พวกเพ้อเจ้อนึกว่าตัวเองเป็น 'เช กูวารา' ฟังไว้ 'จตุพร' อบรมชุดใหญ่ โลกจินตนาการไม่เหมือนโลกความจริง ถ้าไม่หนีไปไหน ก็ต้องเข้าคุก


เพิ่มเพื่อน    

30 มิ.ย.63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ PEACETALK ถึงกรณีแกนนำนปช. ที่เพิ่งได้รับโทษจำคุกว่า สัจธรรมชีวิตในเรือนจำ ไม่ใช่แค่การถูกจองจำคน แต่ลากเอาความกังวลของครอบครัวนอกคุกเข้าไปด้วย ตามระเบียบเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิดนั้น ผู้เข้าไปใหม่จะถูกกักตัว 14 วันในแดน 2 ซึ่งเป็นแดนคนหนุ่ม และผู้จะเข้าพบผู้ต้องขังได้ให้เฉพาะทนายความเท่านั้น ในเรือนจำให้ใช้จ่ายได้วันละ 300 บาท ผ่านการรูดการ์ดติดรูปผู้ต้องขังในเรือนจำ ไว้เบิกจ่ายซื้อสินค้าในแต่ละแดน การเข้าไปอยู่เรือนจำ เหมือนลากคนที่อยู่ข้างนอกไปอยู่พร้อมกัน เพราะคนที่ติดคุกทางกายกับทางใจ ซึ่งห่วงอาทรต่อกันนั้นไม่ได้แตกต่างกัน โดยช่วงเวลากว่า 10 ปีมาตนเข้าใจสถานการณ์ของพี่น้องและทุกฝ่าย ทั้งที่ในความจริงการต่อสู้ตามความเชื่อของตัวเอง ไม่ควรติดคุกกันด้วยซ้ำ เพราะการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างกัน ในการต่อสู้ ตนติดคุกมาแล้ว 4 ครั้ง ชะตากรรมพี่น้อง 5 รายต้องติดคุกล่าสุด รวมทั้งพี่น้องเสื้อแดงคนอื่นๆในต่างจังหวัดที่ยังอยู่ในเรือนจำ เมื่อเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ต้องยอมรับว่า เราไม่มีศักยภาพที่จะตามไปดูแลพี่น้องผองเพื่อนได้ตามกำลังสภาพ เนื่องจากแต่ละคนอยู่ด้วยความลำบาก เพราะพีซทีวีไม่ได้เป็นองค์กรที่มีสถานะทางการเงิน จึงเป็นเรื่องยาก

ส่วนคดีทางการเมืองควรจะพอกันได้แล้วหรือยังนั้น ทุกฝ่ายแสดงความเห็นอย่างเข้าใจกัน ด้วยการมองปรากฎการณ์ของประเทศไทยอย่างหลากหลายว่า จะพกความคับแค้นกันต่อไปอย่างนี้หรือไม่ เพราะไทยจากนี้ไปยังต้องเผชิญกับอีกหลายเรื่องราว ในขณะที่สังขารมนุษย์ในแต่ละช่วงเกิดเหตุการณ์แตกต่างกันทั้งในช่วงวัยการต่อสู้และอายุวัยในเวลาต้องเข้าคุกถูกจองจำ สำหรับตนแล้ว เคยบอกว่าเข้าคุกเหมือนการไปบวช ปฏิบัติธรรมทุกวัน สวดมนต์ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลทุกวัน อย่างน้อยเราต้องล้างใจตัวเองตลอดเวลา สิ่งสำคัญการเข้าไปติดคุกต้องไม่พกความคับแค้น และเมื่อออกจากคุกก็ไม่ต้องเอาความคับแค้นออกมา ให้มองทุกอย่างด้วยความเข้าใจในความเป็นจริงที่สุด

นายจตุพรกล่าวว่า หลายคนมักตั้งคำถามว่า เปลี่ยนไป ไม่สู้ ซึ่งอยากจะถามกลับว่า มีอะไรบ้างที่มากล่าวหาว่าตนไม่สู้ ตลอด 30 ปีในสนามการต่อสู้ที่ยาวนานมานั้น ไม่มีตอนใดที่ไม่สู้เลย แต่เราไม่ใช่ทุกตอนต้องแสดงอาการเดิม เพราะสังขารอายุขัยแม้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่อุดมการณ์ต่อสู้เพื่อชาติจะไม่เปลี่ยนไปก็ตาม ดังนั้น ความเข้าใจของคนจึงแตกต่างกัน คนที่ไม่เคยสัมผัสคุกตะราง ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่แค่การถูกจองจำ แต่เท่ากับลากครอบครัว และองคาพยพต่างๆ ซึ่งเรื่องราวมันมากเหลือเกิน แม้อยู่ข้างนอกสามารถจัดการทุกอย่างได้ง่ายดาย แต่อยู่ในเรือนจำเหมือนคนที่ตายแล้ว ไม่สามารถทำอะไรกันได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะซ้าย ขวาก็กำแพง บ่ายสามโมงครึ่งเข้าเรือนนอน เช้าหกโมงออกจากเรือนนอน เป็นวัฎจักรแบบนี้ ด้วยเหตุนี้ จึงเข้าใจสัจธรรมของครอบครัวคนที่ถูกจองจำ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ พูดว่า การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง เพราะสิ่งสำคัญที่อยู่เหนืออื่นใดคือ จิตใจ ถ้าใจแพ้ กายก็แพ้ ถ้าใจไม่แพ้ กายก็ไม่แพ้ ซึ่งคนมีวัยอายุมาก ตนมีความห่วงใย

“ขอให้เสียงนี้ได้ถึงกรมราชทัณฑ์ว่า คุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์นั้นสงขารไม่เอื้ออำนวยจะอยู่ในเรือนจำ ควรไปโรงพยาบาล เช่นเดียวกับคุณหมอเหวง เพราะก่อนเข้าไปเรือนจำนั้น หมอเหวงเข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาล คุณวีระกานต์ เข้าโรงพยาบาลหลายรอบ หลายโรค สุขภาพและสังขารไม่ให้เลย หวังกันว่าจะได้ไปอยู่กับหมอ ซึ่งจะสะดวกกว่า แม้เรือนจำอยู่ห่างจากโรงพยาบาลไม่กี่เมตร แต่ยามค่ำคืนไม่ใช่เรื่องง่าย มีระเบียบขั้นตอนต่างๆขวางอยู่”นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวอีว่า เป็นโลกความเป็นจริง ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม จึงไม่ต้องมาถกเถียงกันว่า ใครติดคุกมากกว่า น้อยกว่า เพราะตนเห็นไม่ควรมีใครติดคุกแม้แต่วันเดียว เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจกัน จึงมองปัญหาไม่เหมือนกัน ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับการสู้ หรือไม่สู้ หรือสยบยอม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย คนมีหน้าที่รับผิดชอบในสนามนั้น จะเดินออกจากสนามแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพ่วงกับเรื่องราว คดีความของตัวเองและหมู่มิตร นอกจากนี้หลายคนบอกว่าจบปี 2553 แล้ว ทำไมยังไม่จบ ก็ด้วยคดีตามมาเป็นหางว่าวจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมจึงยุติอะไรกันไม่ได้ ซึ่งยังไม่นับพี่น้องที่บาดเจ็บ ที่ทุกข์หนักไปกว่าอีก

ผมไม่เรียกร้องอะไร กับคนที่ไม่เข้าใจ เพียงแต่ว่า คุณอยากทำอะไร ก็อย่าไปด่าคนอื่นว่า ไม่ทำอะไร เพราะขณะที่คนอื่นเขาทำอะไรนั้น คุณไม่ได้ทำอะไร และวันนี้ผมเองก็ไม่เห็นว่าคุณจะทำอะไร ยกเว้นการพูดที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ไม่ได้ เอาตัวรอดแบบนี้ มันไม่สนุกสำหรับคนที่ไม่เอาตัวรอด พยายามจะไม่วิวาทะในสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย แต่คนบางจำพวกก็ไปแปลงสาร แปลงเจตนา ซึ่งชั่วช้าที่สุด จึงอยากบอกว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในโลกจินตนาการ เพราะในจิตนาการบางคนคิดว่าตัวเองเป็น เช กูวารา หรืออยากเป็นอะไรก็ตาม แต่โลกความเป็นจริง ถ้าไม่หนีไปไหน ก็ต้องเข้าคุก ออกคุกอยู่แบบนี้ ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเป็นวิถีทางตามที่พูดระหว่างต่อสู้ว่า ไม่ตายก็ติดคุก และเป็นชะตากรรมเมื่อเราเลือกเส้นทางนี้ มันต้องยอมรับในสภาพแบบนี้ จึงต้องคิดอ่านแต่ละส่วนทีละตอน

ในส่วนกรณีอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คนในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบนั้น เป็นการชี้ให้เห็นว่า มีความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และมีอีกหลายเรื่องที่จะปะทุขึ้นในพรรคการเมืองแต่ละพรรค ในสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนนี้ สังเกตจากการระบุชื่อ รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเท่านั้น ยังผวากันทุกฝ่าย ดังนั้น กระดานการเมืองต้องจึงต้องติดตามอย่างไม่กระพริบตากับการเปลี่ยนแปลงในวันนั้นจะเป็นอย่างไร

 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส