สถาบันคุ้มครองเงินฝากการันตีแบงก์ไทยสถานะแกร่ง


เพิ่มเพื่อน    

 

24 ส.ค.2563 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า ยืนยันว่าปัจจุบันสถานะของสถาบันการเงินของประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง ไม่มีแห่งไหนมีปัญหา จึงไม่อยากให้ประชาชนต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานะของสถาบันการเงินแต่อย่างใด เพราะทุกแห่งมีการกันสำรองหนี้เสียไว้สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

“ปัจจุบันไม่มีธนาคารไหนในประเทศไทยที่สถานะมีปัญหา ทุกแห่งยังแข็งแรง มีการกันสำรองไว้สูงกว่าเกณฑ์เป็นจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล หรือใส่ใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากจนเกินไป โดยที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันว่าแล้วว่าทุกธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) อยู่ในระดับสูง จึงไม่จำเป็นต้องวิตกเรื่องสถานะของธนาคารว่าไม่แข็งแกร่ง” นายทรงพล กล่าว

นายทรงพล กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 คาดว่าสถานการณ์เงินฝากของประชาชนจะยังเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยจะสูงกว่าภาพรวมการฝากเงินปกติ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4-6% ต่อปี โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการนำเงินมาฝากไว้กับสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการพักเงิน ก่อนจะมีการโยกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะต่อไป เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี และรัฐบาลมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เป็นผลให้การใช้จ่ายของประชาชนชะลอตัวลงด้วย แต่หลังจากมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว คาดว่าจะมีการนำเงินฝากออกมาใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 2/2563 ก่อนจะเริ่มนำเงินกลับมาฝากกับสถาบันการเงินอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

สำหรับภาพรวมการฝากเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองของ สคฝ. จำนวน 80.82 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.38% หรือคิดเป็น 1.1 ล้านราย และจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง อยู่ที่ 14.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.12% จากสิ้นปีก่อน โดยกว่า 98% เป็นผู้ฝากรายย่อยที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท และอีก ส่วนอีก 99% เป็นผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปริมาณเงินฝากมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ฝากเกือบทุกกลุ่ม โดยปริมาณเงินฝากที่เพิ่มขึ้นสูงสุด มาจากผู้ฝากเงินบุคคลธรรมดา และผู้ฝากภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐและกองทุนต่าง ๆ และเป็นการขยายตัวในทุกระดับวงเงินฝาก โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากในระดับเงินฝากวงเงินสูงกว่า 25 ล้านบาท อย่างไรก็ดีจากปริมาณเงินฝากที่ขยายตัวในอัตราสูง เป็นผลมาจากความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนมาฝากเงินมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย เพราะเงินฝากมีความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดเงินที่ผลตอบแทนลดลง และยังมีแนวโน้มการออมเพื่อสำรองการใช้จ่ายในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา สคฝ. มีเงินกองทุนที่มาจากการส่งเงินสมทบของสถาบันการเงิน ทั้งสิ้น 1.29 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมี สคฝ. บริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรของ ธปท. ประมาณ 70% สะท้อนสถานะของ สคฝ. ที่แข็งแกร่ง มีความคุ้มในการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝากเงิน โดย สคฝ. จะให้การคุ้มครองเงินฝากแก่ผู้ฝากทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทกับสถาบันการเงินภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากทั้ง 35 แห่ง ขณะนี้ สคฝ. อยู่ระหว่างการศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อพิจารณาขยายการคุ้มครองในอนาคต

ทั้งนี้ การคุ้มครองจะคุ้มครองทันทีในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบัน ในบัญชีเงินฝาก 5 ประเภท ได้แก่ 1. เงินฝากกระแสรายวัน 2. เงินฝากออมทรัพย์ 3. เงินฝากประจำ 4. บัตรเงินฝาก และ 5. ใบรับฝาก ซึ่งในกรณีที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินคืนภายใน 30 วัน ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด โดยปัจจุบันวงเงินคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 5 ล้านบาท จนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2564 หลังจากนั้นวงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ซึ่งวงเงินคุ้มครองดังกล่าว สามารถครอบคลุมการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝากเงิน 80.51 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.63% ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ ส่วนเงินฝากที่เกินวงเงินการคุ้มครอง ผู้ฝากมีโอกาสได้รับเงินฝากคืนเพิ่มเติม จากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการในภายหลัง


 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"