สะพัด!ม็อบแตกคอ กลุ่มปลดแอกไม่อ่าน10ข้อเสนอ/เพนกวินป่วย!ขอกลับก่อน


เพิ่มเพื่อน    


     ซูเปอร์โพลเผยประชาชนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เตือนม็อบต้องเลิกล่วงละเมิดสถาบันฯ ยังจำความดีและประโยชน์สุขที่ได้รับจากสถาบันหลักของชาติ นายกฯ สั่ง จนท.อดทนต่อการยั่วยุห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม "เพื่อไทย" ตั้งจุดสังเกตการณ์ทุกพื้นที่ช่วยนักศึกษาหากโดนละเมิดสิทธิ์ "ปิยบุตร” โหนม็อบ นศ. ลั่นการกำจัดทั้งหมดแก้ปัญหาไม่ได้​ ต้องแสวงหาทางออกด้วยความจริงใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ "จตุพร" ฟันธงหากยังเรียกร้อง 10 ข้อหนีไม่พ้นรัฐประหาร อนุสาวรีย์ฯ เดือด! 2ม็อบเผชิญหน้า กลุ่มอาชีวะฯ เก็บหลักฐานแจ้งความเอาผิดแกนนำที่ สตช. 17 ส.ค.นี้ ส.ส.เพื่อไทย-ก้าวไกลร่วมม็อบปลดแอกด้วย
    เมื่อวันอาทิตย์ 16 สิงหาคม มีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกและกลุ่มนักศึกษาอาชีวะ ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่หลายฝ่ายยังแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยนายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ม็อบต้องเลิกล่วงละเมิดสถาบันฯ ตำรวจต้องรักษาความสงบสุขประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนิน  จำนวน 22,046 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” จำนวน 1,497  ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5-15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.8 ระบุม็อบต้องเลิกล่วงละเมิดสถาบันฯ หยุดเอาสถาบันหลักของชาติเป็นเครื่องมือของทุกฝ่าย ให้การชุมนุมเป็นเฉพาะเรื่องการเมืองการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง มีเพียงร้อยละ 4.2 ระบุแล้วแต่ผู้ชุมนุม
    ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 100 คือร้อยละ 99.4 ระบุยังจำได้ต่อความดีและประโยชน์สุขของประชาชนที่ได้รับจากสถาบันหลักของชาติที่ได้สร้างสมมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ในขณะที่ร้อยละ  0.6 ระบุจำไม่ได้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ  58.7 กังวลต่อม็อบจะก่อให้เกิดความรุนแรงบานปลายและสูญเสีย ขณะที่ร้อยละ  41.3 ไม่กังวล นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 78.1 ระบุตำรวจต้องรักษาความสงบสุขประชาชน จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ดำเนินคดีต่อแกนนำที่ละเมิดต่อสถาบันหลักของชาติ ในขณะที่ร้อยละ 21.9 ไม่เห็นด้วย
    ที่น่าเป็นห่วงคือ คนทั้งในโลกโซเชียลและนอกโลกโซเชียล ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.5 ของคนนอกโลกโซเชียล และร้อยละ 53.4 ของคนในโลกโซเชียล คิดว่ามีนักการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลังม็อบเยาวชน ในขณะที่ร้อยละ 42.5 ของคนนอกโลกโซเชียล และ ร้อยละ 46.6 ของคนในโลกโซเชียลคิดว่าไม่มี
    ด้าน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการจัดการชุมนุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยให้กำลังใจ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาใช้ความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ ห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเด็ดขาด โดยให้เข้าใจว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติของการเมืองจึงต้องเปิดโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวได้แสดงออกอย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่เกินเลยกรอบของกฎหมาย และไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น
ซัด"ธนาธร"ไร้จิตสำนึก
    น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังแสดงความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้ชุมนุม จึงขอให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก และให้ความสำคัญกับบทบาทของคนรุ่นใหม่ จึงมีนโยบายให้ส่งเสริมกระบวนการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ลดช่องว่างทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างความรักและความสามัคคีในการที่จะช่วยกันขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน คนไทยทุกๆ รุ่นต้องร่วมกันสร้างชาติไทยไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบนโยบายให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว 
     นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของประชาชนนิสิตนักศึกษาว่า เป็นสิทธิที่จะสามารถชุมนุมได้ แต่ขอให้ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะออกมาชุมนุมว่าเกิดผลดีต่อประเทศหรือไม่ เพราะการชุมนุมไม่ได้ช่วยอะไรให้ประเทศดีขึ้น มีแต่จะก้าวถอยหลัง และอาจนำไปสู่การสร้างความแตกแยกของประเทศได้ ส่วนที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวหารัฐบาลคุกคามประชาชน ขอย้ำว่าหากการชุมนุมต่างๆ มีความผิด ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ ยืนยันรัฐบาลไม่ได้คุกคามประชาชน 
     "ที่นายธนาธรพยายามออกมาพูดเรื่องของการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาอย่างต่อเนื่องในการให้กำลังใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหว มีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ หรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเองหรือไม่ ที่อยากให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายจนเป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขอเตือนไว้ว่าหากคิดเช่นนั้นจริง ไม่เกิดผลดีต่อ ประเทศเป็นอย่างมาก ให้ระวังคนไทยที่ปกป้องสถาบันทนไม่ไหว จะออกมามากมายเต็มแผ่นดิน จึงขอเตือนด้วยความห่วงใยว่าหยุดพฤติกรรมการเคลื่อนไหวเป็นอีแอบอยู่เบื้องหลัง การกระทำ เช่นนี้ ไม่ได้มีจิตสำนึกของความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เลยสักนิด เสียดายที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย กลับมาคอยคิดแต่จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย" นายสุภรณ์ กล่าว
    ที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธาน ยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย  ในฐานะประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาฯ และคณะทำงาน ได้ประชุมแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาช่วงเย็นวันที่ 16 ส.ค.
     จากนั้นเวลา 10.25 น. น.อ.อนุดิษฐ์แถลงว่า การชุมนุมแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ร่วมชุมนุมและประชาชนทั่วไป 
พท.จัดทีมช่วยม็อบ
     นายสมคิดกล่าวว่า วันนี้คณะทำงานติดตามการชุมนุมแต่ละจังหวัดจะเข้าไปดูแลสถานการณ์การชุมนุมในทุกพื้นที่ ซึ่งการทำงานครั้งนี้ ทำภายใต้กติกาของสภา ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่จะช่วยอำนวยความสะดวก คอยสังเกตการณ์และประสานงาน เจ้าหน้าที่เรากลัวเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ จึงทำหนังสือไปถึง ผบ.ตร.ว่าจะคณะทำงานจะเข้าพื้นที่การชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์ โดยจะไปตั้งโต๊ะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่างถนนดินสอ- ซอยราชดำเนินกลางเหนือ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. หากนิสิตนักศึกษาโดนละเมิดสิทธิ สามารถเข้ามาแจ้งโดย ส.ส.กทม.ของพรรคเพื่อไทยจะไปรออำนวยความสะดวกและประสาน ให้ความช่วยเหลืออยู่ในจุดที่มีผู้ชุมนุม จากนั้นจะแจ้งสถานการณ์เข้ามาที่คณะทำงานต่อไป 
     นายสมคิดกล่าวด้วยว่า สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่มีเวทีชุมนุมคู่ขนาน ส.ส.เขตของพรรค ในพื้นที่นั้นๆ จะออกไปสังเกตการณ์ และประสานกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง เพื่อดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมต่อไป 
     วันเดียวกัน น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวในเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์การเมือง ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ณ โรงแรมมณีจันทร์รีสอร์ท จ.จันทบุรี ว่า  การชุมนุมของนักศึกษาวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที แต่เป็นการสั่งสมความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระบบรัฐสภา ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 เมื่อประชาชนเห็นว่าเสียงของพวกเขาในสภาแก้ปัญหาไม่ได้ สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงต้องออกมาตะโกนส่งเสียงด้วยตนเอง ข้อความหลายส่วนก็แหลมคม เช่นการเสนอการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ การเรียกร้องใน เรื่องที่แหลมคมเช่นนี้ ย่อมมีผู้ไม่สบายใจ ตกใจ กระทบกระเทือนใจ แต่มันคือการนำปัญหาที่พูดกันในที่ลับขึ้นสู่เวทีสาธารณะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ก็คือการเปิดใจพูดคุยกัน
    "ผู้ที่จะทำหน้าที่สนับสนุนการพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังและการนองเลือด นอกจากสภา รัฐบาล ก็คือสื่อมวลชน โดยสื่อบางสื่อก็โหมกระพือวาทกรรมชังชาติ-ล้มเจ้า ซึ่งอาจเป็นการเปิดทางให้นัก ศึกษาตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรง ทั้งจากรัฐและประชาชน เหมือนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519" น.ส.พรรณิการ์กล่าว
     ที่​ชั้น 5 อาคารไทยซัมมิท นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ คณะก้าวหน้า บรรยายสาธารณะพิเศษ “ชวนสนทนาว่าด้วย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ตอนหนึ่งว่า การบรรยายของตนในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการชุมนุมของนิสิต นักศึกษาเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ เพราะทุกอย่างคือข้อเท็จจริง ส่วนตัวไม่คิดไม่ฝันว่าจะเห็นการอภิปรายและปราศรัยถึงขนาดนี้ และเชื่อว่ามีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยและติดใจกับการแสดงออกและท่าทางบนเวที แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเรียบร้อย​ ดังนั้น​เราต้องช่วยกันคิดว่าจะบริหารเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร 
"ปิยบุตร"แนะแสวงหาทางออก
    นายปิยบุตรกล่าวว่า เบื้องต้นเราต้องเร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อเป็นทางออกของประเทศทั้งหมดเราจะได้บ้านเมืองที่กลับสู่เหตุการณ์ปกติ การสืบทอดอำนาจจะค่อยๆ ถอยไป จะได้กติกาใหม่จากมติของคนทุกฝ่าย เราสามารถได้ทันทีก่อนที่ทุกอย่างจะลุกลามบานปลาย วิธีการจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียง 2 ทาง คือ 1.กำจัดให้หมด กับ 2.ยอมรับ รับฟัง และนำมาเป็นประเด็นสาธารณะ พูดคุยและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งทางเลือกที่ 1 ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ไม่สามารถปราบหรือกำจัดได้หมด ทำได้เพียงแค่ทำให้คนเห็นต่างหายไปจากประเทศไทยในชั่วขณะ แต่ความคิดแบบนี้จะยังมีอยู่ และท้ายที่สุดจะวนกลับมาที่เดิม  
    "ดังนั้น​วิธีการแรกนั้นมองว่าไม่เป็นคุณต่อใคร เป็นการฆ่าอนาคตของชาติ ทำให้สังคมไทยไม่มีอนาคตอีกต่อไป จึงเหลือเพียงทางเดียวคือหน ทางที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้ว จึงต้องมาหารือและหาทางออกร่วมกันด้วยความเคารพ ความจริงใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อแสวงหาทางออก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์” นายปิยบุตรระบุ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาอย่างไร หลังเริ่มมีแกนนำถูกจับกุม นายปิยบุตรกล่าวว่า นี่เป็นเทคนิคของเจ้าหน้าที่รัฐในระบอบเผด็จการ ที่เอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือ เขารู้ดีว่าการใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมทางกายภาพมันไม่ชอบธรรม จะทำให้เขาเสียหาย ถ้าใช้ความรุนแรงทางอาวุธมันดูไม่ดี จึงเป็นทางกฎหมายแทน อย่าเอากระบวนการยุติธรรมไปรับใช้เป้าหมาย แบบนี้เรียกว่ารัฐตำรวจ 
    "ประชาชนไม่ได้กินแกลบกินหญ้า กรณีบอส อยู่วิทยา ที่ขับรถชนคนตาย ไม่ขยันตรวจสอบ จนให้เขาหลบหนีไปต่างประเทศได้แต่กับนิสิต นักศึกษา เขาใช้ชีวิตปกติ แต่คุณไปตามส่องเขาทุกวัน แล้วตามจับอย่างกับเขาเป็อาชญากรโดยสันดาน แบบนี้คนจะเห็นมากขึ้นว่ากระบวนการยุติธรรมที่คุณเอามาใช้เพื่อกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายปิยบุตรกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นมีเยาวชนผู้มาร่วมฟังบรรยายได้แสดงความคิดเห็นว่า ขอเชิญชวนแกนนำคณะก้าวหน้าร่วมชุมนุมกับนักศึกษาเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ รวมถึงให้จัดสัมมนาทางวิชาการ เสวนาอย่างจริงจังถึงข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ไม่ใช่เป็นการจาบจ้วง ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ โดยนายปิยบุตรกล่าวตอบสั้นๆ ว่า “ผมรับเอาไปพิจารณา” 
    นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการลมหายใจ พีซทีวี ว่าเชื่อว่าคณะเยาวชนปลดแอกหรือประชาชนปลดแอกในวันนี้ ได้ประกาศยืนยันทั้ง 3 ข้อ และ 2 จุดยืน กลุ่มที่ออกมาต่อต้านก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะหายใจรดต้นคอกันก็ตาม ข้อเรียกร้องหลัก หากดำรงความมุ่งหมาย 3 ข้อ 2 จุดยืนปลายทางคือได้ประชาธิปไตย แต่นอกเหนือจากนี้ 10 ข้อที่ว่านั้น หนีไม่พ้นได้เผด็จการคือการได้รัฐประหาร ในกระบวนการการต่อสู้ก็อธิบายไว้ชัดเจนในประวัติศาสตร์ ว่าหากทะลุเพดานขึ้นมาก็จะมีคนจัดการให้ เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 มีการแต่งภาพการแสดงละครล้อเลียน หากยังเดินกันไปแบบนี้ ตนเชื่อว่าจะแอ่นแอ๊นภายในรุ่งสาง
"พี่ศรี"ชี้ทุกม็อบผิดกฎหมาย
     เฟซบุ๊กเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง-คนส. ระบุข้อความว่า ตามที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับ 15 นักศึกษาและประชาชนที่ร่วมปราศรัยในงานชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวน 61 รายชื่อ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การคุกคาม ขัดขวาง และลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก โดยจะขออาสาเข้ามาเป็นนายประกันให้แก่ผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี จากการชุมนุมในครั้งนี้ รวมทั้งหากมีการจับกุมดำเนินคดีนักศึกษาและประชาชนจากการชุมนุมครั้งอื่นๆ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยใช้ตำแหน่งเป็นหลักประกัน 
    แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทยเปิดตัว “อาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุม” เพื่อสังเกตการณ์และบันทึกข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมสาธารณะ โดยใช้หลักการที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยประกาศเริ่มงานในเดือนสิงหาคม 2563 นี้ พร้อมเปิดตัว [Mobdatathailand.org] เว็บไซต์ม็อบดาต้าไทยแลนด์ (Mob Data Thailand) ซึ่งได้พัฒนาร่วมกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างฐานข้อมูลการ ชุมนุมภาคประชาชน  
    นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า นขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ยกเลิกการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และข้อกำหนดเพื่อป้องกันแก้ไขการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การจัดการชุมนุมใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น กระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และกระทบต่อการป้องกันสุขภาพของประชาชน ถือว่า “ผิดกฎหมาย” ทั้งหมด  แต่ถ้าใครก้าวล่วงบังอาจให้ร้ายโจมตีสถาบันกษัตริย์ ก็จงเตรียมตัวรับข้อหา ม.112 ด้วยเลย และถ้าใครถูกศาลตั้งเงื่อนไขให้ประกันตัวไว้ แล้วยังมาขึ้นเวทีนี้อีกจง เตรียมใจไปนอนซังเตได้ถึงเวลานั้น “คิดจะปากกล้า ก็อย่าขาสั่น” ก็แล้วกัน    
    สำหรับความเคลื่อนไหวที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อเวลา 11.00 น. มีการชุมนุมโดยกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม บริเวณ 2 ฝั่งถนน ได้แก่ 1.กลุ่มศูนย์กลางประสานงานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชน ปกป้องสถาบัน (ศอปส.) นำโดยนายสุเมธ ตระกูลวุ่นหนู รวมตัวแสดงจุดยืนประมาณ 50 ราย บริเวณหน้าหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน 2.กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย นำโดยนายภัทรพล ธนเดช พรเลิศ รวมตัวบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โดยต่างฝ่ายต่างปราศรัยในช่วงเวลาเดียวกัน
    นายสุเมธกล่าวว่า พวกตนมาอย่างสันติ อหิงสา โดยเน้นการจับตากลุ่มแฟลชม็อบคณะเยาวชนปลดแอก ว่ามีการพูดหรือกระทำการไม่เหมาะสมหรือไม่ โดยมีการส่งคนแฝงตัวเก็บหลักฐาน หากมีการกระทำไม่เหมาะสม จะเตรียมแจ้งความดำเนินคดีต่อไป 
        จากนั้นกลุ่มอาชีวะฯ เริ่มปราศรัย ต่อมานายจักพงศ์ กลิ่นแก้ว กลุ่มคนรุ่นใหม่ ในนาม ศอปส. ได้อ่านแถลงการณ์ว่า การออกมาในวันนี้เพราะยังมีคนจาบจ้วงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยได้ให้ความเท็จต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ทางตรงและทางอ้อม โดยมีพรรคหนุนหลัง จึงต้องแสดงจุดยืนดังนี้ 1.ดำเนินคดีแกนนำ เยาวชนปลดแอกและคณะประชาชนปลดแอกให้ถึงที่สุด และไม่ให้ประกันตัว 2.ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐธรรมนูญเลือกโดยพวกเราเอง คนไทยพอใจ มีแค่บางกลุ่มไม่พอใจ 3.จัดการกับพวกหมิ่นสถาบันฯ ทางออนไลน์ หรือทางตรงและทางอ้อม 4.หักคะแนนประพฤติ นักเรียนคนใดที่ไปชุมมุนกับเยาวชนปลดแอก และไม่ให้ทุน และจบไปไม่ให้มีงานทำ 5.ข้าราชการครู ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการ  หรือ ส.ส. ส.ว. ที่หมิ่นสถาบันฯ  ขอให้ไล่ออก ยุบพรรค และดำเนินคดี
    "ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ไม่ลงไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งทางกลุ่ม ศอปส.จะเฝ้าการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกจนจบ และจะเก็บรวบรวมข้อมูล ถ้ามีการหมิ่นเหม่สถาบันพระมหากษัตริย์ และจะรวบรวมเพื่อดำเนินคดีในวันพรุ่งนี้ที่ สตช. เวลาบ่ายโมงต่อไป" นายจักพงศ์กล่าวปิดท้าย
    เวลาไล่เลี่ยกัน นายน้อย อดีตทหารผ่านศึกจากกลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย ปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว. 250 คนที่เลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นได้ร่วมร้องเพลงเพื่อมวลชน พร้อมชู 3 นิ้ว 
สส.พท.-ก้าวไกลร่วมม็อบ
    ช่วงบ่าย บรรยากาศทั่วไป มีประชาชนทยอยเดินทางร่วมชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายมากขึ้นตามลำดับ โดยต่างฝ่ายมีการปราศรัยอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตาม แกนนำทั้ง 2 ฝ่ายกล่าวว่า ขอให้มวลชนฝั่งตัวเองอย่าโห่ร้อง ปะทะกับอีกฝ่าย ขอให้เน้นปราศรัยแนวคิด เป็นหลัก
    พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยการชุมนุมว่า ตำรวจนครบาลได้จัดเตรียมกำลังดูแลความปลอดภัยการชุมนุมของ 2 กลุ่มจำนวน 4 กองร้อย ซึ่งการดูแลความปลอดภัยจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ มาตรา 19 และพร้อมเสริมกำลังทันทีหากสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรง โดยจะดูแลทั้งความปลอดภัยของผู้ชุมนุม และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อไม่ให้การชุมนุมกระทบกับเส้นทางสัญจร
     เวลา 14.30 น. กลุ่มนิสิต นักศึกษา ประชาชนปลดแอก จากที่ทำกิจกรรมบนฟุตปาธได้ลามมาชุมนุมบริเวณถนนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยฝั่งร้านแมคโดนัลด์ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตกลงกับเจ้าหน้าที่ว่าจะชุมนุมอยู่บนฟุตปาธเท่านั้น เมื่อมวลชนเริ่มทยอยมามากขึ้น ได้มีการปราศรัยโจมตีรัฐบาลและแสดงสัญลักษณ์ชู 3นิ้วเป็นระยะๆ เบื้องต้นยังไม่มีการแสดงออกทั้งคำพูด ป้ายสัญลักษณ์พาดพิงสถาบันฯ 
    ทั้งนี้ ได้มีคนสำคัญมาร่วมด้วย อาทิ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, นายอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย, นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล, นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ นักร้อง, นายวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ นักจัดรายการ, นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการ เป็นต้น
    ขณะที่แกนนำที่ถูกจับกุมตัวก่อนหน้านี้และได้รับการประกันตัวออกมา โดยมีเงื่อนไขห้ามทำผิดซ้ำ อาทิ นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์  ระยอง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ได้มาให้กำลังใจผู้ชุมนุมเช่นกัน 
     ขณะที่อีกฟากถนนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้าร้านศรแดง กลุ่ม ศอปส.ได้แจ้งผู้ชุมนุมขอยุติกิจกรรมเวลา 16.00 น. หลังจากที่เจ้าหน้าที่มาเจรจาเนื่องจากเห็นว่าคณะประชาชนปลดแอกเริ่มมาชุมนุมอย่างหนาตา กังวลว่าอาจจะเกิดการปะทะกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
     เวลา 17.40 น. ในการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก มวลชนได้จับจองพื้นที่การชุมนุมจากด้านหน้าเวทีตั้งแต่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แน่นเต็มพื้นที่ไปจนถึงสี่แยกคอกวัว ส่งผลให้สัญญาณโทรศัพท์มือมีปัญหา เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานมากมาย นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยถึงผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 16 ส.ค.63 รางวัลเลขท้าย 2 ตัวที่ออกเลข 88 โดยระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะตรงกับ 88 ปีประชาธิปไตยไทย ผู้ชุมนุมคนไหนถูกรางวัลดังกล่าวขอให้มาเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ด้วย แค่เราเริ่มชุมนุม โชคก็เข้าข้างเราแล้ว และขอให้เราช่วยกันล้มรัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น 
    ขณะที่ตัวแทนจากไอลอว์ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ขอเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ในประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และการได้มาของ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเชิญชวนผู้มาชุมนุมร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตั้งเป้าจำนวน 50,000 รายชื่อ
    เวลาประมาณ 18.15 น. กลุ่มผู้หญิงปลดแอก ปราศรัยเรียกร้องการทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย และกล่าวสนับสนุนแนวคิดของคณะประชาชนปลดแอก จากนั้นวงสามัญชนเล่นเพลงบทเพลงของสามัญชน โดยกล่าวว่า ขอมอบให้คนเสื้อแดง และขอบคุณกับความอดทนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมวลชนต่างพร้อมใจปรบมือให้คนเสื้อแดง แล้วร่วมกันชู 3 นิ้ว
    เวลาประมาณ 19.00 น. ขบวนนักศึกษาจากสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และคณะประชาชนปลดแอก เดินเท้าเข้ามายังกลุ่มผู้ชุมนุม มุ่งหน้าเวทีปราศรัย นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน และนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง โดยขบวนดังกล่าวมีการชูป้ายมีข้อความเขียนข้อเรียกร้องต่างๆ โดยมวลชนต่างโห่ร้องต้อนรับอย่างกึกก้อง
     สำหรับบรรยากาศการชุมนุมในเวลาประมาณ 20.00 น. มวลชนยังคงปักหลักชุมนุมบนถนนราชดำเนินอย่างหนาแน่น โดยกิจกรรมบนเวทีและกิจกรรมต่างๆ บนทางเดินเท้าได้รับความสนใจอย่างมาก อาทิ การสกรีนเสื้อ หรือผ้าเช็ดหน้าฟรี ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มศิลปินสนับสนุนประชาธิปไตย เป็นลวดลายต่างๆ ซึ่งลายที่ได้รับความนิยมคือข้อความ #ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ และลายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้าน 250 ส.ว. โดยบางรายถอดเสื้อให้สกรีนแล้วนำไปใส่ทันทีเพื่อเข้าชุมนุม
       ส่วนบนเวทีปราศรัยเริ่มเข้มข้นและหมิ่นเหม่ขึ้นเรื่อยๆ หลังการปราศรัยของนิสิตคนหนึ่ง ผู้ทำหน้าที่ดำเนินรายการบนเวทีได้ถามถึงคนที่มาร่วมชุมนุมย้ำอยู่หลายครั้งว่า "รัฐบาลนี้ โอ-ไม่โอ" โดยแนวร่วมที่มาฟังตะโกนกลับมาพร้อมกันว่า "ไม่โอ" 
    จากนั้นได้มีการร้องแรปเนื้อหาโจมตีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและการทำงานของรัฐบาล แต่ก่อนที่จะมีการร้องเขาได้ป่าวประกาศบนเวทีว่า รัด-ทะ-บวย-หัว-คาน
    เวลา 20.05 น. มีการปราศรัยถึงประเด็นการจัดสวนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมร่วมกันตะโกนว่า "สวนสวยจริงๆ" 3 ครั้งอย่างกึกก้อง ขณะที่เวลา 20.10 น. ฝนเริ่มลงเม็ด แต่ประชาชนยังคงปักหลักโดยกางร่มฟังปราศรัย ในขณะที่เวลา 20.23 น. วง Rap Against Dictatorship วงดนตรีเจ้าของบทเพลง "ประเทศกูมี" ขึ้นมาร้องเพลง เนื้อหาเสียดสีรัฐบาล
    มีรายงานในกลุ่มไลน์รวมของเครือข่ายผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่ใช้แจ้งกำหนดการกับผู้สื่อข่าว มีการสอบถามนายพริษฐ์ กรณีมีผู้โพสต์ข้อความตอนหนึ่งว่า “รุ้ง-เพนกวิน-ไมค์” พาทีมกลับ หลังกลุ่มประชาชนปลดแอกไม่รับข้อเสนอ 10 ข้อที่เคยอ่านจากเวทีธรรมศาสตร์ 10 สิงหาคม ถามว่าพามวลชนกลับเพราะเหตุนี้จริงหรือไม่ โดยนายพริษฐ์ได้เข้ามาตอบว่า “อ๋อ เปล่าครับ ไม่ได้มีคิวขึ้นปราศรัยอยู่แล้วเลยกลับไปก่อน เพราะไม่สบายครับ เป็นโรคหอบหืดกำเริบ” และ “แต่ถ้าวันนี้ทางแกนนำเวทีถูกควบคุมตัวที่สำราญราษฎร์ เราจะยกทีมกันไปที่ สน. อีกครับ”.


วันนี้่...คุยกันสบายๆ ตามประสา "โควิดรักโลก" ละกัน! เมื่อวาน (๒๒ ม.ค.๖๔) รัฐบาลออนไลน์ข่าว "ขึ้นทะเบียน อย.แล้ว วัคซีนแอสตราเซเนกา"

ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"