กมธ.งบฯขีดเส้น3วัน ขึงขังฟันสส.ตบทรัพย์


เพิ่มเพื่อน    

  "ชวน" โยน กมธ.กิจการสภาฯ สอบ ส.ส.ตบทรัพย์  เชื่ออธิบดีพูดแล้วคงยืนยันได้ จี้เปิดชื่อให้ชัดเจน แจงไม่สามารถจ่ายหนี้ตั๋วเครื่องบินนกแอร์ 113 ส.ส.ค้างชำระได้ เหตุไม่มีหลักฐานเดินทาง ส.ส.ก้าวไกลตั้งข้อสังเกต 2 โครงการที่อนุ กมธ.เรียกร้อง กมธ.ชุดใหญ่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กมธ.งบฯ ชุดใหญ่ ขีดเส้น 3 วันอนุ กมธ.แผนบูรณาการรายงานข้อเท็จจริงปมตบทรัพย์ 5 ล้าน ขึงขังออกกฎ 5 ข้อปฏิบัติบังคับอนุ กมธ.ทุกคณะ

    ที่รัฐสภา วันที่ 11 สิงหาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีข้อร้องเรียนอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 บางคนเรียกรับเงิน ทำให้ต้องตั้งงบประมาณเกินจริงเพื่อหักหัวคิวว่า ในส่วนของสภาจะมอบให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎรรับเรื่องไปพิจารณา เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง แต่จะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าก็มีหน่วยงานภายนอกคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะไปพิจารณาตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง ก็ต้องดำเนินการเอาผิด ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวนเรื่องนี้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
       “สมมติว่ามีการยืนยันข้อมูลชัดเจน ถ้าอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพูดแล้วก็คงจะยืนยันได้ ทีนี้ปัญหาคือเขาไม่ได้ระบุว่าคือใคร จึงต้องสอบให้ชัดเจนว่าคือใคร ดังนั้น กมธ.กิจการสภาฯ ก็ต้องดูว่าเขาสามารถหาข้อมูลได้เพียงใด และรายงานให้สภาทราบ” นายชวนกล่าว
         เมื่อถามว่ากรณีนี้ถูกวิจารณ์ว่าทำกันเป็นกิจการโรงงานสภา นายชวนกล่าวว่า ไม่รู้รายละเอียดลึกขนาดนั้น แต่ส่วนตัวคิดว่าหากข้าราชการผู้ใหญ่กล้าออกมาพูด ก็ควรจะขยายผลออกไปว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพื่อจะสามารถสกัดพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ และตนมองว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวระบบหรือสมาชิกทั้งหมด จึงต้องให้โอกาสคนส่วนใหญ่ด้วย อย่าเหมารวมว่า ส.ส.ทั้งหมดเป็นเช่นนั้น และคิดว่าหากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร และ ป.ป.ช.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์
     ประธานสภาฯ กล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส. 113 คนค้างค่าตั๋วเครื่องบินนกแอร์ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สภาชุดก่อน ซึ่งย้ำมาตลอดให้สมาชิกระมัดระวัง หากมีการจองตั๋วเครื่องบินแล้วไม่ได้เดินทางให้ดำเนินการยกเลิก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นหนี้ที่สภาไม่สามารถรับผิดชอบได้ และเมื่อปีที่แล้วก็มีสายการบินทำเรื่องมาให้สภารับผิดชอบ และจากการพูดคุย สภาไม่สามารถรับผิดชอบได้เพราะไม่มีการเดินทาง แต่หากมีหลักฐานการเดินทาง สภาก็พร้อมที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย  
    นายชวนกล่าวว่า ส่วนการทวงหนี้นั้น ทางสายการบินได้แจ้งมายังสำนักงานเลขาธิการสภาฯ แล้ว และสภาได้ยืนยันกับทางสายการบินแล้วว่า หากไม่มีการเดินทางสภาก็ไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้ จึงจำเป็นจะต้องแจ้งไปยังตัวบุคคล อย่างไรก็ตาม หนี้ที่เกิดขึ้นเป็นหนี้เก่าในอดีต ไม่ได้เกิดขึ้นในสภาชุดปัจจุบัน เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่เกิดในสภาชุดปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าสมาชิกจะมีความระมัดระวัง แต่ก็ยังมีสมาชิกบางคนที่อยู่ในสภาทั้งชุดปัจจุบันและในอดีต ที่เกิดเรื่องเพราะได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส.ใหม่
    นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ.2564 ได้ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่มีอนุ กมธ.แผนบูรณาการฯ ที่เป็น ส.ส.มีพฤติกรรมในการเรียกรับผลประโยชน์จากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จากการตรวจสอบและการที่ตนอยู่ใน กมธ.พิจารณางบประมาณฯ ชุดใหญ่ พบว่างบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลภายใต้แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็น 2 โครงการนี้ที่ถูก ส.ส.ที่เป็นอนุ กมธ.เรียกรับผลประโยชน์ คือ 1.โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรใน 31 จังหวัด โดยจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 3,498 ครัวเรือน บนพื้นที่การเกษตร 41,460 ไร่ ใช้งบประมาณ 922 ล้านบาท และ 2.โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคและบริโภค ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 3,300 ครัวเรือนใน 22 จังหวัด ใช้งบประมาณ 225 ล้านบาท
    "การกระทำเช่นนี้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างมาก รวมทั้งเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่และใช้อำนาจที่มีเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและระบบพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งส่งจะผลเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้คณะ กมธ.พิจารณางบประมาณชุดใหญ่จำเป็นต้องมีมติให้มีการตรวจสอบสอบข้อเท็จจริง และส่งเรื่องให้ประธานสภาฯวินิจฉัยและดำเนินการต่อไป " นายพิจารณ์กล่าว
    วันเดียวกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ใจความว่า กรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุ กมธ. จำนวน 8 คณะ ตามข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 96 วรรคหนึ่ง เพื่อให้คณะอนุ กมธ.มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณางบประมาณของส่วนราชการตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตามกรอบอำนาจที่คณะ กมธ.ได้มอบหมายนั้น จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะว่า มีอนุ กมธ.บางคนในคณะอนุ กมธ.แผนบูรณาการ 2 ซึ่งเป็นคณะอนุ กมธ. 1 ใน 8 คณะ เรียกรับเงินจำนวน 5 ล้านบาท จากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อให้มีการพิจารณาผ่านงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ขอรับจัดสรรงบประมาณนั้น คณะกมธ.ได้ประชุมพิจารณากรณีดังกล่าว แล้วมีข้อสรุปโดยกำหนดให้คณะอนุ กมธ.แผนบูรณาการที่ 2 จัดทำรายงานข้อเท็จจริงในประเด็นที่ตกเป็นข่าวเสนอต่อที่ประชุมของคณะ กมธ. ภายใน 3 วัน เพื่อจะได้หาข้อสรุปส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควร
    เอกสารระบุอีกว่า คณะ กมธ.ได้กำหนดแนวทางเพิ่มเติมในการพิจารณาของคณะอนุ กมธ.ทั้ง 8 คณะ นับจากนี้ต้องดำเนินการ ดังนี้ 1.หากคณะอนุ กมธ.มีปัญหาในการพิจารณางบประมาณของหน่วยงานใด ให้จัดทำรายงานเสนอต่อคณะ กมธ. เพื่อขอหารือ และร่วมกันแก้ปัญหาในที่ประชุมของคณะ กมธ. 2.ให้ประธานคณะอนุ กมธ. เข้มงวดในการกำหนดบุคคลที่สามารถเข้าร่วมประชุมเฉพาะอนุ กมธ.ที่ปรึกษา และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น 3.ให้คณะอนุ กมธ.ดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจที่ที่คณะ กมธ.มอบหมายอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตจากที่ประชุมของคณะ กมธ.ไปยังคณะอนุ กมธ. ว่าควรปรับลดงบประมาณของหน่วยงานใด ให้คณะอนุ กมธ.พิจารณาดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าว หากได้ข้อสรุปประการใด ให้นำกลับมารายงานผลต่อคณะ กมธ.
    4.การพิจารณางบประมาณของคณะอนุ กมธ.ต้องเป็นการพิจารณาที่ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และกรอบอำนาจที่คณะ กมธ.มอบหมายเท่านั้น และ 5.การสอบถามและชี้แจงเพื่อพิจารณางบประมาณของคณะอนุ กมธ.ต้องดำเนินการเฉพาะในห้องประชุมเท่านั้น และห้ามอนุ กมธ.หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณในคณะอนุ กมธ. ประสานงาน หรือติดต่อหารือกันส่วนตัวกับหัวหน้าส่วนราชการหรือข้าราชการที่เกี่ยวกับการขอรับการจัดสรรงบประมาณ .

 


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'