'เด็กส้ม'ผิดคิว!คุกคามม็อบ


เพิ่มเพื่อน    


    หงายเงิบ! ชายชุดดำบุกล้มเวทีปราศรัยของคณะประชาชนปลดแอก ผู้รักประชาธิปไตยด่ารัฐบาล-ตำรวจกันขรมในโซเชียลฯ ข่มขู่คุกคาม สุดท้ายความแตก คนกันเองทั้งนั้น   อดีตผู้สมัคร ส.ส.ส้มหวานขอโทษทีมงาน นึกว่าจะปราศรัยโจมตีสถาบันฯ ตัดสินใจไขก๊อกหวังตัดตอนฉาวไม่ถึงคณะก้าวหน้า  ซูเปอร์โพลเผยคนไทยส่วนใหญ่ปกป้องสถาบันฯ 
    เมื่อเวลา 17.00 น. วันศุกร์ที่ผ่านมา ที่หน้าสำนักงานสภาองค์กรลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ตลาดสดปู่เจ้า ถนนสุขุมวิท ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ ซึ่งกลุ่มสมัชชาแรงงานแห่งชาติได้ตั้งเวทีปราศรัยสนับสนุนคณะประชาชนปลดแอก ภายใต้ชื่อ "สองมือที่ทำงานหนักจะปักหลักต้านเผด็จการ" เพื่อเรียกร้องสนับสนุนกลุ่มรักประชาธิปไตย พร้อมยื่น 3 ข้อเรียกร้อง ประกอบด้วย หยุดคุกคามประชาชน แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน 2 จุดยืนคือ ไม่เอารัฐประหาร จัดการเลือกตั้งใหม่ และ 1 ความฝันคือ สร้างรัฐสวัสดิการที่แท้จริง  
    มีแกนนำจากสมัชชาแรงงาน นักเรียน นักศึกษา ผลัดกันขึ้นบนเวทีปราศรัย โจมตีการบริหารด้านแรงงานของรัฐบาล โดยอ้างว่าเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้นายจ้างและนายทุนเข้ามากดขี่เอารัดเอาเปรียบแรงงาน จนทำให้แรงงานไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ พร้อมกันนี้ยังได้ประกาศจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และตั้งโต๊ะให้ผู้ร่วมชุมนุมลงชื่อเพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวมตัวกันที่แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว พร้อมประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง และ 1 ความฝันให้กับรัฐบาล และร่วมกันเปล่งเสียง เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ  
    ระหว่างที่นางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ยืนปราศรัยบนเวทีนั้น ได้มีชายชุดดำจำนวน 3 คนขึ้นไปบนเวทีปราศรัย ทำให้กลุ่มผู้ชุมชุมไม่พอใจได้ลุกฮือเข้าขับไล่ชายชุดดำทั้งสามลงจากเวทีและไล่ออกนอกพื้นที่  พร้อมส่งเสียงตะโกนขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ชุมนุม ทำให้ชายทั้ง 3 คนเดินออกจากพื้นที่ไป 
    สำหรับการชุมนุมดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในเวลา 20.00 น. โดยเหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อยท่ามกลางการรักษาความสงบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ ที่กระจายกำลังอยู่ทั่วบริเวณที่จัดการชุมนุม
    ต่อมาผู้สนับสนุนกลุ่มประชาชนปลดแอกได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวไปโจมตีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจในโซเชียลฯ เช่น นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ว่า "ตำรวจนอกเครื่องแบบบุกขึ้นเวทีชุมนุมใหญ่สมัชชาแรงงานแห่งชาติ จะจับตัวอั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. ขณะกำลังปราศรัยเรื่องงบส่วนราชการในพระองค์ แต่ฝ่ายแรงงานขึ้นไปปกป้องอั๋ว และมวลชนกดดันไล่ตำรวจออกจากเวทีไปได้" 
    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายความจริงปรากฏ ซึ่งแตกต่างไปจากที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลนำไปขยายความในโลกโซเชียลอย่างสิ้นเชิง  โดยนายธวัชชวิน โกพัฒน์ตา อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 6 สมุทรปราการ พรรคอนาคตใหม่ (ถูกยุบ) ปัจจุบันสังกัดพรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดโดยมีเนื้อหาระบุว่า
    แถลงการณ์ "อะไรเกิดขึ้นที่ม็อบแรงงานปฏิวัติ" ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ดังนี้ครับ ช่วงเช้าผู้กำกับ สน.สำโรงเหนือโทร.มาหาผมเรื่องการชุมนุมของแรงงานว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน อย่างไรบ้าง สรุปว่าจัดบนพื้นที่เอกชนจัดได้ และมีการปราศรัยได้ แต่ท่านขอเรื่องเดียวคือการไม่พูดถึงสถาบันฯ ผมรับปาก แต่ขอให้ตำรวจอยู่นอกการชุมนุม แต่ท่านผู้กำกับกลัวเรื่องมือที่สามจะมาชูป้ายเกี่ยวกับสถาบันฯ หรือมีการพูดถึงสถาบันฯ พอดีมีการ์ดอาสาขอเข้ามาช่วยงาน ผมจึงตกลงกับผู้กำกับว่าจะให้ทีมงานชุดนี้ช่วยอยู่ในงานดูแลความเรียบร้อยเรื่องป้ายที่หมิ่นสถาบันฯ หรือใครที่พูดถึงสถาบันฯ ก็จะขอร้องให้หยุดพูด
ไขก๊อกตัดตอนก้าวไกล
    แต่ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นในช่วงที่น้องจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. พูดถึงงบประมาณในส่วนของสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดได้ แต่ชุดการ์ดอาสาเข้าใจผิดคิดว่าพูดถึงก้าวล่วงสถาบันฯ จึงขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้น้องหยุดพูดถึงประเด็นนี้ โดยไม่ประสานงานกับคนคุมเวทีด้านข้างล่าง ภาพถึงหลุดไปแบบนั้น และเป็นการเหมือนตำรวจหรือทหารขึ้นไปคุกคามน้อง ซึ่งไม่เป็นความจริงเป็นการเข้าใจผิดและประสานงานที่ผิดพลาด
    จากเหตุการณ์ครั้งนี้ผมขอรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว และขออภัยในความผิดพลาดไปยังผู้กำกับ สน.สำโรงเหนือ ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ซึ่งท่านดีมาก อำนวยความสะดวกในการชุมนุมอย่างดี ขออภัยน้องๆ การ์ดที่อาสาเข้ามาช่วยงาน แม้ว่าเราจะไม่รู้จักหรือสนิทกันมากมายเป็นการส่วนตัว และไม่ได้ค่าจ้างใดๆ เลยในการมาช่วยงานนี้ สุดท้ายขออภัยน้องจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท. ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ขออภัยทุกท่านอย่างสูงมา ณ ที่นี้ครับ
    ต่อมา นายธวัชชวินได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์@Thawatchawin ระบุว่า "เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เป็นความรับผิดชอบของผมคนเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับทางพรรค ผมขอรับผิดชอบเพิ่มเติมโดยการขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าสาขาพรรคก้าวไกล สมุทรปราการ และยุติการลงสมัครการเมืองท้องถิ่นในนามคณะก้าวหน้า โดยให้มีผลในทันที จึงแจ้งมาเพื่อให้ทุกท่านทราบ"
    ด้านนายวุฒินันท์ บุญชู ส.ส.พรรคก้าวไกล เขต 4 สมุทรปราการ ชี้แจงว่า "สืบเนื่องจากกรณีการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนายธวัชชวิน ในกิจกรรมของกลุ่มแรงงานปฏิวัติเมื่อวานนี้ ผม-วุฒินันท์ บุญชู ส.ส.พรรคก้าวไกล สมุทรปราการ เขต 4 ขอปลดนายธวัชชวิน อดีตผู้สมัคร ส.ส.ในสมุทรปราการ จากการเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวผม นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
         "ผมและพรรคก้าวไกลยืนยันว่า การเคารพและปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนเป็นหลักการที่สำคัญยิ่ง ผมน้อมขอโทษต่อคุณจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ และพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคนจากเหตุการณ์เมื่อวานครับ" นายวุฒินันท์ระบุ 
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ประเทศกูมี กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 35,273 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” (Traditional Voice) จำนวน 1,409 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 16-21 สิงหาคม ที่ผ่านมา
    พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.9 ระบุประชาชนทุกคนคือผู้ที่ต้องออกมาปกป้อง เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ รองลงมาคือร้อยละ 89.5 ระบุข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน และร้อยละ 86.9 ระบุกองทัพ คือผู้ที่ต้องออกมาปกป้อง เทิดทูนสถาบันหลักของชาติ
โครงการพระราชดำริ
    ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยมี พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.6 ระบุประเทศที่มีโครงการพระราชดำริสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เช่น ฟื้นฟูป่าชายเลน โครงการแก้มลิง โครงการชั่งหัวมัน และอื่นๆ เป็นพันโครงการ รองลงมาหรือร้อยละ 97.4 ระบุประเทศไทยมีศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจ ความดี หลักธรรม คุณธรรมและความช่วยเหลือเกื้อกูล, ร้อยละ 96.8 ระบุประเทศไทยมีลูกหลาน ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ด้วยความกตัญญู, ร้อยละ 96.2 ระบุประเทศไทยมีสอนให้ประชาชนรู้จักพึ่งพาตนเองด้วยเศรษฐกิจพอเพียง จนสหประชาชาติยกย่องเชิดชูสูงสุดไปทั่วโลก
    ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.9 ระบุประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนในชาติช่วยแก้วิกฤติโควิดได้คำชมอันดับต้นๆ ของโลก, ร้อยละ 89.8 ระบุประเทศไทยมีปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง, ร้อยละ 87.1 ระบุประเทศที่มีโครงการธนาคารต้นไม้ ประชาชนปลูกไม้มีค่าไว้ขายได้, ร้อยละ 86.1 ระบุประเทศไทยเป็นประเทศที่กองทัพช่วยแก้ภัยพิบัติประชาชน น้ำท่วม ดินถล่ม และอื่นๆ, ร้อยละ 78.5 ระบุประเทศที่มีรถไฟฟ้า เทคโนโลยี ทันสมัย และที่ต่ำสุดคือร้อยละ 60.3 ระบุประเทศที่คนทุกวัย รู้เท่าทัน ต่างชาติเข้ามาสร้างความปั่นป่วน ให้คนไทยแตกแยกกันเอง
    นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.0 เห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศไทยมีดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก ในขณะที่ เพียงร้อยละ 2.0 เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยถึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll ในการศึกษาแนวโน้มการก่อตัวและการปั่นกระแสคนในโลกโซเชียลจากตัวอย่างการใช้ข้อความการเมืองจำนวน 35,273 ตัวอย่าง พบว่า ข้อความการเมืองที่ว่า “เยาวชนปลดแอก” ถูกปล่อยข้อความออกมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 วันปั่นยอดสูงสุดวันที่ 23 กรกฎาคม แต่แนวโน้มลดต่ำลงแล้ว ปัจจุบันยังคงใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 75.3% และอินสตาแกรม ร้อยละ 14.9
    ที่น่าสนใจคือ ข้อความการเมืองที่ว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา เริ่มปล่อยข้อความวันที่ 18 กรกฎาคม และจุดปั่นกระแสสูงสุดคือวันที่ 16 สิงหาคม และแนวโน้มลดต่ำลงเช่นกัน ปัจจุบันยังคงใช้ ทวิตเตอร์ร้อยละ 60.0 แต่ที่น่าพิจารณาคือ ใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางสำหรับข้อความให้มันจบที่รุ่นเรา สูงถึงร้อยละ 32.5
    นอกจากนี้ จะพบว่าอินสตาแกรมกำลังถูกใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารข้อความการเมืองปลุกปั่นอารมณ์ของคนรุ่นใหม่ในโลกโซเชียลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ ร้อยละ 54.2 ในขณะที่ทวิตเตอร์ร้อยละ 41.9 และสำหรับข้อความประเทศกูมี ถูกใช้ขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาคือ วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และเพิ่มยอดสูงสุดคือ 19 สิงหาคม โดยมี ทวิตเตอร์ร้อยละ 73.2, อินสตาแกรมร้อยละ 10.7 และวิดีโอร้อยละ 6.3 ตามลำดับ
    ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ประเทศกูมีของดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก ที่คนไทยไม่ควรยอมให้ต่างชาติและคนไทยบางคนมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายจนทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น ประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังก้าวไปถึงจุดที่ว่า เห็นงูเข้าบ้าน ก็จะเผาบ้าน เพื่อฆ่างูตัวนั้น แล้วผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร.


เฮ้อ..... ปลงสังขารตัวเองน่ะครับ! เห็น "เด็กส้ม" ในเข่งธนาธรกับ "เด็กแดง" ในเข่งทักษิณ หลอมเป็น "ม็อบล้มเจ้า" เกิดผลิตภัณฑ์ "รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว"

ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'
'เผาหลอก-เผาจริง' ร่าง รธน.