ดัชนีเชื่อมั่นเริ่มฟื้นในระดับตํ่า


เพิ่มเพื่อน    

 นักวิชาการประสานเสียงชี้ "4 กุมาร" ลาออก พปชร. ไม่สะเทือนเศรษฐกิจ เชื่อ “บิ๊กตู่” ยังไม่เปลี่ยนม้าศึก คาดหลังงบปี 64 จบเปลี่ยนแปลงใหญ่แน่ หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนเริ่มฟื้น แต่ยังคงระดับต่ำ แนะเร่งกระตุ้น ศก.ไตรมาส 3

    เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่ม 4 กุมาร นำโดยนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ปรากฏว่าเมื่อเวลา 14.45 น. นายอุตตมได้สั่งยกเลิกการประชุมในเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเป็นการประชุมร่วมกับผู้บริการกระทรวงการคลัง, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), สมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) พิจารณาในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แจ้งยกเลิกการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 10 ก.ค.ออกไปก่อน แต่เปลี่ยนเป็นนัดหารือที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแทน
    ด้านนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า การลาออกจากพรรค พปชร. ของ 4 กุมารนั้น ไม่มีกระทบต่อเศรษฐกิจ ที่ไม่มีผลกระทบเพราะใครก็ตามที่มาแทนทั้ง 4 คน จะยังเดินหน้าทำงานตามแนวนโยบายที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะประเทศไทยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับมือการระบาดของโควิด-19 ระยะที่ 2 หลังจากที่ไทยผ่านการดูแลในระยะแรก ซึ่งเน้นการดูแลด้านสาธารณสุขเป็นหลัก ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีไม่มากแล้ว
    ทั้งนี้ ในระยะต่อไปจึงเป็นขั้นตอนผสมระหว่างการดูแลเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดบานปลาย โดยตรงนี้ต้องใช้งบด้านสุขภาพ กับอีกส่วนต้องใช้งบในการกระตุ้นเศรษฐกิจและงบในการป้องกันเรื่องคนที่ยากจนลง เพราะฉะนั้นในเงินกู้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งมี 4 แสนล้านบาทเพื่อการฟื้นฟู และงบเยียวยา 6 แสนล้านบาท ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็น รมว.การคลัง คงหนีไม่พ้นต้องทำตามแนวนโยบายนี้
    “ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง รมว.คลัง ผลกระทบทางเศรษฐกิจคงไม่มี แต่ที่กระทบในแง่ความรู้สึก ด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะภาคธุรกิจ คือ คนจะจับตาดูว่าใครจะมาเป็น รมว.คลัง จะสร้างความมั่นใจได้หรือไม่ หากเอาคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นมาทำงานภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ ก็อาจมีผลกระทบกับความมั่นใจคนทั่วไปในส่วนนี้บ้าง” นายสมชายระบุ
    อย่างไรก็ตาม กรณีนายอุตตมลาออกจากพรรค ยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี ตรงนี้เป็นคนละเรื่อง ด้วยบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ คงจะเก็บนายอุตตมเอาไว้ ไม่ต้องการเปลี่ยนม้าศึกเร็วเกินไป เพื่อสร้างความมั่นใจ เพราะตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นหน้าสิ่วหน้าขวาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีหรือ พปชร.ยังเห็นความจำเป็นของนายอุตตม และการหาคนมาแทนไม่ง่าย แต่แรงกดดันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้นน่าจะเกิดขึ้นหลังการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผ่านไปแล้ว
     นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กรณีการประกาศลาออกจากพรรค พปชร. ของ 4 กุมารนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และไม่มีผลต่อการทรุดตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นการลาออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อาจจะเกิดความกังวลทางด้านจิตวิทยาเล็กน้อยในประเด็นการปรับเปลี่ยน ครม.ใหม่
    นายธนวรรธน์เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมิถุนายน 2563 ว่าได้ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 31.5 ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคมที่อยู่ที่ระดับ 31.3 แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 33.3 ซึ่งเป็นระดับที่น่าเป็น แต่ทั้งนี้ก็เป็นการขยับตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือนจาก พ.ค.2562 อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงต่ำกว่า 50 ทุกรายการ ยกเว้นดัชนีในภาคการค้าชายแดน ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเอกชนยังให้ความกังวลเศรษฐกิจจากปัญหาการระบาดไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ปัจจัยที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลเร่งออกมาตรการ เร่งนำงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจลงสู่ระบบให้เร็วที่สุดภายในไตรมาสที่ 3 และมาตรการสร้างความเขื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน
        โดยผู้ประกอบการเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเม็ดเงิน 100,000 ล้านบาทที่ผ่านที่ประชุม ครม.เห็นชอบหากสามารถเร่งโครงการต่างๆ ของภาครัฐไปในพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มภาคเกษตร จะเกิดการสร้างงานในระบบในพื้นที่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เพิ่มอีก 0.3-0.5% อย่างไรก็ตาม หากมีมาตรการล็อต 2 วงเงินเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่มีงบประมาณ 20,000 ล้านบาท และเอกชนออกมาตรการเพิ่ม ทั้งโครงการปันสุข โครงการทราเวล บับเบิล รวมวงเงินทั้งหมดที่ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 250,000-350,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 0.6-1%
         นอกจากนี้ หากไตรมาสที่ 4 จะมีเรื่องของงบประมาณปี 2564 ที่เร่งจัดสรรได้ตามกรอบวงเงินงบประมาณ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ในไตรมาสที่ 3 คาดว่าเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 และพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดลงไปได้.


ทอน....ขอจับมือที! นายเจ๋งอะ ที่ตัดสินใจออกมา "ชูธง" นำหน้าเด็ก "ชนเจ้า" แทนซุกหลังอย่างที่ผ่านมา อย่าแผ่วเป็นม้าตีนต้นล่ะ

กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'