ผกก.ท่องเที่ยว ยื่นศาลไม่ไกล่เกลี่ยฟ้องกลับ 'บิ๊กโจ๊ก' เบิกความเท็จกล่าวหาพาจำเลยหนีคดีข้ามไปลาว


เพิ่มเพื่อน    

“กฤษณะพงศ์” ผกก.ตำรวจท่องเที่ยว ยื่นศาลไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ย คดีฟ้องกลับ "โจ๊ก" ฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ กล่าวหาพาเจ้าของร้านคาราโอเกะหลบหนีข้ามไปลาว จนถูกสั่งย้ายไป 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างไม่เป็นธรรมนาน 5 ปี เดือดร้อนสาหัสโดนฟ้องร้องหลายคดี

16 ก.ค.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ผกก.1 บก.ทท.2 เดินทางมาศาล เพื่อยื่นคำร้องขอยกเลิกการไกล่เกลี่ย คดีหมายเลขดำ อ.2699/2562 ที่ตนเองเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จ ซึ่งศาลประทับรับฟ้องคดีและตรวจพยานหลักฐานเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ก่อนขั้นตอนสืบพยานโจทก์-จำเลย

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า ขณะฟ้อง พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ โจทก์เป็นตำรวจตำแหน่งผู้กำกับ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.จชต.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จำเลย กระทำผิดอาญา โดยเจตนานำคดีอาญามาฟ้องโจทก์อันเป็นเท็จต่อศาลอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกัน สมคบกัน สั่งการ ก่อใช้ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกล่าวหาโจทก์ว่าพานายเขตสยาม เนาวรังสี เจ้าของร้านคาราโอเกะ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม หลบหนีคดีไปยังประเทศลาว โดยมีการพูดจาทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อศาลอาญา ตามคำให้การพยานของจำเลย

ภายหลังยื่นคำร้องขอยกเลิกการไกล่เกลี่ย พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ ปรากฏว่าศาลกำหนดให้ไกล่เกลี่ยกันวันที่ 4 ส.ค.นี้ แต่ตนเองไม่ได้ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จำเลยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2555 ตนมีครอบครัวอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ โดนโยกย้ายไปอยู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความไม่สมัครใจ นานเกือบ 5 ปี ได้รับความเดือดร้อนทุกข์แสนสาหัส จากการโดนฟ้องร้องเป็นคดีอาญาหลายคดี ทั้งที่พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องเองและให้ลูกน้องเป็นคนฟ้อง รวมทั้งการแจ้งความดำเนินคดีและถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นอกจากนี้ตนยังต้องห่างจากครอบครัว ลูก และภรรยา

ส่วนประเด็นของความขัดแย้งระหว่างตนเองกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้น เริ่มจากประชาชนร้องเรียนเรื่องส่วยคาราโอเกะในพื้นที่ จ.นครพนม ยุคที่ พล.ต.ท.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็น ผบ.ตร. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จึงได้ฟ้อง พล.ต.อ.วิเชียร กับลูกน้อง 11 คน รวมทั้งตนเองด้วย สุดท้ายก็ต่อสู้คดีจนยุติเสร็จสิ้นทุกคดี แต่ก็ได้รับผลกระทบเดือดร้อนอย่างมาก จากการถูกโยกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

เมื่อถามว่าตอนนี้มีคดีความที่ทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องกันอีก จำนวนกี่คดี พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กล่าวว่า มีคดีนี้ที่ตนเองยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เป็นจำเลย จำนวน 1 คดี  เพราะว่าเป็นการฟ้องกลับคดีที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องตนเป็นจำเลย เมื่อปี 2554 แล้วศาลพิพากษายกฟ้อง จากนั้นจึงได้ตรวจพยานหลักฐานต่างๆในสำนวนคดี พบว่ามีข้อความเท็จและเบิกความเท็จ จึงนำรายละเอียดดังกล่าวมายื่นฟ้องกลับต่อศาลอาญา ขั้นตอนอยู่ระหว่างกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ตนยืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องของสังคม และอยากให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส