พปชร.โต้โพลยี้ทีมศก.ดีดปากโฆษกพท.


เพิ่มเพื่อน    

 ผลโพลทำวงการเมืองสะเทือน “มาดามเดียร์” บอกทีมเศรษฐกิจเป็นใครก็ได้ แต่ต้องสร้างศรัทธาให้ประชาชนและต่างชาติเชื่อมั่น “แทนคุณ” ชี้สะท้อน ปชป.ภายใต้การนำของ “จุรินทร์” มาถูกทาง เพื่อไทยได้ทีโยงผลสำรวจ “บิ๊กตู่-พปชร.” คะแนนนิยมลดฮวบ แต่ทำไมชนะเลือกตั้งซ่อมทุกครา  “ทิพานัน-ปารีณา” รุมดีดปากทำตัวขี้แพ้ชวนตี ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงต้องรู้จักแพ้รู้จักชนะ

เมื่อวันจันทร์ยังคงมีความต่อเนื่องจากผลสำรวจความคิดเห็น (โพล) ของสำนักต่างๆ ที่เผยแพร่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ไม่สนับสนุนให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ว่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พปชร.ได้คัดเลือกคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.)  พรรคชุดใหม่ และเชื่อว่าหลังจากนี้ในด้านของผู้ที่ทำงานในส่วนต่างๆ จะได้กำหนดตัวบุคคลที่เหมาะสมที่จะมาเป็นตัวแทนของพรรคในการทำงาน ซึ่งส่วนตัวก็จะรอดูการมอบหมายตำแหน่งงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ แต่ขณะนี้ยังคงไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น
    น.ส.วทันยากล่าวต่อว่า ในการคัดเลือกบุคคลที่จะให้ทำงานในตำแหน่งต่างๆ คงเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกพรรค และหลังจากนี้ก็ต้องรอดูว่าผลจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ในฐานะที่ตนเองและ ส.ส.ทุกคนมาจากระบบประชาธิปไตย ก็จะให้การเคารพเสียงส่วนใหญ่ของพรรค แต่ก็มั่นใจว่าการทำงานนั้นจะสามารถทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าและเกิดการบริหารงานอย่างแท้จริง และ ส.ส.ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน ที่จะรับรู้ปัญหาและขับเคลื่อนปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข
“เรื่องการทำงานเพียงแค่คนเดียวคงไม่สามารถสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง และในการทำงานคิดว่าคนที่จะมาเป็นแม่ทัพหลักต้องรับฟังเสียงของสมาชิกพรรค รวมถึงเสียงของประชาชนในเรื่องของความเดือดร้อนและความต้องการที่ต้องรับฟังและเดินหน้าทำงานอย่างเท่าเทียม”
    น.ส.วทันยาระบุอีกว่า วันนี้พวกเราทุกคนเดินหน้าทำงานมาโดยตลอดและทำงานมาตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือก ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และท้ายที่สุดไม่ว่าโครงสร้างของพรรคหรือบุคคลที่จะมารับตำแหน่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่จุดยืนของ ส.ส.ที่จะต้องทำงานเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ส่วนผู้นำทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นคงไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือนักการเมือง แต่สิ่งที่สำคัญในขณะนี้ที่เห็นจากเสียงสะท้อนของประชาชนหลังจากการเกิดวิกฤติโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ความยากลำบาก จึงมีความท้าทายอย่างยิ่งยวด ดังนั้นคิดว่าในจุดนี้เองคนที่จะมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องประกอบไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ในการทำงาน ไม่ว่าจะระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่น และต้องสื่อสารสร้างความเชื่อมั่นไปยังต่างประเทศได้ รวมทั้งต้องเป็นบุคคลที่สร้างศรัทธาให้ประชาชน เพราะต้องบอกว่าวันนี้เรื่องของปากท้องประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
อวยจุรินทร์มาถูกทาง
    ขณะที่นายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผลสำรวจของซูเปอร์โพลเกี่ยวกับความนิยมพรรคการเมือง ว่าเป็นเรื่องน่าดีใจที่พรรคมีคะแนนนิยมสูงที่สุดในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าคะแนนนิยมจะอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าอีก 2 พรรค ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน  ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ร่วมทำกิจกรรมของพรรคได้ร่วมการวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์กันในเรื่องคะแนนนิยมนี้  ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบผลการดำเนินกิจการ/กิจกรรมของพรรคตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก เนื่องจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ปชป.ดำเนินยุทธศาสตร์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในลักษณะ 3 กลไกบริหารจัดการ นั่นคือ 1.กลไกพรรคการเมือง มุ่งหน้าทำกิจกรรมรับเรื่องรับฟังประชาชน 2.กลไกสภาผู้แทนราษฎร มุ่งหน้าทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในสภาอย่างเต็มที่ และ 3.กลไกรัฐบาล มีรัฐมนตรีของพรรคมุ่งหน้าทำงานช่วยประชาชนตามนโยบายของพรรคอย่างเต็มกำลัง
    "ผลสำรวจรอบล่าสุดนี้ถือว่าพรรคที่ร่วมรัฐบาลมาเกือบครบ 1 ปี และหัวหน้าพรรคนำเรามาได้ถูกทาง เพราะได้ใช้ความรู้ความสามารถทั้ง 3 กลไกการบริหาร ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่าที่สุดผลักดันนโยบายที่ประกาศต่อรัฐสภาอย่างเต็มที่” นายแทนคุณกล่าว
นายแทนคุณย้ำว่า นายจุรินทร์กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคร่วมกับคณะกรรมการบริหารยุคนี้เดินหน้ามาถูกทาง และมั่นใจว่าจะเดินหน้านำพาพรรคครองใจประชาชนมากขึ้นอีก เพราะใช้ยุทธศาสตร์นิ่งและเดินหน้าทำงานตามหน้าที่ใน 3 กลไก ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้จะเจอวิกฤติโรคระบาดพรรคก็ยังเป็นที่พึ่ง
    "ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จากผลสำรวจฉบับนี้ก็สอดคล้องกับวิถีที่เราทำงาน เราจะสังเกตเห็นได้ว่าประชาชนมักจะรำคาญพรรคการเมืองที่มีการแก่งแย่งอำนาจ แต่ประชาชนจะชื่นชมคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้ประชาชน" นายแทนคุณกล่าว
ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ พรรค พปชร.ได้รับความนิยมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และประชาชนไม่เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจพรรค พปชร.ว่า ผลสำรวจซูเปอร์โพลสอดรับในทิศทางเดียวกับโพลหลายสำนักที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งอยู่นานคะแนนนิยมความเชื่อมั่นยิ่งดิ่งทรุด ลดต่ำลงในแทบทุกมิติ บ้านเมืองกำลังจมดิ่งอยู่ในวิกฤติซ้อนวิกฤติ มาตรการเยียวยาจากรัฐบาลสิ้นสุดลงคนยังตกงาน ประชาชนประสบปัญหาทำมาหากินไม่ได้ สิ้นหวัง รัฐบาลไม่มีมาตรการเยียวยาต่อเนื่องที่ชัดเจน  น่าแปลกใจที่แม้โพลแทบทุกสำนักจะสะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญวิกฤติศรัทธาขยายลุกลามไปทั่วทั้งประเทศ แต่ในสนามการเลือกตั้งซ่อมพรรค พปชร.สามารถพลิกชนะได้ แสดงว่าแม้คะแนนความนิยมจะตกต่ำ แต่อาจมีวิธีการบริหารจัดการให้ได้มาซึ่งคะแนนด้วยวิธีพิเศษ มีการใช้อำนาจรัฐ การใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งซ่อมหรือไม่
“กกต.เห็นผลโพลสะท้อนคะแนนนิยมที่ตกต่ำของรัฐบาล แต่ยังสามารถชนะเลือกตั้งซ่อมได้ ยังมั่นใจอยู่หรือไม่ว่าสามารถบริหารจัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม จากลำปางโมเดลมาถึงสมุทรปราการ กกต.มีแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เสรีและเป็นธรรมได้อย่างไร ผ่านเลือกตั้งซ่อมลำปางมาตั้งนาน ข้อมูลทุจริตเลือกตั้งซ่อมยังไหลมาไม่หยุด หวังว่าเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ คะแนนงอก บัตรเขย่ง บัตรออกลูกในหีบ รถฮัมวีวิ่งเพ่นพ่านเต็มเมืองจนคะแนนสวนทางโพลจะไม่เกิดขึ้นอีก” นายอนุสรณ์กล่าว
หนุนปรับ ครม.เศรษฐกิจ
    นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท.กล่าวว่า ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสอดคล้องกับผลโพลที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยน ครม.เศรษฐกิจ เพราะไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริง สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่มองเฉพาะมิติของเศรษฐกิจมหภาค ละเลยการดูแลในกลุ่มเรียลเซกเตอร์  เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่ จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่างเกิดวิกฤติอย่างหนัก ไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน
    “การดูแลพี่น้องประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง ทำแบบเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าโครงการส่วนใหญ่ที่จะนำเงินจากการกู้ยืมตามพระราชกำหนดเงินกู้ 3 ฉบับมาใช้ ล้วนแต่เป็นโครงการเก่าที่เกิดก่อนจะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิค-19 ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์” นายวรวัจน์กล่าว
    ด้าน น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวตอบโต้นายอนุสรณ์ที่พาดพิงพรรค พปชร.ว่าผลโพลคะแนนนิยม พปชร.ลดต่ำแต่กลับชนะเลือกตั้งซ่อมว่า อาจเข้าข่ายเป็นการแสดงความคิดเห็นที่กำลังดูถูกเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ลำปาง ทั้งที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ไว้วางใจ มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไม่ได้รับเลือกตั้งในเดือน  มี.ค.62 เช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่สมุทรปราการ นายอนุสรณ์ก็พูดจากความเห็นและข้อมูลที่อาจบิดเบือน ถือเป็นการดูถูกเสียงของประชาชนที่มาลงคะแนน
    “ในทางกลับกันผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง สะท้อนคะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐในยุคที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ว่าประชาชนมีความพอใจและมั่นใจในพรรค เราจึงไม่หวั่นไหวต่อกระแสใดๆ เพราะมีผลงานเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าจะมีชัยชนะในการเลือกตั้ง  ส.ส.สมุทรปราการอีก” รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าว
    น.ส.ทิพานันยังระบุว่า ผลสำรวจซูเปอร์โพลนั้นเป็นการสำรวจความคิดเห็นจากตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ แต่ไม่ได้สำรวจความคิดเห็นของตัวอย่างประชาชนในเขตพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นจึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดนายอนุสรณ์ถึงเอามาโยงกับผลการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ได้ น่าสงสัยว่านายอนุสรณ์ที่เป็น ส.ส.มานานอ่านและตีความผลโพลไม่เป็น หรือรับไม่ได้ที่ที่ผ่านมาตัวแทนพรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งซ่อมมาโดยตลอด จึงบิดเบือนผลโพลออกมาทำนองขี้แพ้ชวนตีแบบนี้
    “จากผลการเลือกตั้งซ่อมในเขตต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยสอบตก และผลโพลที่แสดงถึงจำนวนที่ลดลงของประชาชนที่จะเลือก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยนั้น น่าจะสะท้อนให้นายอนุสรณ์เห็นความจริงว่าทั้งความจริงและทั้งโพล พรรคเพื่อไทยสอบตกทั้งสองทาง ซึ่งหากกรณีเป็นเช่นนี้ แทนที่นายอนุสรณ์จะใช้เวลาวิพากษ์วิจารณ์พรรคพลังประชารัฐ ควรใช้เวลาลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และควรเสนอแนวทางสะท้อนให้พรรคเพื่อไทยเห็น ว่าควรแก้ไขคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงทั้งทางโพลและทางความเป็นจริงอย่างไร” น.ส.ทิพานันกล่าว
    น.ส.ทิพานันกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐลงพื้นที่ทำงานกับประชาชนมาโดยตลอด ดูแลทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนจนได้รับความไว้วางใจ และได้รับกำลังใจที่ดีจากพี่น้องประชาชน ซึ่งเมื่อผลโพลแสดงจำนวนลดลงของประชาชนที่จะเลือก ส.ส.ของพรรคที่จะเลือกในปัจจุบันนั้น พรรคก็จะเร่งประชาสัมพันธ์ สื่อสารให้ประชาชนในภาพรวมเข้าถึงและเข้าใจผลงาน การดำเนินงานและนโยบายของพรรค เพื่อให้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนในพื้นที่จริงๆ เพราะยังมีผู้ตอบแบบสอบถามอีกเป็นจำนวนมากหรือ 41.2% ที่ระบุอื่นๆ คือไม่ได้ตัดสินใจพรรคใดพรรคหนึ่ง
อัดไม่ใช่ลูกผู้ชาย
    น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร.โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายอนุสรณ์ในหัวข้อ “ข้องใจหรืออิจฉา” เช่นกันว่า "ในความจริงแล้ว ทีมเศรษฐกิจที่ผ่านมาทำงานได้ดี และถือว่าทรงตัวได้ดีมากในบรรยากาศที่เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโควิด มาตรการเยียวยาต่างๆ ถือเป็นการบรรเทาช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ดูจากยอดเงินสะพัดในประเทศช่วงมาตรการเยียวยาต่างๆ ออก  ส่วนการอ้างคำพูดเดิมว่าสืบทอดอำนาจ ก็เป็นการใส่ร้าย เพราะที่ผ่านมาเรามีนายกฯ ทักษิณ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นายกฯ สมชาย นายกฯ สมัคร และอื่นๆ เราก็ไม่เคยมาใส่ร้ายกันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ  เพราะเราลูกผู้ชาย แพ้ก็แพ้ ชนะก็ชนะ หัดยอมรับด้วย"
    “ขอยืนยันว่าความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์มีมากกว่าที่ในโพลต่างๆ ได้สุ่มสำรวจแน่นอน ดูง่ายๆ จากผลการเลือกตั้ง จำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมีเยอะกว่าจำนวนการสุ่มสำรวจ ดังนั้นข้อมูลโพลต่างๆ  อาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง” น.ส.ปารีณากล่าว
     ส่วนนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.กล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภาจากข้อเสนอของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และการอภิปรายของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ว่าการยุบสภาเป็นมาตรการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นกลไกที่รัฐบาลสามารถใช้แก้ปัญหาทางการเมือง ด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อตัดสินใจในการเลือกตั้ง  ส.ส.หรือพรรคการเมืองให้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศใหม่ ซึ่งส่วนตัวเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยกลัวการยุบสภา ไม่เคยกลัวการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติทางการเมืองของนักการเมืองทุกคน เมื่อมีการยุบสภานักการเมืองก็ต้องกลับไปหาประชาชน เพื่อรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งให้ตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่
“แม้ว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ในสภาไม่มีใครอยากให้มีการยุบสภาก็ตาม แต่การยุบสภาก็ยังดีกว่าการรัฐประหาร เพราะการยุบสภาสามารถเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้อีก แต่การรัฐประหารไม่มีการเลือกตั้ง มีแต่การสืบทอดอำนาจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะให้รัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างในการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ได้เลย นอกจากการชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้น” นายเทพไทระบุ
    นายเทพไทวิเคราะห์อีกว่า หากจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี  2560 ก็ยังไม่เห็นผลดีหรือความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมืองไปจากเดิม แต่หากต้องการให้การเมืองเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และพลิกโฉมการเมืองใหม่มีการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรม ก็ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน จึงค่อยประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้ง และการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาล ถ้าหากรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขใน 2 ประเด็นสำคัญนี้แล้ว ก็พร้อมสนับสนุนให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในทันที.

 

 


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ