'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'


เพิ่มเพื่อน    

         คอยฟังนะครับ!

                กรณี "สั่งไม่ฟ้อง" วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ "บอส เรดบูล" บัดนี้ คณะทำงานที่อัยการสูงสุดตั้งให้ตรวจสอบ

            "มีคำตอบ" แล้ว

            วันนี้ (๔ ส.ค.๖๓) "นายสมศักดิ์ ติยะวานิช" รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะ จะแถลง "ผลตรวจสอบ" ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ตอน ๔ โมงเช้า

            เพื่อเป็นคู่มือฟังผลสอบ ผมจะสรุปใจความใน "คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ" เป็นการปูพื้น ดังนี้

            ๑..........

            เมื่อ ๓ ก.ย.๕๕ เวลาประมาณ ๐๕.๒๐ น.ที่ถนนสุขุมวิท ผู้ต้องหาที่ ๑ "นายบอส" ขับเฟอร์รารี ชนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ ผู้ต้องหาที่ ๒ "ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ" ตาย

            -นายบอสไม่ได้หยุดรถหลังเกิดเหตุ ขับหลบหนีเข้าบ้าน

            -พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ นำตัวนายบอสมอบ พงส.

            -พนักงานตำรวจ กองพิสูจน์หลักฐาน ไปตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ

            -ส่งตรวจร่องรอยความเสียหายทางวิทยาการ

            -ส่งตัวนายบอสไปตรวจหาสารเสพติดและปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ รพ.บำรุงราษฎร์ ในวันเดียวกัน

            ๒.............

                ชั้นสอบสวน นายบอสให้การปฏิเสธ พงส.มีความเห็น "ควรสั่งฟ้อง" นายบอส

                -ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหาย และมีผู้ถึงแก่ความตาย

            -ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร แก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที 

            -ขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            -ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

            ***เห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายบอส ฐานขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            ๓............

            สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ วินิจฉัยแล้ว มีความเห็นและคำสั่งทางคดี โดยสั่งฟ้อง "นายบอส"

            -ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหาย และมีผู้ถึงแก่ความตาย

            -ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ฯลฯ

            -ขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย   

            -ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

            ***และเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายบอส ฐานขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            ๔............

            สำนักงานอัยการพิเศษฯ เมื่อสั่งฟ้องแล้ว แต่เห็นว่าเป็นคดีสำคัญที่ประชาชนสนใจ 

            จึงเสนอความเห็น "ควรสั่งไม่ฟ้อง" นายบอส ข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เพื่อพิจารณา

            ๕.............

                อธิบดีอัยการฯ พิจารณาแล้ว มีคำสั่งฟ้องนายบอส

            (๑) ข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถอื่นเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตาย

            (๒) ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ฯลฯ

            (๓) ขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

            ***สั่งไม่ฟ้องนายบอส ฐานขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            ๖...............

            ผบ.ตร.ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องนายบอสข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            ๗..............

            ระหว่างเสนอสำนวนไปยัง ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องนายบอส ข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            นายบอสขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดหลายครั้ง

            อัยการสูงสุดให้ พงส.สอบสวนเพิ่มเติมตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรม

            ๘...............

            ระหว่างรอผลสอบสวนเพิ่มเติม ปรากฏว่าข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยประมาทอันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน จะขาดอายุความฟ้องร้องในวันที่ ๓  ก.ย.๕๖ 

                สำนักงานอัยการพิเศษฯ จึงแจ้ง พงส.ให้ส่งตัวนายบอสมาพบอัยการเพื่อฟ้องคดี

            แต่นายบอสไม่มาตามนัด โดยมอบอำนาจให้ทนายมาขอเลื่อน

            สำนักงานอัยการพิเศษฯ เห็นว่านายบอสมีพฤติการณ์หลบหนี จึงแจ้งให้ พงส.ขอหมายจับจากศาล เพื่อนำตัวมาฟ้องภายในอายุความ

            ๙..................

                แต่จนถึง ๓ ก.ย.๕๖ ตำรวจก็ยังไม่ได้ตัวนายบอสมาส่งให้พนักงานอัยการฯ เพื่อฟ้อง

            เป็นเหตุให้ "ข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และขับรถโดยประมาทอันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน"

            ขาดอายุความ

            อัยการฯ จึงมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีกับนายบอสในข้อหานี้

            ๑๐...............

                ต่อมา ๒๗ พ.ย.๕๖ "อัยการสูงสุด" มีคำสั่งยุติเรื่องขอความเป็นธรรมของนายบอส

            สำนักงานอัยการพิเศษฯ จึงแจ้งเตือนให้ พงส. "ส่งหมายจับ" นายบอสให้อัยการ

            แต่ พงส.ก็ไม่ดำเนินการ

            ทั้งนายบอสก็ยื่นหนังสือขอเลื่อนการฟังคำสั่งทางคดีของพนักงานอัยการโดยตลอด

            ผ่านไป ๕ ปี (-เปลว)

            จนถึง ๑ พ.ค.๖๐ พงส.สน.ทองหล่อ ส่งสำเนาหมายจับนายบอสให้อัยการ

            สำนักงานอัยการพิเศษฯ มีหนังสือถึง ผบ.ตร.

            "ขอให้จัดการให้ได้ตัวนายบอสมาฟ้องคดี ภายในอายุความ ๑๕ ปี นับแต่วันกระทำความผิด"

            ๑๑................

            ผ่านไปอีก ๕ เดือน (-เปลว)

            จนถึง ๓ ก.ย.๖๐ พงส.ยังไม่สามารถจับกุมนายบอสมาส่งอัยการเพื่อยื่นฟ้องได้

            เป็นเหตุให้........

            ข้อหา "ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่น ฯลฯ"

            "ขาดอายุความ"

            อัยการจึงมีคำสั่งยุติดำเนินคดีกับนายบอสในข้อหานี้     

            ๑๒............

            หลังจากที่ "อัยการสูงสุด" มีคำสั่งให้ยุติเรื่องขอความเป็นธรรมของนายบอสไปแล้ว นายบอสยังยื่นอีกหลายครั้ง

            รวมทั้งขอความเป็นธรรมต่อ "คณะกรรมาธิการกฎหมายกระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ" สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.-ปี ๒๕๕๗ )

            จน "อัยการสูงสุด" ต้องมีคำสั่งให้ พงส. "สอบสวนเพิ่มเติม" ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมอีกหลายครั้ง         

            ต่อมา...........

            รองอัยการสูงสุด (นายเนตร นาคสุข อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ขณะรักษาการในตำแหน่ง รองอัยการสูงสุด) พิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว มีความเห็นว่า

            "คดีมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาเฉพาะข้อกล่าวหาของนายบอสว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑

                ตามที่อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งฟ้องว่า 'มีข้อเท็จจริงใหม่เพียงพอที่จะกลับความเห็นและคำสั่งเดิมหรือไม่ อย่างไร' "

            ๑๓..................

            ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อเหตุที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้  ๑ (โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้) มีคำสั่งฟ้องนายบอส ในความผิดฐานนี้

            เนื่องจากได้ความจาก พ.ต.ต.ธนสิทธิ แตงจั่น ผู้ตรวจสอบความเร็วของรถยนต์ ว่าขณะเกิดเหตุ รถยนต์คันที่นายบอสขับ แล่นด้วยความเร็วเฉลี่ย ๑๗๗ กม./ชม.

            พ.ต.ต.ธนสิทธิ ยืนยันว่าการคำนวณอาจมีความคลาดเคลื่อน (จากความเร็วเฉลี่ย ๑๗๗ กม./ชม.)  มากขึ้นหรือน้อยลง ประมาณ ๑๗ กม./ชม.

             ซึ่งความเร็วดังกล่าวเกินกว่าความเร็วของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จะแล่นได้ภายในกรุงเทพมหานคร (๘๐ กม./ชม.) ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

            "การกระทำของนายบอส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท ปราศจากความระมัดระวังในการขับรถ"

                ๑๔.............

            ต่อมา เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรม ได้มีการสอบสวนพยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

            คือ พ.ต.ท.สมยศ แอบเนียน และ พ.ต.ท.สุรพล เดชรัตนวิไชย พยานผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจดูสภาพความเสียหายของรถทั้งสองคัน เปรียบเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเฉี่ยวชนในคดีอื่น

            แล้วต่างให้การประเมินความเร็วรถที่นายบอสขับขี่ขณะชนมอเตอร์ไซค์ดาบวิเชียร ว่า "ไม่ใช่ความเร็วประมาณ ๑๗๐ กม./ชม."

            และจากการสอบสวน รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม พยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญ (เมื่อ ๒๓ ม.ค.๖๐) ในประเด็นเกี่ยวกับการคำนวณความเร็วของรถยนต์และรถจักรยานยนต์

            ได้ความว่า........

            ความเร็วรถยนต์ Ferrari FF ก่อนเกิดเหตุ จะได้ความเร็วประมาณ ๗๖.๑๗๕ กม./ชม.

            ใกล้เคียงกับความเห็นของ พ.ต.ท.สมยศ ที่ตรวจร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันแล้ว

            สันนิษฐาน ว่า.......

            "รถทั้งสองคันแล่นนำ จะแล่นด้วยความเร็วไม่เกิน ๘๐ กม./ชม."

            ๑๕............

            และความเห็นของ พ.ต.ต.ธนสิทธิ (ยศขณะให้การเพิ่มเติม เมื่อ ๒ มี.ค.๕๙) ว่าจากการคำนวณหาความเร็วโดยวิธีใหม่ ได้ความเร็วรถที่นายบอสขับ ประมาณ ๗๙.๒๓ กม./ชม.

            (พ.ต.ต.ธนสิทธิ คือผู้ตรวจสอบความเร็วของรถครั้งแรกที่ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุ รถคันที่นายบอสขับ แล่นด้วยความเร็วเฉลี่ย ๑๗๗ กม./ชม.-เปลว)

            ๑๖............

                ต่อมา เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้อีก

            ๔ ธ.ค.๖๒ มีการสอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติม

            คือพลอากาศโทจักรกฤช ถนอมกุลบุตร และนายจารุชาติ มาดทอง ได้ความว่า

            "พยานทั้ง ๒ ขับรถยนต์แล่นตามหลังรถจักรยานยนต์คันที่ดาบวิเชียร ขับขี่มาด้วยความเร็วไม่เกิน  ๒๐ กม./ชม.(ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด)

            ให้การว่า 'นายบอสขับรถยนต์มาด้วยความเร็วประมาณ ๕๐-๖๐ กม./ชม.' "

            ๑๗.............

            เมื่อพยานสองปากเป็นประจักษ์พยานในขณะเกิดเหตุ ให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดีสอดคล้องกับคำให้การของพยานผู้เชี่ยวชาญ

            (คือ พ.ต.ท.สมยศ, พ.ต.ท.สุรพล, รศ.ดร.สายประสิทธิ์ และ พ.ต.ต.ธนสิทธิ ที่มากลับคำให้การจากครั้งแรก-เปลว)

                ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่า..........

                เหตุที่เกิดขึ้น จึงเป็นเหตุสุดวิสัย มิใช่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของนายบอส

            แต่เกิดจากความประมาท ปราศจากความระมัดระวัง ของดาบวิเชียร ที่เปลี่ยนช่องทางเดินรถในระยะกระชั้นชิด

            การกระทำของนายบอส .........

            "จึงไม่มีความผิด ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๑

            คดี มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องนายบอส ในความผิดฐานนี้

            อนึ่ง ฝ่ายดาบวิเชียร (ผู้ตาย) ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทนจากนายบอส จนเป็นที่พอใจ

                และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา กับนายบอสอีกต่อไป"

            ๑๘...........

            จึงมี "คำสั่งเด็ดขาด" ไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ฐาน กระทำการโดยประมาท และการกระทำนั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

            ครับ....

            จะพบว่า ข้อหา "ขับรถขณะเมาสุรา" ทั้งตำรวจ-อัยการตัดทิ้งดื้อๆ แต่แรก ส่วนข้อหาอื่น เห็นพ้อง "สั่งฟ้อง" ด้วยกันไปแล้ว

            แต่ด้วยอำนาจอะไร จึงยืดไป-ย้วยมา สรุปจบเป็นว่าคนตายประมาท คนชนเป็น "เหตุสุดวิสัย" ไม่ผิด

            ก็รอฟังคณะตรวจสอบเฉลยละกัน!