บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ


เพิ่มเพื่อน    

    ลองถึงขั้น "นายกฯ" ลงมาสั่งเอง
    ให้ตำรวจอายัดศพ "นายจารุชาติ มาดทอง" ที่เชียงใหม่ ไปชันสูตรให้ละเอียดอีกครั้ง 
    ว่าการตาย "ปุบปับ" นั้น.......
    ตายด้วยมอไซค์ชนกัน เป็นอุบัติเหตุจริงๆ หรือมีหลักฐานอื่นใด บ่งชี้ว่า ตายแบบ "มีเงื่อนงำ"?    
    เพราะนายจารุชาติ เป็น ๑ ใน ๒ พยาน ที่ให้การหลังเกิดเหตุ ๗ ปี ว่า "บอส เรดบูล" ที่ขับรถชนตำรวจตายนั้น 
    ขับมาด้วยความเร็วไม่เกิน ๘๐ กม./ชม.!
    ที่เขารู้ อ้างว่าขับรถตามหลังมา เช่นเดียวกับพยานอีกคนที่ให้การเป็นพยานวันเดียวกัน "พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร" ซึ่งให้การสอดคล้อง
    จากความจำแช่แข็ง ๗ ปี ๒ พยานนี้ เป็นน้ำหนักทำให้ "ตำรวจ-อัยการ" เชื่อสุดใจ "สั่งไม่ฟ้อง" นายบอส "ทุกข้อหา" ในที่สุด
    นี่......
    เป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" บนหลังประชาชน ด้วยสุดจะทนต่อไปกับพฤติกรรม "ตำรวจ-อัยการ" พิพากษากันเอง โดยไม่ถึงศาล 
    ข้องใจกันมากว่า คดี "ขับรถชนคนตาย" นั้น ผิด-ถูกอย่างไร ที่ถูก-ที่ควร ตามกระบวนความ
    ควรให้ "ศาลเป็นผู้ตัดสิน" มิใช่หรือ?
    แต่คดีบอส เรดบูล นอกจาก "ตำรวจ-อัยการ" ใช้เวลา ๗-๘ ปี สุดจะพิถีพิถัน จนคดี "หมดอายุความ" ไปทีละข้อหา น่าฉงนในกุศลเจตนา
    สุดท้าย กรวดน้ำคว่ำขันกันเอง โดยไม่นำคดีสู่ศาล คำถามจึงเกิดขึ้นว่า....
    "ตำรวจ-อัยการ" จะตัด "ศาล" ออกไปจาก "กระบวนการยุติธรรม" ถ่วงดุล อย่างนั้นหรืออย่างไร?
    ถ้าสังคมนิ่งเฉย จะเท่ากับไม่ทำหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญ ก็จะเหิมเกริมกัน ใช้กฎหมาย  "มาตรฐาน ๒" โป้งปิดบัญชีกันเองตามอำเภอใจ 
    โดย "ตัดขั้นตอนศาล" ทิ้งไป ซึ่งมีความน่าจะเป็นได้เช่นนั้นตามพฤติกรรม
    คดี "ขับรถชนคนตาย" เป็นคดีธรรมดา อย่างคดีนี้ ไม่ซับซ้อน เป็นเหตุประจักษ์กลางเมือง    ภาพกล้องวงจรปิดก็มี กองพิสูจน์หลักฐานก็มีผลพิสูจน์ครบด้าน ทั้งที่เกิดเหตุ สภาพรถ และความเร็วรถชัดเจน
    ที่ไม่ธรรมดา ก็ตรงผู้ต้องหาเป็นทายาทมหาเศรษฐีเท่านั้น และนี่หรือเปล่า ที่เป็น "แรงโน้มถ่วงโลก" ให้เบี่ยงเบนไป?!
    ขณะที่สังคม "จี้" ทั้งตำรวจและอัยการ ให้เอาข้อเท็จจริงแต่ละขั้นตอนมาแสดง ว่ามีที่มา-ที่ไปอย่างไร ในการสั่งคดี
    จู่ๆ ๑ ใน ๒ พยานปากเอก "นายจารุชาติ" ก็ตายปุบปับ ซึ่งอะไรมันจะช่างบังเอิญได้ขนาดนั้น? 
    สังคมจึงมีคำถามสาธารณะ......
    เพราะอุบัติเหตุหรือ "ฆ่าปิดปาก"?
    การที่นายกฯ ให้นำศพ "นายจารุชาติ" ไปชันสูตรอีกครั้ง ต้องบอกว่า นายกฯ ไวต่อเรื่องราว และฟังประชาชน
    บ่งถึง "แน่วแน่" จะใช้เหตุจากคดีนี้........
    ไปสู่การล้างระบบ "ตำรวจ-อัยการ" ที่ใช้กฎหมายเป็นอาชีพเสริมตามอำเภอใจกันมานาน 
    นับว่าดี.....
    นายกฯ รื้อ-ล้างก่อน ก่อนที่ประชาชนซึ่งสุดทน จะเป็นฝ่ายเข้าไป "รื้อ-ล้าง"
    เพราะปล่อยไปถึงขั้นนั้น มันจะยุ่ง!
    ก็ได้ยินทั้งตำรวจ อัยการ ผู้ชำนาญการกฎหมาย พูดตรงกันว่า เมื่ออัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไปแล้ว รื้อฟื้นอีกไม่ได้ เว้นแต่มี "หลักฐานใหม่"
    พอดี เมื่อวันเสาร์ (๑ ส.ค.๖๓)
    "น.ส.ณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์" อัยการพิเศษฝ่ายสถาบันกฎหมายอาญา ให้ความเห็น "ข้อกฎหมาย"  เกี่ยวกับ.........
    "เกณฑ์การพิจารณาสั่งคดีอาญาของพนักงานอัยการ ในคดีนาย 'วรยุทธ อยู่วิทยา' ที่ขับรถชนตำรวจตาย" ไว้ ๗ ข้อ
    ข้อ ๗ มีว่า........
    "อย่างไรก็ดี แม้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องก็ไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเอง 
    นอกจากนี้ ในกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ก็อาจมีการรื้อฟื้นคดี     โดย 'พนักงานสอบสวน' ทำการสอบสวนพยานหลักฐานใหม่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหานั้นใหม่ได้ตามกฎหมาย"
    และข้อ ๕......
    "ประเด็นที่ปรากฏตามข่าว มีหนังสือของมหาวิทยาลัยมหิดลแจ้งพนักงานสอบสวนว่าตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหานั้น
    ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานดังกล่าวในสำนวนการสอบสวน แต่อย่างใด
    และไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาฐานเสพยาเสพติด แต่อย่างใดด้วย"
    เอาละซี! 
    นั่นหมายความว่า ในชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจ สน.ทองหล่อ ส่งตัวนายบอสไปให้คณะแพทยศาสตร์ มหิดล รพ.รามาฯ ตรวจหาสารแปลกปลอมในร่างกาย
    มหิดลส่งผลตรวจสอบให้ตำรวจทราบ ดังนี้
    ที่ น.395/2555
    วันที่ 1 ต.ค.2555
    เรื่อง ข้อมูลสารแปลกปลอมในร่างกาย
    เรียน หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา
    สาขาวิชานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยาขอแจ้งเกี่ยวกับสารแปลกปลอมที่พบในร่างกายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ตามที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ขอทราบข้อมูลดังต่อไปนี้
    1.ALprazolam (อัลพาโซแลม) เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทที่ 4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ โดยทางการแพทย์อาจใช้เป็นยานอนหลับ หรือยาแก้โรคทางจิตประสาทและสามารถพบในปัสสาวะได้นานถึง 3-4 วันหลังเสพ
    2.Benzoyleegonine เป็นสารที่เกิดขึ้นในเลือดในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย (Metabolism) หลังจากการเสพ Cocain (โคเคน) ซึ่ง Cocaine เป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตาม  พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ
    โดย Cocaine ปกติจะไม่พบปนอยู่ในยาหรืออาหารและสามารถอยู่ในเลือดได้นาน 18-24 ชั่วโมง หลังเสพ
    3.Cocaethylene เป็นสารที่เกิดขึ้นในเลือดในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย (Metabolism)  หลังการเสพ Cocaine ร่วมกับแอลกอฮอล์
    4.Caffeine (คาเฟอีน) ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทฯ โดยเป็นสารที่พบได้ใน ชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลมชนิดน้ำดำ เป็นต้น และสามารถพบในปัสสาวะได้นาน 2-3 วันหลังเสพ
    ผศ.พลอากาศตรี นายแพทย์วิชาญ เปี้ยวนิ่ม
    หัวหน้าสาขาวิชานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
    ก็ชัดเจน........
    ว่าผลตรวจสอบนี้ เป็น "ข้อมูลใหม่" ที่พนักงานสอบสวนใช้เป็นหลักฐาน "รื้อฟื้นคดี" ได้ ในความผิดตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
    มาตรา ๔๓ ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ  
    มาตรา ๑๕๗/๑....ฯลฯ....
    ผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอีกหนึ่งในสาม 
    และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่...ฯลฯ.....
    ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
    นอกจากความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรแล้ว ยังสามารถแจ้งข้อหาใหม่ ความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด มาตรา ๙๑ อีกคดีหนึ่ง
    "ผู้ใดเสพยาเสพติดประเภท ๒ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
    โทษจำเกินกว่า ๑ ปี มีอายุความ ๑๐ ปี นายบอสเสพโคเคนปี ๒๕๕๕ จะหมดอายุความปี ๒๕๖๕ 
    ก็หมายความว่า ในข้อหาเสพยาเสพติดประเภท ๒ ยังไม่ขาดอายุความ ตำรวจสามารถตั้งข้อหานี้กับนายบอสได้
    และก็ยาก ที่ตำรวจจะหนีคำถามว่า "เป่าคดี" ในข้อหานี้ทิ้งไปแต่แรกใช่มั้ย?
    และที่เคยตอบคำถามในประเด็นที่ไม่ตรวจแอลกอฮอล์นายบอสว่า เพราะผู้ต้องหาหลบหนี นั้น 
    ข้อเท็จจริง นายบอสหนีหลังประกันตัว ตอนเกิดเหตุจับกุมตัวได้ ส่งไปตรวจหาสารแปลกปลอมในร่างกาย ผลยืนยันเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์
    แต่ทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการ..........
    "สั่งไม่ฟ้อง" ฐาน "ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" ทิ้งไปตั้งแต่แรกเช่นกัน!?
    จงใจ "เป่าคดี" ข้อหาเมาแล้วขับหรือไม่ นี่ก็เป็นประเด็นที่สังคมอยากฟังคำตอบจากสององค์กรกฎหมาย
    เพราะผลตรวจร่างกาย เชื่อมโยงการเสพโคเคนกับการดื่มแอลกอฮอล์อยู่ด้วยกัน การจะตั้งข้อหาใด-ข้อหาหนึ่ง "ข้อหาเดียว" ก็ไม่ได้     
    ก็เลยดีดเอกสารชิ้นนี้ออกไปจากสำนวน นายบอสจึงไม่ต้องข้อหาทั้งเมาแล้วขับทั้งเสพยาเสพติด 
    เป็นเช่นนี้หรือไม่ สังคมอยากฟังคำอธิบายเช่นกัน?
    สังคมเกรงคณะสอบข้อเท็จจริงทั้งตำรวจและอัยการจะตกหล่นประเด็น จึงบันทึกช่วยจำ เพื่อช่วยกันผดุงดุลยธรรม
    ลงจากหัวชาวบ้าน...แล้วตอบด้วย!