‘เนตร’ชิงไขก๊อก โถสปิริตคดีบอส


เพิ่มเพื่อน    

  "เนตร นาคสุข" คนสั่งคดีไม่ฟ้อง "บอส" ยื่นหนังสือลาออก อ้างแสดงสปิริตเพื่อองค์กร ยังยันใช้ดุลพินิจถูกต้อง "อรรถพล” ชี้ "รอง อสส." ไขก๊อกไม่กระทบสอบดุลพินิจ โบ้ยสอบวินัยต้องดู กม.อีกครั้ง "วิชา" เผยสรุปรายงานคดีชุดแรก 2 แผ่นส่ง "บิ๊กตู่" แล้ว แย้ม "ผบ.ตร. "รับผิดพลาดสั่งงานไม่ตามดู ลุ้นรื้อสั่งใหม่

    เมื่อวันที่ 11 ส.ค. สำนักงานอัยการสูงสุดเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่องสำนักงานอัยการสูงสุดแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และตั้งคณะทำงานตรวจสอบการสั่งคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด
    เนื้อหาเอกสารข่าวดังกล่าวช่วงแรกระบุถึงการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นคณะทำงานพิจารณาสั่งคดีอาญาสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ประกอบด้วย ?1.นายอิทธิพร แก้วทิพย์?? ??หัวหน้าคณะทำงาน ?2.นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์?? ?รองหัวหน้าคณะทำงาน ?3.นายอุทัย สังขจร???? คณะทำงาน ?4.นายประยุทธ เพชรคุณ? ??คณะทำงานและเลขานุการ ?5.นายนรา เขมอุดลวิทย์ ????คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีนายสมใจ โตศุกลวรรณ์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน
    จากนั้นสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ และจะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน จึงแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นคณะทำงานตรวจสอบความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ โดยคณะทำงานประกอบด้วย 1.นายสมศักดิ์ บุญทอง???? หัวหน้าคณะทำงาน อดีตรองอัยการสูงสุด 2.พล.อ.ประชาพัฒน์  วัจนะรัตน์ ??คณะทำงาน?? เจ้ากรมพระธรรมนูญ 3.พล.ท.กิตติยุทธ กิตติยุทธโยธิน ???คณะทำงาน หัวหน้าสำนักงานตุลาการศาลทหาร? และตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารสูงสุด 4.นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล ???คณะทำงาน อดีตรองอัยการสูงสุด 5.นายถาวร พานิชพันธ์ ????คณะทำงาน? อดีตรองอัยการสูงสุด 6.ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์??? เลขานุการ 7.ร.ต.อ.สกลกริช ฤทธิ์เดช ??ผู้ช่วยเลขานุการ  
    "วันนี้ (11 ส.ค.2563) นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการต่ออัยการสูงสุด เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการสั่งสำนวนคดีนี้ และเป็นการแสดงสปิริต (spirit) แก่องค์กรอัยการ และต้องการให้ทุกคนในสังคมเกิดความสบายใจ โดยยืนยันว่าการสั่งคดีนี้ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนและตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย" ท้ายเอกสารข่าวดังกล่าวระบุ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายเนตร จะครบกำหนดวาระการบริหารเนื่องจากอายุครบ 65 ปี ในวันที่ 30 ก.ย.2563 เมื่อครบวาระตำแหน่งบริหารแล้วยังสามารถขอต่อเป็นอัยการอาวุโสได้จนครบอายุ 70 ปี ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ มาตรา 58 บัญญัติว่า "ข้าราชการอัยการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง เพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา เมื่ออัยการสูงสุดสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ข้าราชการอัยการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง หรือรับการเสนอชื่อเพื่อสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเพื่อไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้ ในกรณีที่อัยการสูงสุดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อ ก.อ. เพื่อให้ ก.อ.เป็นผู้พิจารณา"
    นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวว่า ยังไม่เห็นหนังสือการขอลาออกของนายเนตรอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากเป็นจริงวันที่ 18 ส.ค.นี้ ก็ต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ส่วนตัวไม่คิดว่าการลาออกของนายเนตรจะกระทบกับการเสนอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบดุลยพินิจที่เจ้าตัวสั่งไม่ฟ้องคดีนายบอส เนื่องจากขณะที่มีคำสั่งยังอยู่ในช่วงดำรงตำแหน่งข้าราชการอัยการ จึงน่าจะตรวจสอบและมีผลย้อนหลังได้
    "ยืนยันการตรวจสอบดุลพินิจไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบทางวินัย เพราะหากเป็นอย่างหลัง จะต้องไปพิจารณาตัวบทกฎหมายอีกครั้ง" ประธาน ก.อ.กล่าว
    วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นคำร้องต่อประธานและคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ 2553 ม.30 (8) เพื่อดําเนินการเอาผิดทางวินัยและจริยธรรมต่อนายเนตร ที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธ
    ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน
    ต่อมานายวิชาให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมว่า ในระบบของทางตำรวจ เมื่อสั่งการหรือมอบอำนาจไปแล้วก็ถือเป็นการมอบสิทธิ์ขาดให้ โดยไม่ได้ติดตามดูกรณีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่มีพล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้สั่งคดี ที่สั่งคดีในรายละเอียดอย่างไร ผบ.ตร.ไม่ได้รับรู้ ทางคณะกรรมการฯ จึงให้ข้อสังเกตไปว่าตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและ พ.ร.บ.ตำรวจ มีข้อกำหนดเรื่องการมอบอำนาจอยู่ โดยผู้บังคับบัญชาสามารถติดตามดูในรายละเอียดได้ว่าจะต้องแก้ไขหรือไม่ รวมไปถึงการถอนอำนาจ แต่ปรากฏว่า ผบ.ตร.ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาดที่จะต้องไปแก้ไขโดยด่วน
    นายวิชากล่าวว่า ผบ.ตร.ได้รับปากอยู่ 2 เรื่องคือ 1.จะไปแก้ไขระบบการมอบอำนาจไม่ให้มีช่องโหว่ที่จะให้เกิดกรณีอย่างเช่นคดีนายวรยุทธอีก 2.จะไปดูคดีนายวรยุทธ หลังจากที่ไม่ได้ดูมาเลย โดยจะไปเรียกสำนวนและหารือร่วมกับสำนักกฎหมายและคดีตำรวจ ซึ่งถ้าสามารถทำให้คดีนั้นไม่ยุติได้ ผบ.ตร.ก็จะทำ
    ถามถึงกรณีนายเนตรได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง จะมีผลกระทบต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า นายเนตรลาออกยังไม่มีผลทันที ตนเข้าใจว่าอย่างนั้น และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ว่าสถานะของนายเนตรเป็นอย่างไร ซึ่งนายเนตรยังอยู่บัญชีรายชื่อที่จะต้องเชิญมาชี้แจง ส่วนจะลาออกไปแล้ว เราก็มีอำนาจในการเรียกมาชี้แจงอยู่ เพราะมีอำนาจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี
    “ตอนนี้เราได้ข้อมูลอย่างดีที่จะสามารถทำให้เป็นผลได้ ซึ่ง ผบ.ตร.มาแบบชนิดที่เรียกว่าจะให้แก้อะไรก็ทำทั้งนั้น” นายวิชากล่าว
    ถามย้ำว่า กรณีที่ ผบ.ตร.เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถเปลี่ยนแปลงความเห็นไม่แย้งต่อคำสั่งอัยการได้ใช่หรือไม่ นายวิชากล่าวว่า ถ้าเผื่อเป็นการสั่งที่ผิดพลาด และไม่มีอำนาจ ก็สามารถที่จะปรับปรุงได้
    "หลังจากนี้จะสรุปผลการทำงานตลอด 10 วันที่ผ่านมา เพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีภายในช่วงค่ำวันนี้ โดยคาดว่าจะสรุปให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาประมาณ 2 หน้ากระดาษ" นายวิชากล่าว.

    

 


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'