เสรีภาพในการเป็นโรค


เพิ่มเพื่อน    

 

      โลกกลมๆ ใบนี้มันแปลกหรือเริ่มบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างก็ไม่รู้เหมือนกัน!!!

      เพราะจนทุกวันนี้ ในขณะที่ซีกโลกตะวันออกอย่างทวีปเอเชีย ตระหนักรับรู้ถึงการป้องกันตัวเองจากโรคไวรัสโควิด-19 ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์ทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน หรือต้องไปอยู่ในที่สาธารณะ สถานที่ชุมชนต่างๆ ทั้งการเดินทางโดยสารด้วยรถเมล์ รถไฟฟ้า รถทัวร์ และอื่นๆ นั้น ในซีกโลกตะวันตกอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ยังปฏิเสธการสวมใส่หน้ากากอนามัย

      ด้วยความรู้สึกที่ว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของพวกเขา

      เมื่อเร็วๆ นี้ มีสำนักข่าวทำการสำรวจความคิดเห็นชนอเมริกันที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัย แม้จะเดินตามห้างสรรพสินค้า และใช้บริการรถสาธารณะ      

      พวกเขาพากันโกรธและเรียกร้องว่า เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ ในเมื่อพวกเขาไม่ได้ป่วย ทำไมต้องใส่หน้ากาก ที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบาย

      ด้วยทัศนคติเช่นนั้น คงไม่มีใครกล้าที่จะไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพในการที่เขาจะไม่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บด้วยตัวเขาเองได้ นอกเหนือจากสวดมนต์ด้วยความหวังว่า คนเหล่านี้จะไม่ป่วยไข้แล้วกลายเป็นคนแพร่ระบาดเชื้อไวรัสเสียเอง ...ก็เท่านั้น เพราะตามไทม์ไลน์แล้ว หากคนรักสิทธิเสรีภาพแบบไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ของความเป็นจริงเหล่านี้ ติดเชื้อไวรัสล่ะก็ กว่าเขาจะรู้ซึ้งถึงปัญหาก็ต้องใช้เวลา 14 วัน แล้วลองคิดดูสิว่า ระหว่าง 14 วัน การที่ไม่ใส่หน้ากากไปไหนต่อไหนตามอำเภอใจนั้น เขาเป็น "ซูเปอร์สเปรดเดอร์" ไปกว้างไกลขนาดไหนกันล่ะ

      จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราเห็นข่าวรายวันว่า ประเทศในแถบตะวันตกทั้งยุโรปและอเมริกานั้น ยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสกันมหาศาลต่อเนื่อง แข่งกับระยะเวลาที่จะค้นพบวัคซีนป้องกันโรคไวรัสชนิดดังกล่าว

      เรื่องแบบนี้มันสอนให้รู้ว่า การใช้สิทธิเสรีภาพนั้นก็ต้องรู้จักใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูก และเหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย

        การตะบี้ตะบันอ้างสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากเหตุผล ไม่เพียงสร้างปัญหาให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังทำร้ายคนส่วนใหญ่อย่างน่าโมโห เพราะคุณใช้ตรรกะแบบไหนกันที่จะบอกว่า เรื่องจะป่วยไม่ป่วยเป็นเรื่องของพวกเขา ธุระไม่ใช่ของคนอื่น ทั้งๆ ที่ทั่วโลกเขาประกาศปาวๆ ว่าไวรัสนี้แพร่กระจายและระบาดด้วยวิธีไหนบ้าง และการป้องกันที่ดีที่สุดลำดับแรกคือการสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมๆ กับการล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จะไปสัมผัสใบหน้า ปาก ตา รวมทั้งเวลารับประทานอาหาร

      เห็นข่าวแบบนี้แล้วเป็นสิทธิของเราที่จะไม่ไปเยือนประเทศสุ่มเสี่ยงเหล่านี้แน่นอน แต่อยากรู้จริงว่าเราจะมีสิทธิห้ามคนจากประเทศรักโรคมากกว่ารักโลก มาเยี่ยมเยือนบ้านเราสัก 2 ปีได้ไหมหนอ.

                                                              "ป้าเอง"


วิบากกรรม...."หมอเหวง" เพิ่งฝ่าสายฝนออกจากคุก ได้ ๒ วัน วานนี้กระเตง "ป้าธิดา" ไปเป็นเพื่อน ขึ้นศาลสืบพยานคดีชุมนุมปี ๒๕๕๒ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๑ ปีแล้วซินะ ยังวนเวียนอยู่กับคุก 

ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!
'ธนาธร-ปิยบุตร' ออกศึก