นิพิฏฐ์ฟ้อง7กกต. อุม้ ซื้อเสียงพัทลุง ขู่ซ้ำรอยสามหนา


เพิ่มเพื่อน    

  "นิพิฏฐ์" ฟ้อง 7 กกต.ผิด ม.157 ใช้อำนาจช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งเขต 2 พัทลุง ฟุ้งมีหลักฐานมัดแน่นยิ่งกว่าสมัยร้องจน กกต.ยุคสามหนาเข้าคุก "ศาลอาญาคดีทุจริตฯ" นัดฟังคำสั่ง 13 ก.ค.นี้ "ศิริโชค” ซ้ำดาบสองฟ้องเอาผิดสัปดาห์หน้า "ซ่อม ส.ส.เขต 4 ลำปาง" ยังไม่ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

    ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) วันที่ 29 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 2 แถลงข่าวการฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คนว่า ได้ยื่นฟ้อง กกต.กลาง จำนวน 7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่าด้วยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากบุคคลทั้ง 7 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ต้องจัดการเลือกตั้ง ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามสุจริต เที่ยงธรรม และต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างกล้าหาญ ปราศจากอคติ และการใช้ดุลยพินิจต้องเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง
    นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 กกต.ได้สมคบคิดใช้อำนาจหน้าที่ทุจริต มีอคติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ไม่มีข้อเท็จจริงและเหตุผลรองรับอันเป็นการใช้อำนาจช่วยผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยให้ชนะการเลือกตั้งในเขต 2 พัทลุง แทนที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดว่าเต็มไปด้วยการทุจริตและมีการซื้อเสียง ไม่เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย สร้างผลเสียหายร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำให้ตนได้รับความเสียหาย
    “การกระทำของ กกต.ทั้ง 7 คน ในการใช้ดุลยพินิจไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และเป็นการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ จนล้นนอกเขตของความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทุจริตตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 นอกจากนี้ยังเป็นการทำลายและบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย หากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ทุจริตและเข้าไปแสวงหาอำนาจได้ประโยชน์ สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง” นายนิพิฏฐ์กล่าว  
    อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 2 รายนี้ระบุว่า สำหรับพฤติกรรมของ 7 กกต. สืบเนื่องจากได้ยื่นร้องเรียนการทุจริตในเขตเลือกตั้งดังกล่าวทั้ง 4 เรื่อง เรื่องแรก พยานของตน ซึ่งก่อนหน้านี้ยอมรับว่าเป็นผู้ซื้อเสียง โดย กกต.จังหวัดชี้ว่ามีการซื้อเสียงจริง แต่ภายหลังพยานได้กลับคำให้การว่าเป็นการให้เงินหลานไปซื้อน้ำมันพืช ซึ่ง กกต.เชื่อตามนั้นและยกคำร้อง เรื่องที่สอง บัญชีรายชื่อพิสูจน์ชัดเจนว่าเป็นการซื้อเสียง พร้อมมีคลิปว่ามีชาวบ้านเดินเข้าไปรับเงิน และบอกให้เลือกเบอร์ 9 แต่ กกต.กลับยกคำร้องโดยเชื่อพยานที่อ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นบัญชีอะไร และไม่ทราบว่าเป็นเงินสำหรับใช้ทำอะไร เพราะไม่ได้ยินเสียงชัดเจนว่าพูดอะไร ทั้งที่ความจริงคลิปดังกล่าวเสียงชัดเจนมาก
    นอกจากนี้ เรื่องที่สาม หลักฐานในไลน์ “กลุ่มเพื่อนนายฉลอง” ที่สั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ่ายบัตรประชาชน 35,000 ใบทั่วเขตเลือกตั้งที่ 2 แลกกับการจ่ายเงินให้ประชาชนหัวละ 500 บาท แต่มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งบอกว่าไม่สามารถทำตามได้ เพราะต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง ทำให้สารวัตรกำนันคนหนึ่งลบชื่อผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวออกจากกลุ่มไลน์ ซึ่งในการสอบสวนของ กกต.มีการอ้างว่าได้เชิญผู้ใหญ่บ้านรายดังกล่าวมาให้การ โดยบอกว่าเป็นการสำรวจคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย กกต.เชื่อข้ออ้างดังกล่าวและยกคำร้อง ทั้งที่ความจริงการสำรวจคะแนนนิยมจะไม่ใช้เจ้าหน้าที่ไปทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ซึ่งได้โต้แย้งว่าหากเป็นการสำรวจคะแนนนิยมจริง ทำไมต้องลบชื่อผู้ใหญ่บ้านที่วางตัวเป็นกลางออกจากกลุ่ม อีกทั้ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ห้ามไม่ให้ทำ
    ส่วนเรื่องที่สี่ ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวยังบอกว่าถ้าโดนจับได้ว่าซื้อเสียงให้โยนว่าเป็นเงินซื้อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ฉะนั้นเมื่อได้ข้อมูลมาได้ร้องไปยัง กกต.จังหวัดว่าเป็นการใส่ร้ายคะแนนนิยมทั้งของตนและพรรค แต่ กกต.ให้ดำเนินคดีเฉพาะผู้เขียนไลน์เท่านั้น ทั้งที่ตามปกติต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเกิดความไม่สุจริต
    “ผมเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะผมไม่เชื่อว่าคนที่ให้ข้อมูลจะซื่อตรง ผมมีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้า กกต.รู้ว่าในมือผมมีข้อมูลมากกว่านั้น กกต.จะหนาว แต่ผมไม่เปิดเผยวันนี้ ผมเคยทำคดีฟ้อง กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ จนติดคุกมาแล้ว แต่ครั้งนี้ผมมั่นใจ ถ้ามีข้อมูล 50-50 ผมไม่ทำ เพราะถ้าไม่มั่นใจเขาฟ้องผมได้ เรื่องอะไรผมจะติดคุกตอนแก่ และผมรู้ว่า กกต.ติดคุกเพราะอะไร ดังนั้นขอยืนยันด้วยศักดิ์ศรีของทนายความและนักการกฎหมายตลอดชีวิตของผมว่า เรื่องนี้มีพยานหลักฐานหนักแน่นมากกว่าคดีชุด พล.ต.อ.วาสนาเคยติดคุกมาแล้ว และผมจะทำคดีนี้ให้ถึงที่สุด กกต.ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นการซื้อเสียงจริง แล้วคุณเสือกบอกว่าเป็นน้ำมันพืช คุณต้องติดคุกให้ผม เดิมพันกัน และถ้าคุณเชื่อว่าพยานใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์จริง และดำเนินคดีเขา แต่ทำไมคุณไม่เลือกตั้งใหม่ และที่คุณอ้างว่าเป็นเงินซื้อน้ำมัน ทำไมคุณไม่ฟ้องผม มันเป็นตรรกะ” อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง เขต 2 รายนี้ระบุ
    นายนิพิฏฐ์ระบุด้วยว่า การยื่นฟ้องครั้งนี้ต้องการให้ กกต.มีมาตรฐาน เพราะที่ผ่านมาไม่มีมาตรฐานเลย และพฤติกรรมเลวร้ายกว่าชุด พล.ต.อ.วาสนาเสียอีก ซึ่งความผิดนี้ถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต แต่ที่โกรธมากคือ กกต.ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวด้วยความไว้วางพระราชหฤทัย ดังนั้นจะต้องสะอาด ถ้าไม่สุจริต ทำงานไม่ได้ แต่นักการเมืองพรรคอ่อนแอ สีดำ สีเทา มีการทุจริตจึงไม่กล้าฟ้อง ขอแนะให้ดูว่าประธานหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. ว่าใครเป็นประธาน พตส. ซึ่งก็คือหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งจะได้ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไปด้วย
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายนิพิฏฐ์ยื่นฟ้อง กกต.แล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับคำฟ้องไว้ในสารบบเป็นคดีหมายเลขดำ อท.92/2563 พร้อมนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องวันที่ 13 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
    ขณะที่นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “วันนี้ท่านนิพิฏฐ์นำร่องยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลคดีอาญาทุจริตฯ เชื่อว่าถ้ามีคนกล้าต่อสู้แบบตรงไปตรงมาอย่างท่านนิพิฏฐ์ กกต.ชุดนี้คงมีคดียาวเป็นหางว่าว อย่างน้อยคิวต่อไปอาทิตย์หน้าอยู่ในมือผมอีกหนึ่งคดีล่ะ”
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีที่นายเชาว์ระบุถึงคือกรณีที่นายศิริโชค โสภา ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 7 พรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้ดำเนินคดีกับ กกต.ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หลังตีตกทุกคำร้องทุจริตเลือกตั้งของนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย โดยใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวหลังประชุม กกต.ว่า วันนี้ยังไม่มีการพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างที่สำนักงาน กกต.จังหวัดลำปาง ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงหลังมีการยื่นคำร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
    มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคและมีมติเห็นชอบให้รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคกล้าเป็นพรรคการเมืองใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว.
 

 


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ