เมกโครงการโกง70ล. ชงป.ป.ช.ลงดาบ5พระเถระ จับตาประชุมมส.20เม.ย.นี้


เพิ่มเพื่อน    

     “กมล” ยืนยัน “พงศ์พร” แจ้งความพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปจริง พร้อมส่งเรื่องทันควันไปยัง ป.ป.ช.ให้ลงดาบแล้ว มั่นใจเอาผิดได้แน่เพราะหลักฐานชัด “รอง ผบก.ปปป.” ลั่นไม่หวั่นแม้มีชื่อพระดังพัวพัน “ป.ป.ช.” ยันพร้อมไต่สวน “มโน” ชี้เป็นกรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 56 ปีในวงการผ้าเหลือง แนะจับตาประชุมใหญ่ มส. 20 เม.ย. สมเด็จพระสังฆราชอาจมีพระบัญชาอย่างใดอย่างหนึ่ง “พุทธะอิสระ” เชียร์ฟันอลัชชี
     เมื่อวันที่ 16 เม.ย. พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปปป.ให้ดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 3 แห่ง 4 สำนวน โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปเกี่ยวข้อง คือ 1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร 2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 4-7 3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10 4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ 5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ ว่ากระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติ แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี และงบเผยแผ่ศาสนา มีความเสียหายทั้งสิ้น 70 ล้านบาท เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า หลังจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พรได้เข้าร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ในวันนั้นเลย 
     “ส่วนที่เหลืออีก 7 วัดที่ยังต้องสอบต่อจะเชิญ พ.ต.ท.พงศ์พรมาให้ปากคำก่อนในวันที่ 19 เม.ย.นี้เพื่อดูแนวทางปฏิบัติ หลังจากนั้นจะได้เรียนผู้บังคับบัญชาทราบอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช.เขารับเรื่องไปแล้ว ผมไม่อยากให้ข่าวอะไรมาก ไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย ถ้าให้สัมภาษณ์มากจะทำให้เนื้อหาทางคดีของ ป.ป.ช.เขาเสียหาย อะไรที่อยู่ในส่วนของเราเดี๋ยวค่อยว่ากัน” พล.ต.ต.กมลระบุ
พล.ต.ต.กมลกล่าวต่อว่า ส่วนคดีฟอกเงินกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น่าจะทำเอง  ส่วนความผิดที่พนักงานสอบสวน ปปป.ส่งเรื่องไปสามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องได้แน่นอน เรามีข้อมูลหลักฐาน และไม่ใช่เฉพาะคดีของ 3 วัดล่าสุดที่ส่ง ป.ป.ช.ไป วัดอื่นเราก็มีหลักฐานถึงสามารถสรุปส่ง ป.ป.ช.ได้ ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ ทำงานกันได้ตามปกติ
พร้อมสอบพระชั้นผู้ใหญ่
     ด้าน พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รองผู้บังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ( รอง ผบก.ปปป.) ที่ควบคุมดูแลคดีเงินทอนวัดดังกล่าวเผยว่า หลังจาก พ.ต.ท.พงศ์พรได้เข้าแจ้งความเสร็จ พนักงานสอบสวนได้นำสำนวน 3 วัด 4 คดี ประมาณกว่า 2,000 หน้าส่งไปที่ ป.ป.ช.เลยในวันเดียวกัน หลังจากนี้ ป.ป.ช.อาจตั้งคณะไต่สวน 
     “ผมเข้าใจว่า ป.ป.ช.จะส่งเรื่องมาให้ ปปป.ทำการสอบสวนในคดีนี้ แล้วเราก็จะสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และมีความเห็นทางคดีสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ต่อไป ส่วนที่ ป.ป.ช.จะส่งเรื่อกลับมาเร็วหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า ป.ป.ช.จะนำเรื่องเข้าบอร์ดเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับบอร์ดว่าเขาจะส่งมาให้เราเมื่อไหร่ หรือท่านจะไปดำเนินการไต่สวนเองก็ได้ ถ้า ป.ป.ช.ส่งเรื่องกลับมาให้ ปปป.ดำเนินการก็จะมีด้วยกัน 2 ส่วน มีทั้งที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องเองที่วัด เพื่อความรวดเร็ว หรือบางปากอาจเชิญมาให้ปากคำก็ได้ พนักงานสอบสวนของเราพร้อมอยู่แล้ว" พ.ต.อ.จักษ์ระบุ
    พ.ต.อ.จักษ์กล่าวถึงการฟอกเงินว่า บช.ก.น่าจะตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานครบถ้วนในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิด ทุกอย่างเราดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ส่วนการดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่รู้สึกหวั่นใจ เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เราทำอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ไปมีอคติกับใคร ทำเพื่อให้ศาสนาดีขึ้น  
    ด้านนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวเรื่องนี้ว่า ถือเป็นขั้นตอนปกติ ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. โดย ปปป.จะส่งให้ และที่ผ่านมาคดีเงินทอนวัด ปปป.ได้ทยอยส่งมาเรื่อยๆ แต่ครั้งนี้ยังไม่ทราบว่ามีการส่งมาให้แล้วหรือยัง ส่วนที่มีรายงานข่าวว่าในชุด 3 นี้มีพระชั้นผู้ใหญ่ใน มส.ด้วยนั้น ต้องเรียนว่าคดีเงินทอนวัดมีเจ้าหน้าที่ใน พศ.เป็นตัวการ ถ้ามีพระภิกษุ ประชาชน หรือเอกชน ที่แม้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถ้ากระทำผิดด้วย ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบได้เช่นกันในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว ดังนั้นถ้าเกี่ยวข้องจะต้องถูกไต่สวน
ชี้มหากาพย์ทุจริต
    “เรื่องปัญหาว่าพระอยู่ในอำนาจตรวจสอบของ ป.ป.ช.หรือไม่ เคยมีการถกเถียงกันและแปลความกันว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจ เว้นแต่ว่าเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในกรณีที่เกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สินของวัด หาประโยชน์จากทรัพย์สินหรือเบียดบังทรัพย์สินของวัด กรณีจะถูกไต่สวนได้คือ มีตัวการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้คดีเงินทอนวัดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร การทุจริตแต่ละแห่งมีลักษณะคล้ายกัน เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการทยอยชี้มูลออกมาเรื่อยๆ เพราะคดีเงินทอนวัดมีจำนวนมากในการไต่สวนของ ป.ป.ช.” นายสุรศักดิ์ระบุ
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป  (ปชช.) ระบุว่าการร้องทุกข์กล่าวโทษของ พ.ต.ท.พงศ์พรในการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมใน 3 วัดนั้น มีบางแห่งไม่มีแม้แต่โรงเรียนปริยัติธรรม แต่กลับไปเบิกงบการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นว่าวงการสงฆ์ของไทยต้องสังคายนาครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาการขาดกลไกตรวจสอบใดๆ ในคณะสงฆ์ อีกทั้งพระบางรูปที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังเป็นถึงหนึ่งในกรรมการ มส. แสดงให้เห็นว่าอดีตที่ผ่านมา มส.เองสามารถครอบงำ พศ.เพื่อหาประโยชน์เข้าสู่คณะสงฆ์ทั้งที่เป็นเรื่องผิดพระธรรมวินัย ขณะที่พระผู้ใหญ่บางรูปหลงทางโลก จึงเอื้อให้การทุจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“กรณีดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมหากาพย์การทุจริตที่ปรากฏขึ้นเท่านั้น ยังมีเงินที่มาจากรายได้จากศาสนสมบัติของทางวัด ทั้งการปล่อยให้เช่าที่หรืออาคารต่างๆ รวมทั้งเงินทำบุญจากพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าหากมีการลงไปตรวจสอบสองกรณีดังกล่าวให้ถี่ถ้วน เชื่อว่าการทุจริตปรากฏขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเรื่องเหล่านี้ไม่เคยมีกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเลยตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา” นายไพบูลย์กล่าว
    ขณะที่ นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช เลขาธิการพรรคประชาชนปฏิรูป วิเคราะห์ถึงการร้องทุกข์กล่าวโทษพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป ซึ่งเป็นกรรมการ มส.ถึง 3 รูปว่า จะมีผลกระทบต่อ มส.แน่นอน และถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตั้งแต่มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นต้นมาถือว่าสะเทือนที่สุด ที่ยุคนี้มีพระถูกร้องทุกข์กล่าวโทษถึง 5 รูป ทั้งเจ้าอาวาสอย่างเจ้าคุณธงชัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก 3 รูปเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่รู้จักในวงการสงฆ์มากมาย 
แนะจับตาประชุม มส. 20 เม.ย.
    “ชาวพุทธฟังแล้วตกใจนึกไม่ถึงว่า พ.ต.ท.พงศ์พรจะไปฟ้อง แต่เชื่อว่าคงมีหลักฐานชัดแจ้งแล้ว  และคาดว่าในวันศุกร์ที่ 20 เม.ย.นี้ที่มีการประชุมคณะกรรมการ มส.คงมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น สมเด็จพระสังฆราชอาจมีพระบัญชาอย่างใดอย่างหนึ่ง” นพ.มโนกล่าว
     นพ.มโนกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชาวพุทธตื่นรู้ว่าต้องแก้ปัญหาแล้ว ไม่ควรเป็นอย่างนี้  ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 อำนาจอยู่กับเจ้าอาวาสแบบเด็ดขาดเหมือนเป็นราชาในอาณาจักรเล็กๆ บัญชีเงินวัดกับบัญชีเงินเจ้าอาวาสแยกกันไม่ออก ใช้อำนาจได้ทุกอย่างตามใจ การแต่งตั้งไวยาวัจกรก็ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาส จึงจำเป็นต้องปฏิรูปสงฆ์ ซึ่งยากกว่าการปฏิรูปตำรวจเสียอีก เนื่องจากพระสงฆ์เป็นที่ศรัทธาและมีอำนาจทางสังคมในวัฒนธรรมไทย เชื่อว่าคดีแบบนี้จะมีอีกเป็นระลอก
     นพ.มโนยังกล่าวถึงกรรมการ มส.ว่า การแต่งตั้งกรรมการ มส.เองก็มีการเล่นพวกกันเยอะ มีกรรมการจากวัดปากน้ำถึง 3 คน ใครเป็นใหญ่ก็ตั้งคนของตัวเอง ไม่คำนึงถึงความรู้สึกประชาชน ตัว พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็ไม่เคารพพระธรรมวินัย พระสงฆ์ไม่ควรจับเงิน แต่กลับให้มีเงินมีอำนาจมากมาย สำหรับคดีที่เกิดนี้ถือเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงแตกต่างจากคดีเงินทอนวัด เพราะเอาเงินไปใช้ในงานที่ไม่มีจริง
    วันเดียวกันในช่วงเย็น พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “แม้นึกว่าคดีทุจริตเงินทอนจะเจอตอทำให้สะดุดหยุดลงเสียอีก” โดยระบุว่าข่าว พ.ต.ท.พงศ์พรเดินทางไปพบ พล.ต.ต.กมล เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูป ที่มีส่วนเข้าไปพัวพันการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรมและบาลี รวมทั้งงบเผยแผ่ มูลค่าความเสียหาย 70 ล้านบาท การกระทำเข้าข่ายผิดทางคดีอาญา และยังเข้าข่ายปาราชิก ข้อว่ายักยอกทรัพย์เกิน 5 มาสกอีกต่างหาก ที่น่าสนใจ คือ มีนักบวชระดับเจ้าคุณชั้นพรหมเป็นเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง และเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ทั้งยังมีกรรมการ มส.อีกด้วย
หลวงปู่เชียร์สุดลิ่ม
หลวงปู่พุทธะอิสระโพสต์อีกว่า พอได้เห็นข่าวนี้ทำให้รู้สึกโล่งใจ เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดและสู้มาตลอดหลายปีนั้นสามารถพิสูจน์ได้ทุกเมื่อ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ทีนี้พวกบรรดากองเชียร์ของพวกกรรมการ มส.เหล่านี้คงจะตาสว่างกันขึ้นมาบ้าง หากยังมีจิตสำนึก มีปัญญาแยกแยะถูกผิดดีชั่ว คงจะคิดได้ว่าจะมัวเอาแต่ปกป้องคนผิด คนชั่ว หรือจะปกป้องความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของพระธรรมวินัย ลองถามใจตัวเองดูกันบ้าง มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนดีๆ พระดีๆ จะช่วยกันลุยล้างบาง พวกนักบวชอลัชชีที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากินกันอยู่ ทำไมถึงปล่อยให้พุทธะอิสระสู้อยู่คนเดียว ทั้งที่สิ่งที่ได้มาจากการสู้มันก็คือประโยชน์ของพุทธบริษัททุกคน นี่แค่หนังตัวอย่าง ยังมีอีกเพียบ หากจะช่วยกันล้างบาง
“ยังไงงานนี้ต้องให้เครดิต พ.ต.ท.พงศ์พร ที่กล้าหาญเลือกความถูกต้องมากกว่าเลือกความถูกใจ  และช่วยชำระล้างความสกปรกในวงการผ้าเหลืองแทนพระภิกษุผู้ปกครอง ผู้มีหน้าที่โดยตรงแต่กลับไม่ทำอะไรเลย ขออนุโมทนาที่ท่าน ผอ.สำนักพุทธและ ปปป. คสช.ช่วยกันทำให้พระธรรมวินัยกลับมาเป็นที่มุ่งหวังได้ โดยไร้ข้อกังขาใดๆ จากผู้ศรัทธา คนชั่วต้องถูกกำจัด คนดีพระดีต้องได้รับการกราบไหว้บูชา ซึ่งมันควรจะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว” หลวงปู่พุทธะอิสระโพสต์ทิ้งท้าย.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"