สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'


เพิ่มเพื่อน    

          เมื่อวาน เปิดเฟซ.......

            เห็นภาพที่คุณ Aks Imaginate โพสต์ไว้ ชอบใจมาก

            เป็นภาพหนังสือพิมพ์ตั้งๆ จำนวนมาก ไม่ได้แกะเชือกมัด โรงพิมพ์ส่งมาสภาพไหน ก็ยังคงอยู่ในสภาพนั้น ไม่ได้ขายเลย

            มีป้ายติดไว้ว่า.....

            หนังสือพิมพ์ใหม่ กิโลละ ๒๐ บาท

                ถูกมากๆ จ้า

                และเจ้าของโพสต์ ยังเขียนอธิบายภาพซ้ำไว้ชนิด ชวนฮาน้ำตา (เจ้าของหนังสือพิมพ์) เล็ด ว่า

            "เมื่อเช้าไปซื้อไข่​ เจอป้าย ​นสพ.ใหม่โลละ ๒๐ ไม่กล้าเข้าไปดูเลยหัวไหน #ใจไม่แข็งพอ"

            ครับ....ยุคนี้ เป็นยุค "ขาขึ้น(ก่ายหน้าผาก)" ของสื่อหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าสื่อฉบับยักษ์ ฉบับกระจอกอย่างไทยโพสต์ เหมือนกันหมด

            คือ คนยังเสพสื่อ แต่เปลี่ยนจากเสพสื่อหนังสือพิมพ์ ไปเป็นเสพสื่อออนไลน์

            "สื่อหนังสือพิมพ์ตาย-สื่อออนไลน์โต" ใครไปถามเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ว่าจะเอาไงต่อ แต่ละเจ้าบอก....ไม่รู้ กูยังมึน!

            "ไทยโพสต์" ของผมนี่ มันแปลกกว่าของชาวบ้านเขาหน่อย คือตอนยุคทอง เขาก็ขุดทองในหน้ากระดาษกันร่ำรวย

            ไทยโพสต์ก็ขุด แต่ไม่เจอทอง บิตคอยน์ก็ไม่เจอ เจอแต่ส้วม ก็อยู่แบบส้วมๆ เรื่อยมา ๒๐ กว่าปี

            ยุคขุดทองในกระดาษผ่านไป ยุคขุดทองในอากาศเข้ามาแทน

            หนังสือพิมพ์จึงอยู่ในสภาพอย่างที่เขาโพสต์ จากฉบับละ ๑๐-๒๐ บาท วันนี้ สดๆ ใหม่ๆ จากแท่นพิมพ์ กิโลละ ๒๐!

            ซื้อไปรองเข่ง หรือตัดเป็นกระดาษชำระแขวนตามส้วมสาธารณะ

            เมื่อสื่อกระดาษฟุบ สื่อออนไลน์เฟื่อง เจ้าของธุรกิจก็ย้ายฐานการผลิต ไปขุดทองในอากาศกัน

            แต่สื่อกระดาษไทยโพสต์ ก็ยังขุดเจอแต่ส้วมเหมือนเดิม จึงสรุปเป็นภาพออกมาตอนนี้ได้ว่า.....

            ตอนยุคทองสื่อ เขารวยกัน ไทยโพสต์ก็ไม่ได้รวยกะเขา

            ครั้นยุคทองหมดไป เขาจนกัน ไทยโพสต์ก็ไม่ได้จนกะเขา!

            การเป็นหนังสือพิมพ์นอกระบบเศรษฐกิจและสังคมทุน ก็ดีไปอย่าง ถึงมันไม่ทำให้ร่ำรวย ไม่ทำให้เหลือเฟือ

            แต่ถ้าสัตย์ซื่อในอาชีพ

            ศรัทธาและความเชื่อจากสังคม มัน "อุ้มตัวสื่อ" ไม่ให้ลอย ไม่ให้จม อยู่แบบเลียงผา พิงหน้าผา เลียบาดแผล ไม่พึ่งใคร เว้นแต่ ต้องการตายเอง!

            ใครจะนึก ว่าจะมีวันนี้ วันที่หนังสือพิมพ์สด-ใหม่จากแท่น จากขายเป็นฉบับ เป็นขายเป็นกิโล

            กระนั้น คนก็ยังไม่ซื้อ........

            เหลือบานเบะเป็นตั้งๆ มันหมายถึงอะไร หมายถึงยุค "หนังสือพิมพ์สูญพันธุ์" เหมือนไดโนเสาร์อย่างนั้นใช่ไหม?

            ผมคงตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการสื่อ หรือกูรูสื่อ แต่ตอบแบบ ดร.สายประสิทธิ์ คือใช้ความรู้สึกสันนิษฐานเอาพอได้

            ผมว่า ไม่มีทาง สื่อหนังสือพิมพ์ ยังไงๆ ก็ไม่สูญพันธุ์ จะฟุบ-จะเฟื่อง สลับกันไปในแต่ละยุคสมัย

            อยู่ที่ว่า ผู้คนยุคนั้น-สมัยนั้น หนักไปทางใช้สัญชาตญาณตอบสนอง หรือทางจิตสำนึกตอบสนองสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาเร้าแต่ละกาล

            "การตอบสนอง" นี่ด้านผู้อ่าน........

            แต่สำคัญที่สุด อยู่ที่ด้าน "ผู้นำเสนอ" คือผู้ทำสื่อ ว่าตีโจทย์คำว่า "สื่อ" ออกหรือไม่ และหาหัวใจสื่อให้เจอมั้ย?

            ทุกวันนี้ คนเสพสื่อออนไลน์กันมาก เพราะอะไร เพราะมันเร็ว ทุกคนเป็นเจ้าของสื่อได้เหมือนกัน ทุกคนสื่อสารได้ ๒ ทางในเวลาเดียวกัน

            คือเป็นได้ทั้งรับข่าวสาร และทั้งเป็นผู้ผลิตข่าวสาร จะปล่อยข่าว ปลอมข่าว ด่าพ่อล่อแม่ใคร จะปลุกระดม ปั้นเรื่อง-ปั่นข่าว ทำได้เดี๋ยวนั้น ทันที

            และไม่ต้องลงทุนเป็นร้อยล้าน-พันล้านอย่างสื่อหนังสือพิมพ์ แค่มีมือถือเครื่องเดียวก็ครองโลกได้แล้ว

            ต่างกับสื่อหนังสือพิมพ์ ต้องใช้ทุนเป็นร้อย-เป็นพันล้าน ทั้งค่าคน ค่าเครื่องจักร ค่ากระดาษ ค่าภาษีสารพัด

            ค่าทนายจำเลยอีกตะหาก!

            รายวัน เรียกว่าเร็วแล้ว แต่ยุคไอทีครองโลก นาทีเดียวก็ช้าแล้ว ดังนั้น ออนไลน์ขายความเร็ว แต่หนังสือพิมพ์ขายความล่า

            แล้วใครจะซื้อ?

            แต่คนก็ต้องวนกลับเข้าหาหนังสือสือพิมพ์อีกจนได้ เพราะถึงที่สุดของที่สุดแล้ว มนุษย์จะรู้สึกว่า

            ส่วนประกอบหลักของ "ความเร็ว" คือ "ความลวง"

            อยู่กับเร็วที่เต็มไปด้วยลวงมากเข้า มันก็หน่าย จากใช้สัญชาตญาณ สติ-สัมปชัญญะจะค่อยๆ กลับมา

            พินิจ-พิเคราะห์ ต้องการ "ความจริงเสถียร" ในข่าวสารมากขึ้น เหมือนระบบ ๕ จี

            "สื่อหนังสือพิมพ์" นี่แหละ ผู้ผลิตสื่อถ้าวางตำแหน่งการทำหน้าที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ช้าหน่อย แต่ชัวร์ คนก็จะกลับมาอ่านหนังสือพิมพ์อีก

            หนังสือพิมพ์ซึ่งเดิมถือเป็น "สื่อกระแสหลัก" แต่ทุกวันนี้ กลายเป็นกระแสรองไปแล้ว

            ใครทำให้เป็นอย่างนั้น?

            ก็ตัวสื่อหนังสือพิมพ์เองนั่นแหละ สมัยก่อน วิทยุ-โทรทัศน์ เอาข่าวจากหนังสือพิมพ์ไปขายต่อ

            แต่เดี๋ยวนี้ วันๆ หนังสือพิมพ์-โทรทัศน์ คอยจ้องลอกเรื่อง-ลอกข่าวจากสื่อออนไลน์ไปขายต่อ

            ก็ทั้งที่รู้ ว่าหัวใจข่าวออนไลน์ จริง-เท็จ เป็นเรื่องรอง โพสต์ก่อนเป็นเรื่องหลัก บ่อยครั้ง หนังสือพิมพ์จึงเป็นตัวขยายข่าวเท็จ-ข่าวลวง

            จึงไม่แปลก ที่วันนี้ เกิดปรากฏการณ์ "สดๆ ใหม่ๆ ออกจากแท่น กิโลละ ๒๐"!

            เออ....

            ไม่ได้ตั้งใจคุยเรื่องนี้เลย จิ้มไป-จิ้มมา เวิ้งว้างออกอ่าวไปซะไกล อันที่จริง มีหลายเรื่องที่ตั้งใจคุย  ทั้งเรื่องม็อบรุ่นใหม่ แต่วิสัยทัศน์ย้อนไปยุคมนุษย์ถ้ำ

            ทั้งเรื่องคดี "บอส-เมาหลังขับ" หลังจากอัยการงัวเงียโงกหงับหลับซะนาน

            ท่านก็ตื่นมาบอกว่า "พบข้อมูลใหม่" แล้วสั่งการฉับไวให้ตำรวจชงสำนวนมาใหม่ ทั้งเรื่องความเร็วรถและเรื่องพบสารโคเคน

            ทางคณะตำรวจสอบตำรวจ ก็บอก พบ "ผู้ทำผิดกฎหมาย" แล้ว แต่ขออุบรายละเอียดไว้ก่อน

            ก็ทำสำนวนอ่อนปวกเปียกเป็นมะเขือเผาอย่างนั้น เด็กอมหัวนมมันยังรู้ว่า จู้ฮุกกรูกันแหงมๆ

            ถ้าบอกไม่พบตำรวจผิดเลยซักคน พี่จักรของผมก็บรรลัยจักรไปเท่านั้นน่ะซี!

            แต่ที่ปวดตับประชาธิปไตยระบบเลือกตั้ง ก็เรื่องที่อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

            สุดจะทนไหว ระเบิดเปรี้ยง.......

            "มีอนุ กมธ. (คือพวก ส.ส.) ในคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ บางคน

            โทรศัพท์เรียกเงิน ๕ ล้าน แลกกับการผ่านงบประมาณ"

            โห.........

            ฝีสังคมราชการและการเมือง แตกแต่ละหัว มันเน่าเหม็นตลบเมือง น่าขยะแขยงเหลือรับ

                ถ้าท่านนายกฯ ไม่ถือโอกาสปฏิวัติ "ล้างระบบ" ตอนนี้ ก็ไม่รู้จะไปล้างตอนไหน!


คนร่วมชุมนุม "ม็อบสามสัส" ระยะหลังดูจะออกอาการเซ็งๆ เห็นโพสต์บ่น....ไรวะ"เย็นนัดชุมนุม-ค่ำให้กลับไปกินนมนอน"!แบบนี้ มันคงจบหรอกนะ ที่ "รุ่นเรา" น่ะมันน่าจะไปจบที่ "คุก" ซะก่อนมากกว่า!

ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'