"เนย์มาร์"มั่นใจถึงชิงฯหลังช็อคอตาลันต้า / "ฮ็อดเดิ้ล-ริโอ"ชี้ "เอ็มบัปเป้"ตัวพลิกเกม


เพิ่มเพื่อน    

ปารีส แซงต์ แฌร์แม็ง ทะยานสู่รอบเซมิไฟนอล ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังพลิกเอาชนะ อตาลันต้า ที่ออกนำมาตั้งแต่ต้นเกม หวุดหวิด 2-1 ได้ 2 ประตูช่วงก่อนหมดเวลาคืนชีพหวุดหวิด เนย์มาร์ ที่ทำสถิติเลี้ยงสำเร็จ 16 ครั้งสูงสุดเท่า ลิโอเนล เมสซี่ เคยทำไว้ในปี 2008 เผยด้วยความมั่นใจ ไม่มีความคิดสักนิดว่าฝันในศึกฟุตบอลยุโรป จะจบแค่นัดนี้ แม้อีกไม่กี่นาทีก็จะตกรอบอยู่แล้วก็ตาม ด้าน เกล็น ฮ็อดเดิ้ล กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ยก คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ ตัวเปลี่ยนเกมของจริงหลังลงสำรอง พาทีมคัมแบ็คเหลือเชื่อ ขณะที่ อตาลันต้า ฝันสลายพลิกร่วงสุดช็อค
    ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เปิดคู่แรกของรอบควอร์เตอร์ไฟนอล เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา อตาลันต้า ทีมแกร่งจากเซเรีย อา เกือบทำเซอร์ไพรส์ได้ เมื่อเจาะทีมรวมซูเปอร์สตาร์ลูกหนังอย่าง เปแอสเช ที่มี คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ กับ เนย์มาร์ ได้ก่อน จาก มาริโอ ปาซาลิช น.26 แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่าในเกมที่ เอสตาดิโอ ดา ลุซ กรุงลิสบอน  เมื่อทีมดังจากเมืองหอม ที่ทำท่าจะตกรอบอยู่แล้ว เมื่อเตะกันเข้าสู่นาทีสุดท้าย กลับมาได้ 2 ประตูรวด จาก มาร์กินญอส น.90 กับ เอริค แม็กซิม ชูโป-โมติง น.90+3 ส่งผลให้ ทีมของ โทมัส ทูเคล แย่งเข้ารอบไปได้แบบมีปาฏิหาริย์ ขณะที่ อตาลันต้า ตกรอบไปแบบสุดช็อค
    หลังเกม เนย์มาร์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันเขาไม่ได้คิดเลยสักนิดว่า เปแอสเช จะตกรอบ แม้กว่า จะโดน อตาลันต้า นำมาตลอดเกม จนถึงนาทีสุดท้าย "ผมไม่ได้คิดว่าจะตกรอบเลยแม้แต่นิด"
    "ผมไม่ได้คิดเลยว่าเราอาจต้องกลับบ้านในวันพรุ่งนี้ ทุกนาทีเราคิดแค่อย่างเดียวคือเข้าไปเล่นในรอบ 4 ทีม"
    "ไม่มีอะไรจะสามารถหยุดไม่ให้ผมคิดว่าเราจะต้องผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้แน่"
    "มันเป็นเกมที่หนัก แต่เราเป็นทีมที่สุดยอดทีมหนึ่งในเวลานี้ และเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดว่าเราอาจตกรอบ"
    เนย์มาร์ พลาดโอกาสที่จะช่วยให้ทีมขึ้นนำเร็วในช่วงต้นเกม แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะหาทางเจาะแนวรับที่แข็งแกร่งของ อตาลันต้า ไม่ได้หยุด และทำให้เขาสามารถทำสถิติเทียบเท่ากับ ลิโอเนล เมสซี่ ในการเลี้ยงผ่านคู่แข่งสำเร็จ 16 ครั้ง และมีส่วนต่อการได้ทั้ง 2 ประตูของเปแอสเช ในนัดนี้ โดยสถิตินี้ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ เคยทำได้ก่อนในเกมกับ ดินาโม เคียฟ ในปี 2003 ขณะที่ เมสซี่ ทำได้ในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2008
    อย่างไรก็ตาม เกล็น ฮ็อดเดิ้ล กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตสตาร์ทีมชาติอังกฤษต่างยุค ต่างมองว่า คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ เล่นได้ดีกว่า เนย์มาร์ แม้จะถูกส่งลงเล่นในครึ่งหลัง และเป็นคนที่สร้างความแตกต่างที่แท้จริง
    กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส วัย 21 ฟิตพอเพียงแค่เล่นได้ราว 30 นาที หลังจากเพิ่งหายจากอาการเจ็บที่ข้อเท้า แต่ ฮ็อดเดิ้ล กับ เฟอร์ดินานด์ ชี้ว่าเขาทำได้ดีเกินคาด และมีส่วนต่อรูปเกมอย่างมากจนกระทั่งจบเกมการแข่งขัน
    "เอ็มบัปเป้ คือคนที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเกมนี้ เนย์มาร์ ต้องการเขาถึงเล่นได้แบบนั้นในครึ่งหลัง"
    ทางด้าน จิอัน ปิเอโร่ กัสเปรินี่ โค้ช อตาลันต้า อยู่ในอาการช็อค ผิดหวังเสียใจ แต่ก็ภูมิใจลูกทีม แม้จะพลาดช่วงไม่กี่นาทีก่อนหมดเวลา
    "มันดูเหมือนว่าเรากำลังจะทำได้อยู่แล้ว และจะเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ มันเป็นความรู้สึกที่เราผิดหวังและเสียใจมากๆ"
    "เรายังคงมีความทรงจำในแชมเปี้ยนส์ลีกที่เราค่อยๆเติบโตขึ้นจากการเจอกับทีมระดับสุดยอดในยุโรป และผมคงไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากขอบคุณนักเตะของเราทุกคน"
    กัสเปรินี่ ยอมรับทีมของตน เริ่มอาการไม่ดีหลังจาก เอ็มบัปเป้ ลงสนามในนาทีที่ 60 "การส่ง เอ็มบัปเป้ ลงสนาม คือตัวตัดสิน แต่เราทำทุกอย่างที่เราควรต้องทำแล้ว ประกบเขาอย่างแน่นหนาที่สุด มันยากที่จะทำได้มากกว่านั้นแล้ว"


คนร่วมชุมนุม "ม็อบสามสัส" ระยะหลังดูจะออกอาการเซ็งๆ เห็นโพสต์บ่น....ไรวะ"เย็นนัดชุมนุม-ค่ำให้กลับไปกินนมนอน"!แบบนี้ มันคงจบหรอกนะ ที่ "รุ่นเรา" น่ะมันน่าจะไปจบที่ "คุก" ซะก่อนมากกว่า!

ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'