จับแกนนำม็อบมุ้งมิ้ง ก้าวไกล-ก้าวหน้าพล่าน/เหลิมโผล่ชงแก้3มาตรา


เพิ่มเพื่อน    

 ประธานวิปรัฐบาลระบุรอผลสรุป กมธ.ศึกษาแก้ รธน. ก่อนยอมรับแก้ยาก ขอฝ่ายค้านรอเดินหน้าไปพร้อมกัน เผยส.ว.บางคนเห็นด้วยตั้ง ส.ส.ร. "อนุดิษฐ์" วอน “บิ๊กตู่” สั่งการทุกฝ่ายร่วมแก้ รธน. "ดร.เหลิม" มาแปลก เสนอแก้ 3 มาตรายกเลิกรธน.ปี 60 นำปี 40 ใช้ อ้าง กม.ไม่ห้ามถือว่าทำได้ “ปิยบุตร” ดันล้างมรดก คสช. แต่ขอ ส.ว.ร่วมมือกันแก้ ปชช.ปลดแอกนัดชุมนุมใหญ่ 16 ส.ค.ที่อนุสาวรีย์ฯ ขณะที่ "อานนท์-ไมค์" โดนตำรวจจับ แจ้ง 7 ข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "โรม-ปิยบุตร-ช่อ" โวยใช้กฎหมายปิดปาก

    เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงความคืบหน้าการพูดคุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาลว่า พรรคร่วมรัฐบาลขอให้รอคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 สรุปและส่งรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อน เพื่อให้ทราบแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรดำเนินการอย่างไร
    “กรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาในวันที่ 15  สิงหาคมนี้ อยากขอร้องให้ฝ่ายค้านเดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และแก้ไขยากพอสมควร จึงขอให้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ” ประธานวิปรัฐบาลกล่าว
    ส่วนกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มีผลต่อการตัดสินใจของวิปรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า ถือเป็นอีกเรื่อง และไม่ขอนำมาปนกัน เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งต้องพูดคุยกัน โดยพูดคุยกับ ส.ว.บางคนนอกรอบบ้างแล้ว ซึ่งก็สนับสนุนการแก้ไขในบางประเด็นที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับ ส.ว. ขณะเดียวกัน ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ วิปรัฐบาลประชุมร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมสภาในสัปดาห์หน้า โดยในวันนี้ที่ประชุมพูดคุยแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยจะให้แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลไปแจ้งพรรคการเมืองของตนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ก่อนนำ ความเห็นมาเสนอต่อวิปฯ เพื่อตัดสินใจร่วมกันต่อไป
    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.และพวกพ้องอยู่เบื้องหลังการสร้างรัฐธรรมนูญปี 60 ฉบับนี้ขึ้นมาเอง พร้อมกับผูกเงื่อนตายให้แก้ไขได้ยากมาก ยกเว้นจะได้รับไฟเขียวจาก พล.อ. ประยุทธ์เท่านั้น ดังนั้นหากนายกฯ มีความจริงใจก็สามารถแก้ไขได้ทันที ไม่จำเป็นต้องออกตัวโยนให้เป็นเรื่องของรัฐสภา
    "การเตะถ่วงหรือขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยิ่งกลายเป็นประเด็นเร่งเร้าให้ม็อบจุดติด และทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบมากขึ้น จะทำให้การชุมนุมขยายตัวและแพร่หลายไปทั้งประเทศ  จึงอยากขอวิงวอนให้นายกฯ และพวกพ้องรีบสั่งการทุกฝ่าย ให้ความร่วมมือกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
     ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เสนอทางออกประเทศไทย มีใจความสำคัญว่า 1.ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 60 ทันที 2.ให้นําเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้บังคับเป็นการชั่วคราวทันที 3.นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน โดยเป็นการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 จากนั้น จึงมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถาวรต่อไป เพื่อให้เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริง ผมจะได้เสนอให้สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านพิจารณาเห็นชอบใน 3 ข้อดังกล่าว โดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 63 ซึ่งจะมีเพียง 3 มาตราดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีเนื้อความยุ่งยากใดๆ พิจารณาเพียง 3 วันก็แล้วเสร็จ จากนั้นก็จะนําส่งให้ผู้นําฝ่ายค้านนําขึ้นกราบบังคมทูลทรงพระราชวินิจฉัยประกาศใช้ต่อไป
กม.ไม่ห้ามนำรธน.ปี40มาใช้
    แถลงการณ์ระบุอีกว่า หากจะมีผู้กล่าวอ้างว่าวิธีนี้ไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 60 ขอเรียนว่า ถูกต้อง เพราะมีแต่บทบัญญัติเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จึงเป็นความจริงที่ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการออกรัฐธรรมนูฉบับใหม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม กรณีจึงเป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีบทบัญญัติเขียนให้กระทําได้ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้กระทํา ซึ่งย่อมต้องถือว่ากระทําได้ เพราะได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้ไว้ในมาตรา 5 วรรคสองว่า “เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้น หรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข" และมั่นใจว่าข้อเสนอของข้าพเจ้าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษา และภาคธุรกิจ และในที่สุดแล้วพวกเราทุกคนก็จะช่วยกันนําพาประเทศชาติบ้านเมือง ให้พลิกฟื้นฟันฝ่าอุปสรรคทั้งปวง ให้ประเทศไทยกลับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และทุกคนอยู่ดีกินดีได้อย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด
     นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน ส.ว. ไม่เห็นด้วยหากจะแก้มาตรา 256 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร. ว่าไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเพราะที่มาของ ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต่างจาก ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคนเพียงไม่กี่คน การพูดเช่นนี้ของนายพรเพชรจึงเป็นการดูถูกประชาชน
    ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯ เปิดเผยว่า การประชุม กมธ.วันนี้ (7 ส.ค.) พูดถึงบทเฉพาะกาลซึ่งเป็นบทบัญญัติที่วางไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยต้องยกเลิกมาตรา 279 ซึ่งรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง และการใช้อำนาจต่างๆ ของ คสช.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มาตรานี้เหมือนหลุมดำของรัฐธรรมนูญ เพราะยกเว้นให้กับการใช้อำนาจของ คสช.ตลอดช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังจะเสนอให้ยกเลิกมาตรา 269, 270, 271 และ 272 ซึ่งว่าด้วย ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล 250 คน มีเวลา 5 ปี ซึ่งเห็นว่าเวลานี้ภารกิจของ ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลได้สิ้นสุดลงไปแล้ว คือได้เลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่ายในกรณีที่หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นครั้งหน้าคิดว่า ส.ว.ทั้ง 250 คนควรต้องยุติบทบาทตรงนี้
    เมื่อถามว่า การแก้มาตรา 256 จำเป็นต้องใช้เสียง ส.ว.สนับสนุนและการแก้มาตราอื่นๆ โอกาสเป็นไปได้แทบไม่มี นายปิยุบตร กล่าวว่า มันเป็นปัญหาไก่กับไข่ว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนกัน ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้วางไว้ว่า ส.ว.จะต้องมีส่วนแก้รัฐธรรมนูญด้วย ถ้าเราไม่มี ส.ว. 84 คนเป็นอย่างน้อยก็ไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ดังนั้นตนขอความร่วมมือกับ ส.ว. 250 คนว่าถ้าท่านนั่งอยู่แบบนี้ต่อไปนานวันขึ้น ความชอบธรรมก็จะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นแทนที่ท่านจะถูกกดดันและไล่ออกไป คิดว่า ส.ว.ควรแก้เรื่องนี้ดีกว่า แล้วกลับมาเป็น ส.ว.ตามปกติ  
    นายปิยบุตรกล่าวว่า มีขั้นตอนในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนอยู่แล้ว ส่วนการตั้ง ส.ส.ร.ก็ดำเนินการไป ซึ่งที่สุดแล้วจะเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาว่าอย่างน้อยที่สุดเรื่องเหล่านี้ได้รับการแก้ไข ตนเชื่อว่าจะทำให้อุณหภูมิความร้อนแรงของการชุมนุมบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง ส่วนหากยุบสภาตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเป็นไปได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯ อีก โดยกลไก ส.ว. 250 คน หากเรายกเลิก ส.ว.ออกไป เชื่อว่าหากมีการยุบสภาเกิดขึ้น เชื่อการตัดสินใจของคนที่จะไปร่วมรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ล่า5หมื่นชื่อร่วมรื้อรธน.
    นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า จุดยืนพรรคก้าวไกลคือสนับสนุนและ เห็นด้วยให้มีการยกเลิก ม.269-272 ที่เป็นเรื่องบทเฉพาะกาล ส.ว.  5 ปี เพราะนี่เป็นอัปลักษณะที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกคนจำนวนมากต่อต้าน ดังนั้นควรยกเลิก การที่ ส.ว.มีที่มาจากการเลือกของ คสช. ตาม ม.269 แล้วกลับไปใช้ ส.ว. ตามหมวดปกติ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้ายังคงตรงนี้ไว้ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระหว่างนี้ มีการเลือกนายกฯ อีกครั้ง การที่ให้อำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯ ด้วย เชื่อว่าจะนำมาสู่ความขัดแย้ง ทางการเมืองครั้งใหญ่อย่างแน่นอน  
       ที่ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร  LT.1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์ - iLaw) จัดกิจกรรมแถลงเปิดตัวแคมเปญ เข้าชื่อ 50,000 ชื่อ ร่วมรื้อร่วมสร้างร่วมร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมเปิดล่ารายชื่อ โดยมีเครือข่ายประชาชนเข้าร่วม อาทิ People Go, Constitution Advocacy  Alliance (CALL), คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ( ครช.), คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และคณะประชาชนปลดแอก
    โดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ กล่าวว่า ไอลอว์ชักชวนภาคประชาชนที่เห็นร่วมกันเพื่อรื้อรัฐธรรมนูญเผด็จการ ส่วนรัฐธรรมนูญใหม่มีเนื้อหาอย่างไรอยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศกำหนดจึงได้ล่ารายชื่อเพื่อปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่เป็นเผด็จการปัจจุบัน โดยมีที่มาจาก ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง
    ที่รัฐสภา นายคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์  โฆษก กมธ.วิสามัญรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะ กมธ.ในช่วงสัปดาห์นี้ ว่าได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาชี้แจง ซึ่ง กมธ.ได้สอบถามถึงการคุกคามนักศึกษาประชาชน ได้รับการยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามพูดคุยกับนิสิตนักศึกษาด้วยความรอบคอบ
    อย่างไรก็ตาม คณะ กมธ.ได้ทำหนังสือขอจำนวนและรายชื่อนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดี โดยในสัปดาห์หน้าจะได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาชี้แจงเพิ่มเติมถึงจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี พร้อมกับจะเชิญอัยการและทนายพิทักษ์สิทธิมาร่วมให้ข้อมูลด้วย และเตรียมเปิดช่องทางรับฟังความเห็นผ่านทางทวิตเตอร์ ส่วนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้มีตัวแทนลงพื้นที่รับฟังความเห็นบ้างแล้ว และในวันจันทร์ที่ 10 ส.ค.นี้ ก็เตรียมจะลงพื้นที่สังเกตการณ์ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ส่วนการชุมนุมใหญ่ของคณะประชาชนปลดแอก ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ คณะ กมธ.ก็พร้อมไปสังเกตการณ์รับฟัง
    ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คณะประชาชนปลดแอก นำโดยนายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี หรือฟอร์ด เลขาธิการคณะประชาชนปลดแอก, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์  โฆษกคณะประชาชนปลดแอก, นายสิรภพ อัตโตหิ สมาชิกคณะประชาชนปลดแอก (เพศทางเลือก) และคณะจัดกิจกรรมอ่านแถลงการณ์เปิดตัวคณะประชาชนปลดแอก - Free People พร้อมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และร้องเพลง Do You  Hear The People Sing?
    โดยแถลงการณ์ยืนยันข้อเรียกร้องตั้งแต่การชุมนุมในนามเยาวชนปลดแอกทั้ง 3 ข้อ และเมื่อถามถึงการที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นายทัตเทพกล่าวว่า เรากลัวว่ารัฐบาลจะยุบสภาโดยไม่ทำอะไรกับรัฐธรรมนูญภายในสมัยประชุมสภานี้ ดังนั้นเดือน ก.ย.นี้ ต้องไม่มี 250 ส.ว.
ปลดแอกชุมนุมใหญ่16ส.ค.
    เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนนักศึกษา นายทัตเทพกล่าวว่า ข้อเรียกร้องเราชัดเจนพอแล้วที่รัฐบาลจะรับฟังไปปฏิบัติ เลิกเล่นละคร ซื้อเวลา คิดว่าเราจะสลายไปเอง ส่วน น.ส.จุฑาทิพย์กล่าวว่า เราไม่ประนีประนอม ถ้ารัฐบาลระดมคนมาเป็นตัวแทนเรา ขอประกาศว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ยอมรับ ไม่ให้ความเห็นอย่างแน่นอน
    นายทัตเทพเปิดเผยถึงการชุมนุมใหญ่ว่า ขอเรียกร้องให้นายกฯ มาขึ้นเวที โดยเราจะชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ 16 ส.ค.นี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ไม่ข้ามคืน เสร็จภายในเวลา 21.00 น. ส่วนในอนาคตจะยืดเยื้อหรือไม่นั้น อยู่ที่สถานการณ์ ถ้ารัฐบาลตีมึนเตะถ่วงไปเรื่อยๆ ก็มีลุ้น
    เมื่อถามถึงกรณีนายอานนท์ นำภา ที่ปราศรัยเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นายทัตเทพกล่าวว่า นายอานนท์เป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมปราศรัย ที่เราต้องศึกษา เรายินดีที่จะให้ปราศรัย เรายึดถือหลักประชาธิปไตย การแสดงออกเรื่องใดก็ตามเราเคารพการแสดงออกทุกประเด็น
    เมื่อถามกรณีนายอานนท์คิดว่าผู้ชุมนุมจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ นายสิรภพมองว่าถ้าสิ่งที่นายอานนท์พูดจริง ประชาชนจะไม่ลดการชุมนุมลง หลายคนที่ตาสว่างจะเข้ามาร่วมมากขึ้น
    วันเดียวกัน นายอานนท์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้โพสต์ภาพหมายจับ พร้อมข้อความระบุว่า "ผมโดนจับแล้ว"  ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหายุยง ปลุกปั่น
     ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทนายความประจำสำนักกฎหมาย อ.อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง และเพื่อน เข้าพบ พ.ต.อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผู้กำกับ สน.สำราญราษฎร์ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอานนท์ โดยกล่าวหาจัดชุมนุมปราศรัยละเมิดกล่าวหาสถาบันฯ ทางด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 63 กลุ่มแกนนำกิจกรรมได้ดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มบุคคลเพื่อเรียกร้องในประเด็นต่างๆ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และยังเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จึงได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.สำราญราษฎร์ จากการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และขออนุมัติศาลออกหมายจับและในวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายภาณุพงศ์ จาดนอก และนายอานนท์ นำภา แกนนำจัดกิจกรรม หมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 6 ส.ค.63 ใน 7 ข้อหา คือร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนฯ ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมหรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันง่าย หรือในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคฯ ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ ร่วมกันวางตั้งยื่นหรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรฯ ร่วมกันตั้งวางหรือกองวัตถุใดๆ บนถนนฯ และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ
จับ"อานนท์-ไมค์"ปลุกปั่น
    ขณะที่ พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รอง ผบช.น. เดินทางมาร่วมสอบปากคำที่ สน.สำราญราษฎร์ โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งก็เดินทางมาให้กำลังใจและสังเกตการณ์การดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง จนทางเจ้าหน้าที่นำตัวนายอานนท์ออกเดินทางจาก สน.สำราญราษฎร์ไป มีรายงานว่าจะนำตัวไปควบคุมไว้ที่ สน.บางเขน จากนั้นได้มีการควบคุมตัวนายภาณุพงศ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับอีกคนเข้ามาสอบสวน
    สำหรับนายภาณุพงศ์ คือหนุ่มที่ยืนชูป้ายไล่ พล.อ.ประยุทธ์  เมื่อคราวเดินทางไปลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้กำลังใจคนพื้นที่จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 15  ก.ค.ที่ผ่านมา
       นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ทวีตข้อความและโพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอประณามการควบคุมตัวนายอานนท์ และนักกิจกรรมอื่นๆ นี่คือการปฏิเสธข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่ต้องการให้หยุดคุกคามประชาชน การจับคือการใช้กฎหมายคุกคามประชาชนเพียงเพื่อปกป้องรัฐบาลให้อยู่สืบทอดอำนาจได้ นี่ไม่ใช่แค่จับนายอานนท์ แต่คือการทำลายหลักการพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชน
    นายรังสิมันต์ยังระบุด้วยว่า ตนเองและ ส.ส.พรรคก้าวไกลได้เตรียมเอกสารเพื่อยื่นประกันตัวให้กับนายอานนท์และนักกิจกรรมทางการเมืองที่จะถูกดำเนินคดี หวังว่าศาลจะให้นายอานนท์และผองเพื่อนได้กลับบ้าน รวมถึงติดแฮชแท็ก #saveทนายอานนท์ ด้วย
    นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ในทวิตเตอร์เช่นกันว่า "การจับอานนท์และไมค์ในวันนี้ คือ 1 ในวิธีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ตั้งข้อหาทิ้งไว้ ออกหมายจับไว้ให้เป็นชนักปักหลัง จังหวะสัญญาณมาเมื่อไร ก็นำมาใช้จับกุม เพื่อมิให้พวกเขาได้ใช้เสรีภาพอีกต่อไป ทั้งหมดนี้ ไม่ต้องใช้ปืน แต่มันมาในนามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
     ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ทวิตเตอร์ว่า การพูดข้อเสนอในการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณะ ด้วยความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่น ไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน แต่เป็นการใช้สิทธิของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ อย่ายอมให้เขาใช้ความกลัวปิดปากเรา #saveทนายอานนท์
    ต่อมานางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย เผยว่า การออกหมายจับและตั้งข้อกล่าวหาทั้งสองคน เป็นปฏิบัติการที่ไม่ได้สัดส่วนอย่างสิ้นเชิงอีกครั้งหนึ่งของตำรวจไทยเพื่อปราบปรามการใช้สิทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบ โดยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าเพื่อข่มขู่ผู้ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์นี้   
“นอกจากต้องถอนข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูลความจริงเช่นนี้แล้ว แอมเนสตี้เรียกร้องทางการไทยให้การประกันว่าจะมีการคุ้มครอง รักษาความมั่นคงปลอดภัย ไม่ให้มีการตอบโต้เอาคืนกับบุคคลใดก็ตาม ซึ่งมีชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา”
ในช่วงเย็น ที่ศาลอาญา พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ นำตัวนายอานนท์และนายภาณุพงศ์มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 7-18 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งพนักงานสอบสวนยังได้คัดค้านการประกันตัว ขณะที่ผู้ต้องหาก็ได้ยื่นคำคัดค้านการฝากขังครั้งนี้ โดยอ้างเหตุการณ์ถูกจับกุมโดยมิชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลให้พิจารณาแล้ว นายอานนท์ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ที่ใช้วิชาชีพทนายความเป็นหลักประกัน ส่วนนายภาณุพงศ์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยมีนายรังสิมันต์มาเป็นนายประกันโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส.เป็นหลักทรัพย์ จนกระทั่งเวลา 19.00 น. ทั้งคำร้องฝากขังและคำคัดค้านการฝากขังของผู้ต้องหาทั้งสอง กับคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ล่าสุดเวลา 19.25 น. ศาลได้มีคำสั่งให้ไต่สวนคำร้องคัดค้านการฝากขัง
    วันเดียวกัน ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ บางเขน  กทม. นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทนายความประจำสำนักกฎหมาย อ.อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง เข้ายื่นเรื่องขอให้สภาทนายความฯ ลบชื่อนายอานนท์ นำภา ออกจากทะเบียนทนายความ เนื่องจากมีพฤติกรรมเข้าข่ายละเมิด ข้อบังคับสภาทนายความฯ จากการปราศรัยที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 3 ส.ค.63 มีเนื้อหายุยง ปลุกปั่น บิดเบือน และล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ เหลืองอังกูร อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และนายปัญญา จารุมาศ เลขานุการคณะกรรมการมรรยาททนายความ เป็นผู้รับเรื่อง
    นายเกียรติศักดิ์กล่าวว่า เมื่อรับเรื่องร้องเรียนมา ทางสภาทนายความฯ จะ เร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นจะเร่งพิจารณาเป็นการเร่งด่วน คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์จะมีความชัดเจน โดยจะเชิญนายอานนท์มาให้ถ้อยคำใน เรื่องนี้ด้วย สำหรับฐานความผิดหนักที่สุดคือการลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ.
    

 


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน