มองโลกในแง่บวก


เพิ่มเพื่อน    

      จะด้วยเหตุเพราะความแก่-ความชรา หรือด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจสรุปได้...ที่ทำให้ต้องสารภาพกันตรงๆ ว่าหลังๆ มานี้ ไม่ค่อยอยากจะคิด อยากจะมองอะไรต่อมิอะไร ให้มันออกไปทางเร่าร้อน รุนแรง กระเหี้ยน กระหาย กระหือรือ เหมือนอย่างยุคที่ยังเคยมี ไฟ อันเป็นตัวที่สามารถ เผาผลาญ ตัวเองและผู้อื่น ได้อย่างชนิดต้องฉิบหาย วายวอด กันไปข้าง...

                     ----------------------------------------

      ยิ่งในช่วงที่โลกทั้งโลก...กำลังใกล้ฉิบหาย วายวอด ไม่ว่าด้วยอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชของโรคระบาดอย่างเชื้อไวรัส COVID-19 ท่านที่ทำเอาไม่ว่าชาติไหนต่อชาติไหน ผิวไหน เผ่าไหน เผด็จการ ประชาธิปไตย คณาธิปไตย หรืออะไรไตยๆ ก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่ตายโหง ตายห่า กันไปเป็นแสนๆ ล้านๆ รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ หนีไม่พ้นต้องหัวทิ่มดิน มุดลงไปในเหว ในอุโมงค์ ชนิดโอกาสเงยหน้า อ้าปาก โอกาสมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แทบไม่มีเอาเลยแม้แต่น้อย และอย่างไม่มีข้อยกเว้นใดๆ เอาเลยก็ว่าได้ ก็เลยยิ่งส่งผลให้ไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะมองอะไร ที่ออกไปในแง่ลบ แง่ร้าย จนเกินไป...

                          ----------------------------------------------

      ดังนั้น...ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่กำลังก่อให้เกิดความร้ายกาจ ร้ายแรง ความปวดเศียร เวียนเกล้า อยู่ในสังคมไทย ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาในทุกวันนี้ ถ้าลองลดๆ การมองในแง่ลบ แง่ร้าย หันมาบวกๆ หันมาโพสิทิฟ เอาไว้มั่ง ไม่ว่ามันจะเป็นจริง หรือเป็นไปได้มาก-น้อยขนาดไหน แต่อย่างน้อย...ก็พอช่วยให้เกิดความสบายอก สบายใจ ความรู้สึกกระชุ่มกระชวยติดปลายนวมคนแก่ได้บ้าง แม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็พอช่วยให้ชีวิตลุงๆ ทั้งหลาย ไม่ถึงกับเป็นอะไรที่โหดร้าย โหดเหี้ยม อำมหิต มากมายเกินไปนัก...

                                --------------------------------------------

      อย่างเรื่องคดี จอร์จ ฟลอยด์เมืองไทย หรือคดี ลูกชายกระทิงแดง ที่เล่นเอาใครต่อใครปั่นป่วน รวนเร กันไปมิใช่น้อย ไม่ว่าจะในระดับตัวบุคคล องค์กร หรือสถาบัน ที่ต่างหันมาโยน เผือกร้อน ใส่มือซึ่งกันและกัน และกลายเป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ ที่ต้องหยิบมาพูดจา หารือ กันยังไม่จบจนตราบเท่าทุกวันนี้ คือถ้าหากลองหันมามองในแง่บวก หรือในแง่โพสิทีฟ เอาไว้มั่ง ก็อาจถือเป็นการจุดชนวน เป็นการเติม พลัง ให้กับการขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการ ปฏิรูป ไม่ว่าในแง่ตัวบทกฎหมาย หรือในแง่องค์กร สถาบัน อย่างอัยการ และตำรวจ เป็นต้น เผลอๆ...อาจเป็นพลังที่ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซะยิ่งกว่าการออกเรี่ยว ออกแรงนอนกลิ้ง-นอนหงายอยู่กลางถนน นับเป็นเดือนๆ ปีๆ ของ ลุงกำนัน-เทพเทือก เมื่อครั้งที่ยังไม่ได้ เหี่ยวปลาย หรือยังพร้อมกู่ก้อง ร้องตะโกน ให้ต้อง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ...

         -------------------------------------------------

      ไม่ต่างไปจากการออกมาชูไม้ ชูมือ ชู 3 นิ้ว ของพวกเด็กๆ ในช่วงนี้อีกเช่นกัน...คือถ้าไม่ได้มีการจาบจ้วง ล่วงละเมิด ซะอย่างแล้ว ย่อมถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ อันจะนำไปสู่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แม้แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 ท่านก็ยัง เห็นควรด้วย อีกต่างหาก กระทั่งตัวประธานที่มีฐานะ ตำแหน่ง เป็นถึง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อย่างท่านอาจารย์ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านก็ยังพร้อมที่จะลุกขึ้นมายืนหยัด ยืนยัน ให้แก้ไขมาตรา 256 เพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ในแก้ไข เพิ่มเติม ไปจนถึงร่างใหม่ เขียนใหม่ ทั้งฉบับเอาเลยก็ยังได้ เพียงแต่อาจต้องไปชี้แจง อธิบาย แก้ไข ความสับสน ให้กับพวกเด็กๆ เขาไว้ซักหน่อย ว่าถ้าหากต้อง ยุบสภา ตามข้อเรียกร้อง แล้วมันจะไปหาใคร หรือหาอะไร มาเป็นพระแสงด้ามยาวในการแก้รัฐธรรมนูญ ได้อย่างที่เขาปรารถนาและต้องการ...

                   ------------------------------------------------------

      ส่วนเรื่องของการปรับคอรอมง คอรอมอ ที่เคยเป็น ทอล์กออฟเดอะทาวน์ มาก่อนหน้านั้น...มาถึง ณ ขณะนี้ ก็น่าจะลดความร้อนแรง ความปวดเศียร เวียนเกล้า ความกระเหี้ยนกระหือรือ และ ความหื่น ลงไปมากแล้ว หรือคงไม่ถึงกับก่อให้เกิดความร้ายกาจ ร้ายแรง ต่ออนาคตของชาติบ้านเมืองมากมายซักเท่าไหร่ คืออาจด้วยเหตุเพราะในแวดวงอำนาจ หรือแวดวงการเมือง มันยังเต็มไปด้วย ดาวร้ายหนังไทย ไม่ว่าประเภท ทักษิณ แจ่มผล ประจวบ ฤกษ์ยามดี ดามพ์ ดัสกร ไปจนถึง ไอ้ลิ้นมฤตยู-สมศักดิ์ ชัยสงคราม ฯลฯ ที่โผล่หน้า โผล่ตา ออกมาเมื่อไหร่ หรือแค่มองเห็นท้ายทอย ก็สามารถรับรู้ได้ไม่ยาก ว่าต้องเล่นเป็นดาวร้ายอยู่แล้วแน่ๆ มันก็เลยพอช่วยให้ พระเอกหนังไทย อย่าง มิตร ชัยบัญชา หรือ สมบัติ เมทะนี ก็น่าจะยังพอ ขายได้ ไม่ถึงกับต้องโดน สายหนัง ปฏิเสธไปด้วยกันทั้งหมด...

                     -------------------------------------------------------

      สรุปเอาเป็นว่า...เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็น่าจะยังพอ อยู่ๆ กันไปได้ นั่นแหละทั่น ไม่ถึงกับต้องฉุนฉิว กริ้วโกรธ เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง ต่อกันและกันมากมายเกินไปนัก โดยเฉพาะภายใต้ฉากสถานการณ์ความเป็นไปของโลกทั้งโลกที่มันกำลังสาดซัดกระหน่ำเข้ามาสู่สังคมต่างๆ ไม่ต่างไปจาก คลื่นยักษ์สึนามิ ลูกแล้ว ลูกเล่า การหันมองอะไรต่อมิอะไรในแง่บวก เอาไว้มั่ง อย่างน้อย...มันก็อาจพอช่วยให้เกิด เครือข่ายป้องกันทางสังคม เกิด ความร่วมมือ-ร่วมใจ ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ ป้อมปราการที่ไม่มีวันที่ผู้ใดจะตีแตก หรือนำไปสู่ ความพอเพียง ได้แบบจริงๆ จังๆ...

                            -------------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Helen Keller”... No pessimist ever discover the secrets of the stars or sailed to an uncharted land or opened a new heaven to the human spirit.- ไม่เคยมีผู้มองโลกในแง่ร้ายรายใด ที่สามารถค้นพบความลี้ลับของดวงดาว การแล่นเรือไปพบน่านน้ำที่ยังไม่เคยมีใครสำรวจ หรือการเปิดสวรรค์ชั้นใหม่ขึ้นในจิตใจของมนุษย์...”.

              -----------------------------------------------------------


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน