ซัดล่าลูกบิ๊กตู่ละเมิดสิทธิ


เพิ่มเพื่อน    

    "บิ๊กตู่" ปัดมีเรื่องไม่สบายใจ "อดีตรองโฆษก พปชร." จี้ "พิธา" ฟันเด็กก้าวไกลโพสต์ตามล่าลูกนายกฯ ขัดข้อบังคับพรรคไม่เคารพศักดิ์ศรีผู้อื่น "สนธิญา" ร้องศาลสั่งห้ามม็อบ นศ.ชุมนุมหลังพบพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง "ศรีสุวรรณ" แจ้ง ปอท.ฟันสมาชิกก้าวหน้าแชร์รูปเด็กอนุบาลชู 3 นิ้วผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
    เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือไม่ (หลังมีกระแสข่าวโจมตีทางโซเชียลมีเดียตามหาที่อยู่ของบุตรสาวนายกฯ ทั้ง 2 คน รวมถึงเรื่องการคัดค้านซื้อเรือดำน้ำ) ซึ่งนายกฯ ได้โบกมือปฏิเสธพร้อมตอบเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่มี"
    ขณะที่ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เรียกร้องให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ดำเนินการกับนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และกรรมการบริหารพรรค หลังเข้าร่วมกิจกรรมทางสื่อโซเชียลโพสต์ข้อความ "#ตามหาลูกประยุทธ์ เทรนด์อันดับหนี่ง twitter วันนี้ ถึงคิวลูกของคุณแล้ว" ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับของพรรคก้าวไกล ข้อ 8 (3) ว่าหากพรรคไม่ออกมารับผิดชอบการกระทำของกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว ก็ควรพิจารณาแก้ไขลบทิ้งข้อบังคับพรรคก้าวไกลข้อ 8 (3) อย่างเร่งด่วน ก่อนการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดๆ เพื่อกันการวิพากษ์วิจารณ์ว่าแค่ระดับข้อบังคับพรรคยังจัดการไม่ได้ แล้วการจัดการกฎหมายระดับประเทศจะมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เพียงใด
    "ข้อบังคับพรรคก้าวไกล ข้อ 8 (3) ยืนยันหลักการที่ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันตามกฎหมาย หลักนิติรัฐ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพความแตกต่างทางความคิด ...รวมทั้งตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 12 ระบุชัดว่า บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอำเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าว" น.ส.ทิพานันกล่าว
    อดีตรองโฆษก พปชร.กล่าวว่า การที่กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลเข้าร่วมกิจกรรมที่แทรกแซงความเป็นส่วนตัวของบุตรสาว พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน จึงเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และฝ่าฝืนหลักสิทธิมนุษยชนสากลได้ ซึ่งนอกจากจะอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคก้าวไกลแล้ว ยังอาจเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญไทย 2560 มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวอีกด้วย
    นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ต้องหยุดคุกคามตามล่าลูกสาวลุงตู่ทันที ผมคัดค้านการข่มขู่คุกคามเด็กเล็กเยาวชน ด้วยเหตุผลประการใด!! และด้วยเหตุผลประการนั้น ผมขอคัดค้านการคุกคามตามล่าลูกสาวลุงตู่ด้วย!!! ขอให้หยุดในทันทีครับ ลูกสาวของลุงตู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย การข่มขู่คุกคามตามล่าจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ขอให้หยุดโดยพลันครับ!!!"
ร้องศาลสั่งห้ามชุมนุม
    ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการชุมนุมของนักศึกษาที่เริ่มขยายวงและอาจจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งว่า ข้อเรียกร้อง 3 ข้อของกลุ่มนักศึกษา  วันนี้ทุกฝ่ายก็เห็นด้วยในหลักการแล้ว และอยู่ในช่วงของการดำเนินการ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อหารือ โดยมีการเสนอให้แก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นเมื่อ 3 ข้อเรียกร้องของนักศึกษาได้รับการสนองตอบก็ควรจะจบและยุติการชุมนุม รวมทั้งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะคณะก้าวหน้าก็ควรที่จะยุติการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นกัน ขอให้เห็นแก่ประเทศและประชาชนบ้าง
    วันเดียวกัน นายสนธิญา สวัสดี อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ กรณีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลังจากได้ยื่นเรื่องนี้ให้อัยการสูงสุดพิจารณาตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.63 ผ่านมา 25 วัน เมื่ออัยการสูงสุดไม่พิจารณาและไม่ตอบอะไรกลับมา จึงขอใช้สิทธิร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำร้อง 2 เรื่อง เนื่องจากเห็นว่าการชุมนุมในขณะนี้เป็นการล้มล้างการปกครองฯ และขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวในกรณีคำร้องดังกล่าว เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยขอให้คุ้มครองชั่วคราวมิให้มีการชุมนุมจนกว่าการพิจารณาคดีนี้จะแล้วเสร็จ โดยคำร้องทั้ง 2 เรื่องมีเหตุมาจากการเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเรื่องการคุกคามผู้ชุมนุม
    ถามว่าการมายื่นเพื่อเป็นการปิดกั้นการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นใช่หรือไม่ นายสนธิญากล่าวว่า  ถ้าการจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ กระทำการเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการชุมนุมแล้วบนเวทีมีกระบวนการจาบจ้วง หรือเรียกร้องพาดพิงไปถึงสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็จำเป็นจะต้องร้องศาลรัฐธรรมนูญต่อ
    ที่ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ริมถนนศรีจันทร์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น มีกลุ่มผู้ชุมนุมจากเครือข่ายแนวร่วมประชาชนภาคอีสานเพื่อประชาธิปไตยกว่า 500 คน รวมตัวกันชุมนุมเรียกร้อง 3 ข้อตามแนวทางการชุมนุมที่ได้กำหนดจัดการชุมนุมอย่างต่อเนื่องในชื่อ "ไทบ้านสิบ่ทน คนอีสานสิปลดแอก" ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองอย่างเข้มงวด โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดโดยรอบสถานที่จัดการชุมนุมเพื่อความปลอดภัย
    ในการชุมนุมดังกล่าวกลุ่มแกนนำได้ตั้งเวทีกลาง เพื่อให้แกนนำได้หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย การกำหนดพื้นที่จัดกิจกรรมที่ให้ผู้ชุมนุมได้แสดงความคิดเห็น ด้วยการเขียนข้อความลงบนผ้าขาวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และสะท้อนความต้องการของประชาชนสื่อถึงรัฐบาลและผู้มีอำนาจใน  3 ข้อเรียกร้องหลัก ประกอบด้วยการหยุดคุกคามประชาชน การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งและยุบสภา
แจ้งจับแชร์รูปเด็กชู 3 นิ้ว
    ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ​นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีนายพฤทธิกร สาระกุล ทีมคณะก้าวหน้า และสมาชิกพรรคก้าวไกล และนายสมยศ วรนาม ที่ได้โพสต์และแชร์รูปเด็กอนุบาล 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ยโสธร ชูสามนิ้วเหนือศีรษะโดยไม่มีการปิดหน้าปิดตา  พร้อมมีข้อความติดแฮชแท็กว่า "#อนุบาลต้านเผด็จการ ไม่หวั่น ม.116 ภัยต่อความมั่นคงเผด็จการไดโนกะลา" ซึ่งขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม
    นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา พบข้อมูลว่านายพฤทธิกรและนายสมยศได้นำรูปเด็กอนุบาลชู 3 นิ้วมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีข้อความสนับสนุนทางการเมือง ถือเป็นการละเมิดกฎหมายตาม ม.27 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 มีความผิดตาม ม.79 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน  6 เดือน ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีความผิดตาม ม.14 (1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อเด็กคนดังกล่าว
    "ยังพบมีผู้ที่แชร์รูปและข้อความดังกล่าวไปกว่า 195 คน ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับเช่นกัน นอกจากนี้มีบางรายกระทำผิดซ้ำ โดยนำรูปเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาโพสต์เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการเมือง จึงต้องแจ้งความเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด" นายศรีสุวรรณกล่าว
    ด้านนายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในกรรมาธิการการปกครอง ลงพื้นที่หมู่บ้านเอื้ออาทร ตำบลตาดทอง อ.เมืองยโสธร กรณีมีกระแสในโลกโซเชียลว่าเด็กอนุบาลถูกคุกคามจากการชู 3 นิ้ว โดยปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดมีเจ้าหน้าที่ 5 คนตามหาถึงที่บ้าน ประชาชนต่างแสดงความห่วงใยและร้องเรียนผ่านมายังคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมฯ เป็นจำนวนมาก
    นายปิยวัฒนกล่าวว่า จากการได้พูดคุยกับผู้ปกครองเยาวชนรายดังกล่าวทราบว่าได้ถ่ายภาพชู 3  นิ้วเพื่อส่งกันดูภายในครอบครัว คุณตาของน้องซึ่งเป็นอดีต นปช.เป็นผู้โพสต์ภาพนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว   จากนั้นได้มีผู้แชร์ภาพดังกล่าวอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล 
    "จากที่มีภาพปรากฏกล้องวงจรปิดพบเจ้าหน้าที่ 5 คนมาที่บ้านเด็กหญิงคนดังกล่าว คุณยายได้แจ้งว่าเป็นครูประจำชั้นและเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นการไม่เหมาะสมเพราะเด็กยังไร้เดียงสา อาจจะส่งผลต่อเด็กในอนาคตได้ เจ้าหน้าที่ได้ย้ำว่าอย่ากระทำเช่นนี้อีก ซึ่งคุณยายได้ยอมรับ และไม่มีเจตนาอื่นนอกจากโชว์ความน่ารักของหลานให้คุณตาดู เนื่องจากคุณตาเป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตย" นายปิยวัฒนกล่าว
    ส.ส.ยโสธรผู้นี้กล่าวว่า ในฐานะคณะทำงานและเป็น ส.ส.ในพื้นที่พร้อมช่วยเหลือหากเด็ก ครู และคนในครอบครัวถูกคุกคาม ไม่ว่าจะจากบุคคลหน่วยงานรัฐใดก็ตาม และจะนำเรื่องนี้ไปชี้แจงประสานทำความเข้าใจกับผู้อำนวยการโรงเรียนต่อไป.


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์