‘น้องบีม’ชนะฎีกา รถชน-ทนายโกง


เพิ่มเพื่อน    


    จบคดีน้องบีม เนติบัณฑิตยสภาเผยศาลฎีกาพิพากษาสั่งชดใช้แล้ว เตรียมบังคับคดี กรณีถูกรถบรรทุกชนพิการ-ทนายโกงเงินซ้ำ ด้านน้องบีมวอนบริษัทเจ้าของรถมาเจรจากันด้วยดี
    เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมนี้ ที่ห้องมหาวชิราวุธ 5 ชั้น 2 อาคารสถานที่และฝึกอบรม เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา, นายดำศักดิ์ เครือแก้ว, นายศักดิ์ณรงค์ พวงศิริ, นายวัชณ์ธิป แสดงมณี คณะทนายความ, นายทินกร สุระบัณฑิต, นายณัฐนันท์ สุวรรณมณี, นายณัฐศักดิ์ สามงามทอง, นายสุพจน์ หนูเพ็ง คณะทำงาน แถลงข่าวกรณีศาลฎีกาพิพากษาคดี "น้องบีม" อดีตพรีเซนเตอร์โฆษณาประกันชีวิต ที่ชนะคดีถูกรถชนจนพิการได้เงิน 5 ล้านบาทแล้ว แต่ทนายความกลับไปขอเพิกถอนการบังคับคดี ต่อมาทนายความถูกศาลสั่งจำคุก 6 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว และจะบังคับคดีต่อไป
    ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดไชยา สุราษฎร์ธานี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแพ่งที่ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ (มารดาน้องบีม) และเด็กหญิงภัทรดา แก้วผ่อง (น้องบีม) เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถบรรทุก 18 ล้อ บริษัทเจ้าของรถบรรทุกและ บริษัทประกันภัยร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่รถบรรทุกชนกับรถปิกอัพที่น้องบีมได้นั่งมากับมารดาและบิดา เป็นเหตุให้บิดาเสียชีวิต มารดาบาดเจ็บ และน้องบีมต้องพิการ เหตุเกิดตั้งปี 2548 จนศาลพิพากษาให้ชนะคดี และต่อมาได้มอบให้ทนายความไปติดตามบังคับเอาค่าเสียหายจากจำเลย แต่หลังจากได้รับเงินแล้วกลับถูกทนายความปลอมเอกสารฉ้อโกงเงินค่าเสียหายที่ได้รับมาจากจำเลย ทั้งหมดรวมเงินต้นและดอกเบี้ยกว่า 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ทนายความยังได้ยื่นคำร้องสละสิทธิ์ไม่ประสงค์บังคับคดีเอากับจำเลยอีกด้วย ซึ่งสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา (ส.ช.น.) ร่วมกับสภาทนายความ และกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทนายความให้ความช่วยเหลือทางคดีทั้งคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสาร ฉ้อโกง ยักยอก ซึ่งทนายความคนดังกล่าวให้การรับสารภาพจนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก และคดีแพ่งฟ้องบังคับให้ทนายความต้องคืนเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้คืนให้แก่มารดาน้องบีมและน้องบีม
    ในส่วนของคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายซึ่งเป็นคดีหลัก คณะอนุกรรมการของ ส.ช.น.พิจารณาแล้วเห็นว่า การแถลงขอสละสิทธิ์ในการบังคับคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดต่อเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่นางพรทิพย์และน้องบีมต่อไป ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ แต่บริษัทเจ้าของรถบรรทุกได้ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้ยื่นฎีกาได้
    จนเมื่อวันที่ 13 ก.ค.63 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า การที่นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความ ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ เพื่อให้ดำเนินแทนโจทก์ในการขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา หลังจากนั้นนายพิสิษฐ์ได้นำหนังสือมอบอำนาจที่ยังมิได้กรอกข้อความมากรอกข้อความว่าให้รับเช็คหรือเงินสดแทนโจทก์ และให้ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงแทนโจทก์ได้ จากนั้นนายพิสิษฐ์ได้เจรจาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเจ้าของรถบรรทุก โดยบริษัทตกลงชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมมอบเช็คสั่งจ่ายระบุชื่อนายพิสิษฐ์เป็นผู้รับเงิน รวม 32 ฉบับ ซึ่งทนายความนำเช็คบางส่วนไปเรียกเก็บเงิน แต่ไม่นำมาให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ยังได้นำเช็คที่เหลือจำนวน 29 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,050,000 บาท ไปขายลดคืนให้แก่บริษัทเจ้าของรถบรรทุกในราคา 900,000 บาท
    ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายพิสิษฐ์ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความลดยอดหนี้ รับเงินจากบริษัทเจ้าของรถบรรทุกไม่มีผลผูกพันโจทก์ และการที่นายพิสิษฐ์นำเช็คไปขายในราคาต่ำกว่าจำนวนเงินตามเช็คจำนวนมาก ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ ส่อเจตนาไม่สุจริตที่จะไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา บริษัทเจ้าของรถบรรทุกจึงมิอาจอ้างว่าตนได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงยังคงมีสิทธิ์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป การยื่นคำร้องของนายพิสิษฐ์จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะบังคับคดีเอากับจำเลยทั้งสามอีกต่อไป เนื่องจากมีการฟ้องคดีแพ่งตามหนังสือรับสภาพหนี้จากนายพิสิษฐ์ด้วย 
    ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวกเพียงใด ก็ให้มีสิทธิ์จะได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น ในขั้นตอนต่อไป ส.ช.น.จะมอบหมายให้ทนายความดำเนินการบังคับคดี โดยยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่นางพรทิพย์ จันทรัตน์ และ ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง ต่อไป
    ว่าที่พันตรี ดร.สมบัติกล่าวว่า คดีนี้ศาลฎีกามองว่าโจทก์ทั้งหมดยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท การที่ตัวทนายความนำหนังสือมอบอำนาจแล้วยื่นคำร้องขอสละสิทธิ์ไม่บังคับคดี ไม่ถือว่าตัวโจทก์มอบอำนาจให้ดำเนินการเช่นนั้น และไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนของคดีที่คุณแม่ของน้องบีมและน้องบีมไปยื่นฟ้องทนายความ ศาลเห็นว่าหากได้รับชำระหนี้มาแค่ไหนให้หักในยอดนั้นแล้วค่อยมายึดทรัพย์คดีที่มีคำพิพากษาศาลฎีกานี้ แต่หากปรากฏว่าทนายความที่ฉ้อฉลดังกล่าวไม่มีทรัพย์และไม่อยู่ในสภาพที่จะชดใช้ได้ ตอนนี้ตัวอยู่ในเรือนจำ ทางคณะทำงานเนติฯ ก็จะต้องมอบหมายทนายความมาดำเนินการยึดทรัพย์ในคดีนี้ต่อไป ตอนนี้ขั้นตอนบังคับคดีสามารถเดินต่อได้เลย ถ้าฝ่ายจำเลยมาเจรจายอดหนี้กว่า 5 ล้านบาทกับครอบครัว ถ้าเจรจาลงตัวคดีก็จะเป็นการยุติของจริง คณะทำงานทนายความที่ช่วยเหลือคดีมาตั้งแต่แรกก็พร้อมจะเข้าร่วมเจรจาหาทางออกพูดคุยกัน ปกติการบังคับคดีตามกฎหมายจะต้องดำเนินการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา ส่วนคดีนี้มีการโต้แย้งทางข้อพิพาทกันมา จึงต้องนับจากวันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ถ้าเข้าขั้นตอนบังคับคดีสืบเจอทรัพย์สิน เราก็ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยึดทรัพย์ โดยหลังจากวันนี้ไปเราจะเริ่มกระบวนการบังคับคดีเลย แต่ถ้าจะเข้ามาคุยเราก็ยินดี หากพบว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์ ก็อาจจะเป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงขึ้นมาใหม่อีกได้
    ขณะที่ น.ส.ภัทรดา หรือน้องบีม กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน. เทียบเท่าชั้น ม.5 อนาคตก็อยากเดินตามความฝัน คืออยากเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ ตอนนี้ช่วยแม่ขายกาแฟสดที่กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และใครที่ติดตามเพจ "โกโก้ บราวนี่ by บีม ภัทรดา" ตนเองทำขายและมีคนใจบุญที่เห็นข่าวก็เข้ามาช่วยเหลือทางเพจ ช่วงที่มีคดีความ แม่ก็จะเล่าให้ฟังเป็นประจำว่า ทนายความยังช่วยเราอยู่หรือไม่ และคดีไปถึงไหนแล้ว ซึ่งตนเองก็พยายามบอกแม่ว่า ลุงทนายคงกำลังประสานเรื่องให้เรา แต่บางทีอาจจะไม่ว่าง จึงไม่ได้ติดต่อมา จริงๆ ก็มีกังวลอยู่นิดๆ ว่าคดีจะเสร็จเหมือนที่หวังไว้หรือไม่ แต่เมื่อวาน น้าทนายความแจ้งผลคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าเราชนะคดี หนูก็ตื่นเต้นมาก และรู้สึกโล่งใจ ก็ต้องขอบคุณทนายความทุกๆ คนที่เคยอยู่เคียงข้างไม่ทิ้งกัน
    "สิ่งที่หนูอยากจะบอกเกี่ยวกับบริษัทรถ คือถ้าคุณดูอยู่ หนูอยากให้คุณเมตตาหนูกับคุณแม่ อยากให้เรามานั่งคุยกันว่าต่อไปนี้เราจะทำอย่างไรดี อยากให้ดูหนูกับคุณแม่ว่าที่ผ่านมาชีวิตเราลำบากกันขนาดไหน หนูคิดว่าชีวิต หนูกว่าจะผ่านแต่ละวัน มันไม่ง่ายเลย" น้องบีมกล่าว และว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับน้าทนายอีกครั้ง ว่าเรื่องจะไปถึงไหน อย่างไร ก็อยากฝากไว้ด้วย ขอขอบคุณทนายความทุกคนและขอบคุณพี่ๆ สื่อมวลชนทุกคนที่คอยอยู่เคียงข้างนำเสนอเกี่ยวกับคดีในทุกๆ เรื่อง.


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'