาด้านการเมืองการปกครอง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.7 ระบุความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รองลงมาคือร้อยละ 89.7 ระบุความเหลื่อมล้ำ เลือกปฏิบัติ ที่ประชาชนถูกกระทำ, ร้อยละ 89.1 ระบุความไม่ชอบธรรมของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้นในทุกระดับ, ร้อยละ 87.3 ระบุความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ และร้อยละ 85.9 ระบุผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีต่อเด็กและเยาวชน
    ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงการรับรู้ต่อความซื่อสัตย์ สุจริตของรัฐมนตรีทั้งสี่ ที่ตกเป็นข่าวจะถูกปรับออก พบผู้ที่ได้คะแนนความซื่อสัตย์ สุจริต สูงที่สุด ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยละ 59.3 รองลงมาคือ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 59.2, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ร้อยละ 59.0 และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 52.5 ตามลำดับ
    อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ การรับรู้ต่อประวัติด่างพร้อย หรือเกี่ยวโยงทุจริต ผลประโยชน์ต่างตอบแทนบุญคุณของบางคนที่ตกเป็นข่าวจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.3 เคยได้ยินต่อบุคคลที่มีประวัติด่างพร้อย เกี่ยวโยงทุจริต ผลประโยชน์ต่างตอบแทนบุญคุณกัน เข้ามาจะถอนทุนคืน มีเพียงร้อยละ 9.7 เท่านั้นที่ไม่เคยได้ยิน
    นอกจากนี้ ที่น่าเป็นห่วงอีกคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 85.8 ระบุผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลทำงานการเมืองเก่าแบบเดิม ที่เคยถูกอ้างก่อนการยึดอำนาจ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 14.2 ระบุ รัฐบาลทำงานแบบการเมืองใหม่ และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ภายหลังมีข่าวต่ออายุ ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบว่าแนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนต่อการสนับสนุนรัฐบาลลดฮวบลง จากร้อยละ 22.3 ในช่วงผ่อนปรนโควิด-19 เหลือร้อยละ 13.5 ในช่วงหลังมีข่าวต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
    ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า สารพัดเหตุปัจจัยรุมเร้าทำให้ประชาชนหนุนรัฐบาลลดต่ำลงอย่างน่าหวาดเสียว ซึ่งอาจจะอยู่ในสภาพคล้ายๆ กับช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด ที่เคยตกลงไปต่ำสุดที่ร้อยละ 9 เท่านั้น โดยผลโพลนี้พบเหตุปัจจัยสำคัญอยู่ที่ปัญหาด้านการเมือง เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลกำลังทำการเมืองเก่าแบบเดิมที่เคยเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ ไม่ใช่ “การเมืองใหม่” จึงขอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่จริงจังจริงใจต่อประชาชนกลับมาฟังเพลงของ คสช.ทุกวัน ทุกวันที่เคยสร้างความหวังและคำสัญญาที่เคยอยู่ในบทเพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอให้เธอจงไว้ใจและศรัทธาแผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอประชาชน” และขอความกรุณารักษาประเทศชาติและประชาชนให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสงบสุข โดยทบทวนการตัดสินใจที่กำลังจะทำการเมืองแบบเก่าๆ ที่อาจจะทำให้วัฏจักรของความเลวร้าย วนกลับมาซ้ำซากอย่างน่าสงสารประชาชนทั้งประเทศที่จะทุกข์ยากแสนสาหัสบนซากปรักหักพัง แต่จะมีคนแค่หยิบมือได้ประโยชน์จากความวุ่นวายของบ้านเมือง
     นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือว่านายกฯ และรัฐบาลได้ทำงานครบ 1 ปีแล้ว โดยจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมานายกฯ และรัฐบาลได้มีโครงการและมาตรการต่างๆ ออกมามากมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนและการพัฒนาประเทศ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกโครงการชิมช้อปใช้, โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย, การประกันรายได้พืชผลการเกษตร, การอนุมัติงบบัตรทอง ปี 63 จำนวน 1.91 แสนล้านบาท, การเพิ่มเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกว่า 6.5 พันล้านบาท, การพักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน, การแก้ปัญหาภัยแล้ง, โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง และบรรจุข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขกว่า 45,000 ตำแหน่ง และมากมายอีกหลายนโยบาย
    แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19 ที่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ถือเป็นวิกฤติของประเทศ แต่นายกฯ และรัฐบาลยังสามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ทั้งมาตรการด้านสาธารณสุข จนทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยลง และไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลา 32 วันแล้ว
    ขณะเดียวกัน เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 ในทุกกลุ่มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นจนเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศและต่างประเทศ จนทำให้ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสำนักโพลประชาชนพอใจสูงสุด และเห็นถึงความตั้งใจในการบริหารงานของนายกฯ และรัฐบาลเป็นอย่างมาก
    นายสุภรณ์ระบุว่า นายกฯ และรัฐบาลไม่เคยหยุดคิดที่จะทำงานเพื่อประชาชนและบ้านเมือง จะเห็นได้จากตลอดการทำงานของนายกฯ ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ยังมีผลงานต่างๆ ออกมามากมายเพื่อมาแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกฯ ยังมีแนวคิด "รวมไทยสร้างชาติ" ที่จะรวมคนไทยทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน เปิดรับฟังปัญหาและแนวคิดจากคนทุกกลุ่ม เพื่อแก้ไขและพัฒนาประเทศร่วมกัน แนวทางก้าวข้าวความขัดแย้งหันมาเสียสละทำงานร่วมกันเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขต่อไป นี่คือความตั้งใจของนายกฯ และรัฐบาลที่มีนโยบายเพื่อประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา" นายสุภรณ์กล่าว.

 


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ