สตช.-อสส.ตั้งกก.สอบปล่อยบอส 


เพิ่มเพื่อน    


    ทอนกระแสสังคม! อัยการสูงสุดสั่งตั้งคณะทำงาน 7 คน ตรวจสอบไม่สั่งคดี "บอส" นายกฯ ไม่สบายใจเร่ง สตช.ตั้ง กก.สอบเคลียร์ข้อครหา สตม.ถอนหมายจับทายาทกระทิงแดงตั้งแต่ 14 ก.ค. ไม่พบเดินทางเข้าไทย "ศรีสุวรรณ" บี้ "บิ๊กตู่" ตั้งกรรมการอิสระสอบ 2 องค์กรฟื้นเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม 3 กมธ.สภาจ่อเรียก "อสส.-ผบ.ตร." แจง
    เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม สำนักงานอัยการสูงสุดเผยแพร่เอกสารข่าว โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบแล้ว โดยข่าวดังกล่าวสื่อมวลชนได้นำเสนอเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นั้น 
    สำนักงานอัยการสูงสุดขอชี้แจงว่า เมื่อปรากฏข่าวดังกล่าว อัยการสูงสุด ซึ่งกำลังปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 4 ในการประชุมสัมมนาข้าราชการฝ่ายอัยการในเขตพื้นที่ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2563 จึงทำการตรวจสอบและทราบว่า กรณีที่เป็นข่าว เป็นสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 
    ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าการสั่งสำนวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลในการสั่งพิจารณาคดีอย่างไร จึงมีคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ พิเศษ/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว โดยมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานอื่น รวมทั้งสิ้น 7 คน ทั้งนี้ โดยให้คณะทำงานเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว และเมื่อมีผลคืบหน้าประการใด จะได้แจ้งให้บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดและประชาชนทราบโดยทั่วกัน
    พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจเช็กข้อมูลและการเดินทางเข้าของบุคคลที่เป็นกระแสข่าวดังกล่าว ล่าสุดจากการตรวจสอบยังไม่พบว่านายวรยุทธเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย พบแต่ข้อมูลเดินทางออกไปนอกประเทศเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 และยังไม่พบเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป
    สำหรับระบบตรวจคนเข้าเมือง เมื่อมีเอกสารหมายจับส่งมาไม่ว่าเป็นบุคคลใดก็ตามต้องนำเข้าระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้าม (blacklist) แต่เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วและมีหนังสือให้ถอนหมายจับมาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามขั้นตอนต้องถอนออกจากระบบ ซึ่งกรณีนี้ สตม.ได้รับหนังสือถอนหมายจับจาก สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 14 ก.ค.63 ทาง สตม.จึงได้ทำเรื่องถอนหมายจับออกจากระบบ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงดึกวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แสดงความคิดเห็นกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีกับนายวรยุทธในทำนองทำให้ระบบยุติธรรมหมดความหมายนั้น โดยสำนักงานศาลฯ ระบุว่า ข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญเกี่ยวกับที่มาของข้อความ เพื่อความเข้าใจในข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง สำนักงานฯ จึงขอเรียนมาเพื่อโปรดทราบว่าความคิดเห็นดังกล่าวได้รับการยืนยันจากนายทวีเกียรติว่า เป็นความคิดเห็นที่มีที่มาจากข้อเขียนทางวิชาการของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ มิใช่ความคิดเห็นที่เป็นข้อเขียนของนายทวีเกียรติ และไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจของศาลรัฐธรรมนูญและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด จึงเรียนชี้แจงมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน
บิ๊กตู่เร่งตร.ตั้งกก.สอบ
    ทางด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด กรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่แย้งคำสั่งของอัยการ ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ ทราบจากข่าวแล้ว ด้วยความไม่สบายใจ และเห็นว่าควรต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยรู้สึกเข้าใจดีถึงความรู้สึกของประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงขั้นตอนของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร พร้อมทั้งรายงานโดยด่วน และยืนยันนายกฯ ไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
    ทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องหลักตามกระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีและพนักงานอัยการ โดยเฉพาะอัยการนั้นนายกฯ ไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้ง และมีอำนาจพิจารณาคดีได้อย่างอิสระตามขอบเขตของกฎหมาย ดังนั้น นายกฯ ไม่สั่งการใครในคดีนี้ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หากใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น พร้อมทั้งเตือนขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปบิดเบือนหรือเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ จนเกิดความเข้าใจผิดและสับสน นอกจากนี้ ขณะนี้ สตช.กำลังเตรียมการตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อให้สังคมปราศจากข้อสงสัยได้โดยเร็วที่สุด
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 11(6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา เพื่อดำเนินการตรวจสอบฝ่ายอัยการและฝ่ายตำรวจ ว่าเหตุใดคดีของนายวรยุทธ ทายาทผู้ก่อตั้งเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ต้องหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมด จนในที่สุดอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทั้งๆ ที่อายุความของคดียังคงเหลืออยู่ถึงกว่า 7 ปี หากพบว่ามีกระบวนการแทรกแซงหรือการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตรงจุดไหน หรือฝ่ายใด จักได้ลงโทษเสีย ต้องยอมตัดนิ้วร้ายออกไปเพื่อรักษาชีวิต รักษากระบวนการยุติธรรมให้มีความหมาย ให้มีความน่าเชื่อถือของสังคมไทยสืบไป แต่ถ้านายกฯ ยังนิ่งเฉย ก็เตรียมตัวเตรียมใจกลับบ้านเก่าได้เลย 
    นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า "กรณีอัยการไม่ฟ้องคดีบอสกระทิงแดง และไม่อุทธรณ์คดีโอ๊คกรุงไทย สั่นสะเทือนกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้เกิดการสร้างข่าวบิดเบือนและนำไปปลุกระดมม็อบโหนกระแสจนอาจบานปลาย เพราะความไม่พอใจไม่ได้เกิดเฉพาะในหมู่นิสิตนักศึกษา หากแต่เกิดขึ้นถ้วนทั่วทุกสีทุกฝ่าย นายกฯ ต้องสั่งสอบข้อเท็จจริงทั้ง 2 คดี เรื่องใดต้องแก้ไขในเชิงบริหารให้รีบแก้ เรื่องใดต้องแก้ไขด้วยกฎหมายต้องรีบทำ และต้องสั่งการเร่งคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเข้ารับดำเนินการอย่างจริงจังทันที และแถลงให้ประชาชนทราบผลความคืบหน้าเป็นระยะๆ
กมธ.สภา 3 ชุดเรียกแจง
    นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุม กมธ. วันที่ 29 ก.ค.นี้ จะเสนอต่อที่ประชุมให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ กรณีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิต เมื่อปี 2555 เพราะดูแล้วมีข้อพิรุธมากมายในการสั่งไม่ฟ้อง อะไรเป็นมูลเหตุมาหักล้างที่อัยการไปเชื่อพยานบุคคลใหม่ 2 คนที่มาให้การภายหลังว่าตำรวจ สน.ทองหล่อ เป็นฝ่ายประมาท เปลี่ยนเส้นทางรถไปหารถเฟอร์รารีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเอง กมธ.จะตรวจสอบว่าการกระทำของอัยการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
    นอกจากจะเสนอให้ กมธ.ป.ป.ช.มาตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว จะเสนอให้เชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งอัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีทุกคนมาให้การต่อคณะ กมธ. รวมถึงจะพิจารณาขอสำนวนอัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวมาตรวจสอบด้วย เพราะเป็นคดีที่ประชาชนสงสัย มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม กรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนั้น หากพบว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบจริง เคยมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 พิพากษาลงโทษอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง โดยใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ ไม่สมเหตุสมผลมาแล้ว
    นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ตำรวจ) เปิดเผยว่า พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้นิ่งดูดายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดย กมธ.ตำรวจ ซึ่งมีนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชารัฐ เป็นประธาน ได้มีมติเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี อาทิ ผบ.ตร., รอง ผบ.ตร. (คุมงานกฎหมาย), ตัวแทน สตช. และตัวแทนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เข้าชี้แจงและตอบข้อสงสัยของกระแสสังคม ในวันที่ 30 ก.ค.นี้ เวลา 11.30 น.
       ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งอัยการสูงสุดที่สั่งไม่ฟ้องคดี ผบ.ตร.และนายตำรวจ 5 นาย ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีช่วยเหลือผู้ต้องหาให้พ้นความผิด มาชี้แจงเช่นเดียวกัน ซึ่งคาดว่าอาจเป็นวันที่ 29 ก.ค. หรือวันที่ 5 ส.ค.
    นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า คดีนี้เป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีอะไรไปปิดปาก ปิดตา ปิดหูหรือไม่ ซึ่งงานนี้น่าจะมีคนติดคุกหรืออยากติดคุกแทนนายวรยุทธหรือไม่ และมีผลประโยชน์ตกมาที่ใครหรือไม่ ตอนนี้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย และยิ่งมีคำพูดว่าคุกมีไว้สำหรับขังคนจนเท่านั้นหรือไม่ เงินจะทำให้ตำรวจ อัยการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้หรือไม่ ในฐานะกรรมาธิการจะไปศึกษาและเรียกสำนวนทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ จนการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และใครขอความเป็นธรรมบ้าง เพราะเท่าที่ทราบมามีการขอความเป็นธรรมเฉพาะผู้ต้องหา แต่ไม่มีการขอความเป็นธรรมให้กับคนตาย แม้กระทั่งตัวผู้บังคับบัญชาระดับสูง สตช. เคยขอความเป็นธรรมให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่ ปกป้องศักดิ์ศรีการเป็นตำรวจหรือไม่ 
    ทั้งนี้ กมธ.จะถามความยุติธรรมแทนคนตายจากผู้เกี่ยวข้องหรือตำรวจที่มาชี้แจง และหากใครมีข้อมูลมากกว่านี้ ขอให้ส่งมา โดย กมธ.จะมีการประชุมในวันที่ 29 ก.ค.นี้ โดยจะเชิญตำรวจและอัยการมาชี้แจง.


เมื่อคืนเป็นไงครับ? ได้ดูกันเปล่า......... ประชุมรัฐสภาในนัด "แก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นน่ะ

'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!