พยานปากเอกดับ1 ‘จารุชาติ’ขี่จยย.เฉี่ยวชน/‘บิ๊กตู่’ให้รอผล3กก.คดีบอส


เพิ่มเพื่อน    

  “ประยุทธ์” ขอให้ใจเย็นๆ รอผล 3 คณะกรรมการคดีบอส อึ้ง! จักรทิพย์รับนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. 5 ปี ไม่เคยเซ็นเห็นด้วยหรือเห็นแย้งอัยการในทุกคดี เพราะไม่เก่งเรื่องกฎหมาย 3 กมธ.ผนึกกำลังดีเดย์ 5 ส.ค. เรียกทุกฝ่ายให้ข้อมูล พร้อมไลฟ์สดไขข้อข้องใจสังคม ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า “จารุชาติ มาดทอง” พยานพลิกคดีวรยุทธเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชน! “สิระ” ผวาแนะบิ๊กแป๊ะคุ้มครอง “พล.อ.ท.จักรกฤช” ให้ดี

    เมื่อวันพฤหัสบดี ยังคงมีความต่อเนื่องในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ซึ่งอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เห็นแย้ง จนมีการเพิกถอนหมายจับไปแล้วนั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 2/ 63 ว่า ขอให้ใจเย็นๆ นิดหนึ่ง รอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการทั้ง 3 คณะ ซึ่งอัยการ สตช. และชุดที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ซึ่งมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายอยู่ด้วย ที่ต้องดูขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร รวมถึงย้อนกลับไปดูต้นทางอีกครั้ง มีปัญหาตรงไหนอย่างไร เพราะต้องแก้ทั้งระบบด้วย เพื่อให้เกิดความชอบธรรมให้มากที่สุด ได้รับการยอมรับเชื่อมั่น
“ผมได้ย้ำในที่ประชุมไปว่า ตำรวจเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นการทำคดีจัดทำสำนวนต่างๆ จะต้องรอบคอบ ระมัดระวัง ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้การกระทำความผิดต่างๆ ได้รับการละเว้น อะไรต่างๆ เหล่านี้ ที่มีหลายกลไกด้วยกัน ผมขอเรียนเพียงเท่านี้”
    ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วให้รอผลพิจารณา โดยมีการประชุมทุกวันเวลา 10.00 น. ซึ่งให้อิสระพิจารณาเต็มที่ ไม่กำชับ หรือสั่งการอะไร แต่ให้กรอบเวลาในการทำงานให้เร็ว เพียง 15 วัน เพราะเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ
    พล.ต.อ.จักรทิพย์ยังกล่าวถึงการไม่เห็นแย้งอัยการในคดีนี้ ว่าไม่เคยรับทราบ ไม่เคยผ่านตาเลย เพราะตั้งแต่เป็น ผบ.ตร.มา 5 ปี แบ่งงาน รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบด้านกฎหมายคดี ดูเรื่องการทำความเห็นต่ออัยการ และเรื่องนี้ก็มีผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องผ่านมาให้ 5 ปีที่ผ่านมายอมรับไม่เคยสั่งคดีเลย ไม่เคยเซ็นเห็นแย้งเห็นพ้องคดีเลย และยอมรับไม่อายว่าแม้เป็น ผบ.ตร. แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไม่รู้ พ.ร.บ.ทุกมาตรา สู้นักกฎหมายจริงๆ ไม่ได้
“เรื่องการสั่งคดีนี้ผมไม่ขอให้ความเห็น ในส่วนของตำรวจคนที่พิจารณาคดีแบบนี้มีผู้เชี่ยวชาญ จบเนติบัณฑิต ซึ่งคนเหล่านี้มีความรู้ ใครก็แทรกแซงไม่ได้ ผมไปสั่งไปเถียงเรื่องข้อกฎหมายไม่ได้หรอก เรื่องนี้สังคมคิดเห็นอย่างไรผมห้ามความคิดไม่ได้ และเรื่องสั่งคดีผมไม่ขอคอมเมนต์” พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว
    เมื่อถามว่า คดีนี้ผู้ต้องหาเป็นลูกชายของคุณเฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่กว้างขวาง เคยพยายามต่อสายตรงมาคุยหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่เคย แต่ก็มีสื่อพยายามโยงว่าเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่รู้จักหรือสนิทสนม ช่วงที่เป็นคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ก็จำไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เคยผ่านตา อาจมีการพิจารณาตอนนี้ แต่อาจไม่ได้เข้า จำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นไปทำอะไรมา สื่อถามแฟร์ๆ ลองถามตัวเองดู 2 เดือนก่อนทำอะไรบ้าง จำได้ไหม
อัยการคุ้ยคดีใน 7 วันได้แน่
    ส่วนที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ กล่าวถึงความคืบหน้าการประชุมคณะทำงานฯ ว่าคณะทำงานประชุมกันเป็นวันที่สาม หลังจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. พิจารณาถึงเวลา 17.00 น. ไม่แล้วเสร็จ แต่คืบหน้าไปมาก จากการประเมินเชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายใน 7 วันตามกรอบที่วางไว้แน่นอน ซึ่งจะครบประมาณวันที่ 4 ส.ค.นี้ แต่ถ้าเร่งรัดแล้วสามารถทำโดยละเอียด รอบคอบ รัดกุม แล้วเสร็จก่อนกำหนดจะชี้แจงต่อไป
    เมื่อถามถึงการเข้าพบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายประยุทธกล่าวว่า ไปพบเพื่อขอเลื่อน เนื่องจากคณะทำงานยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ตอบข้อซักถามไม่ได้ ซึ่ง กมธ.ก็นัดใหม่ในวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งอยู่ในกรอบ 7 วันที่จะทำงานแล้วเสร็จ ประเด็นคำถามอะไรบ้างที่ตั้งมาถ้าพิจารณาแล้วเสร็จเราพร้อมตอบทุกประเด็น
    ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกระแสการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนอัยการในคดีดังกล่าวใช้อำนาจหน้าที่โดยสุจริตหรือไม่ ว่าหากยื่นคำร้องเข้ามาก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ โดย ป.ป.ช.พร้อมดำเนินการ และมั่นใจว่าจะใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจ ส่วนที่ ป.ป.ช.เคยสอบเรื่องนี้ไปแล้ว และมีมติชี้มูลตำรวจที่เกี่ยวข้องว่ามีความผิดวินัยแต่ไม่ร้ายแรงนั้น เพราะเป็นเพียงการทำหน้าที่ของตำรวจในช่วงแรกเท่านั้น ไม่ใช่กรณีร้องขอความเป็นธรรม
     ขณะเดียวกัน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่คณะ กมธ.หลายชุดมีการติดตามเรื่องดังกล่าวอาจทำให้การเรียกผู้มาชี้แจงและทำงานซ้ำซ้อนกันว่า ต้องดูปัญหาการทำหน้าที่ของแต่ละ กมธ.ว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ หากซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกันหลาย กมธ. ก็เป็นเรื่องที่ประธานจะวินิจฉัยว่าจะให้ กมธ.ชุดใดเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ในกรณีนี้ยังไม่มีปัญหา
นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน แถลงว่า ในวันที่ 5 ส.ค. จะประชุมร่วม 3 กมธ. คือ กมธ.กฎหมายฯ, กมธ.ศาลฯ และ กมธ.ตำรวจ เพื่อพิจารณาคดีนายวรยุทธ โดยมีผู้ชี้แจงทั้งตำรวจและอัยการ รวมถึง ผบ.ตร. นายเนตร นาคสุข อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง และ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผช.ผบ.ตร.ด้านกฎหมายและสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ลงนามไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ รวมทั้งพยานใหม่ 2 ปาก นอกจากนี้ได้เชิญ กมธ.กฎหมายฯ สนช. และเจ้าหน้าที่ชวเลข ที่บันทึกการประชุม กมธ.มาชี้แจงด้วย ที่สำคัญ กมธ.ได้เชิญนายวรยุทธและทนายของนายวรยุทธด้วย หากนายวรยุทธ์และทนายไม่ยอมมาชี้แจงต่อ กมธ. 2 ครั้ง ก็จะออกคำสั่งเรียกตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก แต่ถ้าไม่มาอีก ก็จะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก จึงอยากให้นายวรยุทธเข้ามาชี้แจงกับ กมธ. เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ประชาชนจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
5 ส.ค.ไลฟ์สด
       “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า กมธ.จะตรวจสอบให้ความกระจ่างกับคดีนี้ ไม่มีการช่วยเหลือกัน หากไม่กระจ่างก็จะตรวจสอบอีกรอบหนึ่ง ดังนั้นในวันที่ 5 ส.ค. ก็จะได้คำตอบว่าการลงนามสั่งไม่ฟ้องนั้นใช้ดุลยพินิจอะไร รวมทั้งเรื่องยาเสพติดที่ยังติดใจกันอยู่ และการวิ่งเต้นแทรกแซง โดยในการประชุมวันดังกล่าว กมธ.จะไลฟ์สดเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อให้คลายข้อสงสัย” นายสิระกล่าว
     นายสิระยังกล่าวถึงการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ว่า ต้องดูว่าพยาน 2 ปากที่เพิ่งปรากฏใหม่นั้นให้การเท็จหรือไม่ หากให้การเท็จก็ถือว่าเป็นหลักฐานใหม่ที่ยื่นฟ้องศาลใหม่ได้ และหากการคำนวณความเร็วของรถจาก 177 กม./ชม. เหลือ 80 กม./ชม. เป็นเท็จ ก็ถือว่าเป็นพยานใหม่เช่นกัน เพราะเป็นข้อมูลเท็จ
    ขณะที่ในการประชุม กมธ.การตำรวจ ที่มีนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธาน กมธ. ได้เชิญ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี มาให้ข้อมูลต่อ กมธ.กรณีไม่มีคำสั่งแย้งอัยการที่ไม่ฟ้องนายวรยุทธ  
    โดยนายนิโรธกล่าวภายหลังประชุมว่า กมธ.ได้สอบถามตำรวจในหลายกรณี ทั้งเรื่องกรณีไม่สามารถเอาผิดข้อหาเมาแล้วขับ เรื่องความเร็วรถยนต์ ซึ่งหลังได้รับข้อมูล กมธ.มองว่าคดีนี้ ไม่น่าจะถูกต้อง ไม่น่าจะชอบธรรม จึงได้ตั้งข้อสังเกตไปยังตำรวจให้ตรวจสอบรายละเอียดที่ขาดตกบกพร่องอยู่ โดยช่องโหว่พบคือ การตั้ง 5 ข้อหา ที่แต่ละข้อหาต่างกัน และเมื่อไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องคดีได้ทัน เพราะหลบหนีไปต่างประเทศ ทำให้บางข้อหาหมดอายุความลงไป ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย  
    นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษก กมธ.การตำรวจ กล่าวถึงเรื่องสารเสพติด โคเคนที่พบในตัวผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนให้การว่าได้รับการยืนยันจากหมอฟันว่าสารที่ตรวจพบในร่างกายนายวรยุทธ์ เป็นยาที่ให้กับผู้ต้องหาในการรักษาฟันที่มีส่วนผสมของสารโคเคนอยู่ เป็นเหตุให้ไม่มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาของสารเสพติด ส่วนช่องทางในการรื้อฟื้นคดีใหม่นั้น ผู้ตายมีภรรยา แต่ได้หย่า ไม่มีบุตร มีเพียงญาติพี่น้องที่ดูน่าจะเกี่ยวข้อง 5 คน ซึ่งเราจะไปพบญาติ เพื่อไปสอบถามว่ายังติดใจในคดีหรือไม่ พร้อมทั้งจะบอกช่องทางรื้อฟื้นคดีได้ ถ้ามีหลักฐานใหม่
    ส่วนนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธาน กมธ.สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏ ต้องตรวจพิสูจน์ความเร็วรถใหม่ เพราะความเร็วที่แท้จริงคือคำตอบในข้อสงสัยของปมพลิกคดี โดยเสนอให้คณะกรรมการชุดพิเศษที่นายกฯ ตั้งขึ้น ตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนภาคส่วนที่น่าเชื่อถือเป็นกลางตรวจสอบเรื่องนี้
พยานปากเอกดับ
    วันเดียวกัน สำนักข่าวอิศราได้เผยแพร่เนื้อหาข่าวถึงการตรวจสอบนายจารุชาติ มาดทอง ซึ่งเป็น 1 ใน 2 พยานในคดีนายวรยุทธ ว่าได้ติดต่อไปยังนายเกษม เชื้อเมืองพาน ผู้ใหญ่บ้านวังชมภู หมู่ 15 ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย ว่าได้รับแจ้งจากคนในครอบครัวว่านายจารุชาติเสียชีวิตแล้วที่ จ.เชียงใหม่ ญาติๆ กำลังจะไปรับศพกัน
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวในเรื่องนี้ว่า ได้รับรายงานจาก สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ค. เวลาประมาณ 01.30 น. พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนบริเวณถนนห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พนักงานสอบสวนจึงได้ประสานไปยังแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบนายจารุชาติ อายุ 40 ปี และคู่กรณี ได้รับบาดเจ็บ จึงได้ประสานคนเจ็บทั้ง 2 รายส่งโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ต่อมานายจารุชาติได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล
    รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นพบว่าเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งเกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์แล้วเฉี่ยวชนกันของคู่กรณี โดยขณะนี้ในส่วนของนายจารุชาติอยู่ระหว่างชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป และคู่กรณีได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งไป
นายสิระกล่าวถึงกรณีนายจารุชาติ 1 ใน 2 พยานปากสำคัญที่ทำให้นายวรยุทธพ้นข้อกล่าวหาเสียชีวิตกะทันหันว่า ในฐานะประธาน กมธ. เพิ่งลงนามในหนังสือเชิญให้นายจารุชาติเข้าชี้แจงในวันที่ 5 ส.ค. ซึ่งล่าสุดทราบข่าวว่านายจารุชาติเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กมธ.จึงเป็นห่วงพยานปากสำคัญอีก 1 คนที่เหลืออยู่ คือ พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร จะเป็นอันตรายเช่นกัน จึงขอฝากไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ปกป้องคุ้มครองพยานรายนี้ให้ถึงที่สุด เพราะถือเป็นกุญแจคนสำคัญคนเดียวที่เหลือของคดี เพราะเป็นบุคคลที่โผล่ขึ้นมาเป็นพยานหลังจากคดีเกิดขึ้นหลายปีแล้ว และกำลังถูกสอบว่าเป็นพยานเท็จหรือไม่ เพื่อทำให้ตำรวจกับอัยการสามารถรื้อคดีได้
“ทางบ้านได้โทรศัพท์มาสอบถามผมด้วยความเป็นห่วง เพราะมาตรวจสอบคดีดังกล่าวที่มีความผิดปกติเยอะ หาก ผบ.ตร.จะส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลก็ยินดี” นายสิระระบุ
    นายนิพนธ์ จันทเวช เลขาธิการสภาทนายความและโฆษกสภาทนายความ แถลงว่า ที่ประชุมสภาทนายความมีมติแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในกรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา เพื่อรวบรวมและประเมินผล สนับสนุนการทำงานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ที่นายกฯ มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 255/2563 แต่งตั้งเมื่อวันที่ 29 ก.ค.2563 เพื่อรวบรวมและประเมินผล สนับสนุนการทำงานอย่างบูรณาการ.


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ