'จตุพร' ซ้ำแผล 'ก้าวไกล' เพ้อปิดสวิตช์สว. จวกยับ 'ก้าวหน้า' กินแรงเด็ก


เพิ่มเพื่อน    

29 ส.ค.63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk เมื่อวานนี้ช่วงหนึ่งว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความละเอียดอ่อนยิ่ง ช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550 ในช่องทางตั้งสสร.มายกร่างใหม่ มุ่งหมายแก้ที่มาเลือกตั้ง ต้องการแก้ที่มาส.ว. จากการสรรหาขององค์กรอิสระให้มาเป็นประชาชนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหมือนในสถานการณ์ขณะนี้ ชนะในสนามประชาชนเบ็ดเสร็จ แต่ไปตายในสนามองค์กรอิสระ แม้จะได้มากี่เสียงก็ตาม แต่ไปเสร็จคน 9 คนทุกคราวไป โดยการแก้รัฐธรรมนูญวันนี้ ไม่ต้องการเป็นอุปสรรคขัดขวางใดๆ ยังสนับสนุนข้อเรียกร้องของคนหนุ่มสาว 3 ข้อ 2 จุดยืน และ 1 ความฝัน แต่พรรคการเมืองต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเป็นสุภาพบุรุษต่อกัน ถ้าคิดเหลี่ยมคูทางการเมืองแล้ว การต่อสู้นี้ไม่มีวันชนะ โดยไม่เกี่ยวกับความโง่ หรือฉลาดกว่ากัน 

“เห็นใจพรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านร่วม เมื่อพรรคก้าวไกลเห็นชอบในที่ประชุมพรรคร่วมให้แก้ ม.256 เว้นหมวด 1-2 จนมีการลงชื่อเพื่อยื่นญัตติแก้ไขเข้าสภา แต่กลับลำมาถอนชื่อออกไปในช่วงไม่กี่นาที โดยอ้างไม่เห็นด้วยกับการยกเว้น หมวด 1 และ 2 ทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเสียหาย พรรคเพื่อไทยต้องถูกกระทืบซ้ำอีก เมื่อไม่เห็นด้วยกับการปิดสวิตช์ ส.ว. พลังมวลชนเล่นงานกันหนักหน่วง ต้องเสียคนเสียหน้าครั้งใหญ่จากเสียงวิจารณ์ในคำพูดรู้ว่าจะรบแพ้ แล้วรบไปทำไม ทั้งที่คำพูดนั้น เป็นการสะท้อนถึงปัญหาจำนวนเสียงในการลงมติแก้รัฐธรรมนูญ ที่ถูกล็อกด้วยเสียงสองสภาเกินครึ่ง แล้วยังถูกบังคับให้ต้องมี สว.อีก 84 เสียงลงมติผ่านด้วย เมื่อหนทางเดินให้แก้ ประสบความสำเร็จ อย่าหาเศษหาเลยกัน และไม่กลัวกองทัพไซเบอร์มาถล่ม เพราะข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ ถ้านักต่อสู้มีพฤติกรรมแบบนี้ ผมไม่ชอบเลยจริงๆ เมื่อคุณไม่เห็นด้วยกับการแก้ หมวด 1 และ 2 คุณต้องไม่เซ็นชื่อ แต่เมื่อกำลังจะยื่นไม่กี่นาทีข้างหน้ากลับไปถอนรายชื่อ ทั้งที่หนังสือร่างญัตติมีมาก่อนแล้ว ซึ่งไม่แฟร์กับขบวนการต่อสู้เหมือนกัน”นายจตุพรกล่าว  

นายจตุพรกล่าวว่า การต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยนั้น เป็นปลายทางที่เราเดินมายาวนาน แม้ได้ชัยชนะในทางประชาชน แต่แพ้ราบคาบกับองค์กรนอกเหนือมาตลอด ไม่ใช่เราไม่สู้ แต่เราสู้ทุกอย่างที่รู้ว่าต้องสู้ ทั้งที่รู้ว่าแพ้ยังเดินเข้าสู่สนามคิลลิ่งโซน เราก็ยังเข้า โดยหวังว่า เผื่อมีโอกาสชนะ ซึ่งจะเป็นศูนย์หรือหนึ่งเปอร์เซ็น เราผ่านสถานการณ์อย่างนี้มาตลอด ดังนั้น การเดินทางต่อไปนี้ต้องแฟร์กัน การเรียกร้องให้ สว.ลาออกในเดือนกันยายนนั้น มีใครเชื่อบ้างว่า สว.จะลาออก ซึ่งคนหนุ่มสาวมีสิทธิ์เรียกร้องไม่มี สว.ในสิ้นกันยานี้ แต่ไปถามดูว่าน้ำหน้า 250 สว.จะลาออกหรือไม่ อีกอย่างเมื่อขีดเส้นตายแล้ว จำเป็นต้องยกระดับการชุมนุมกดดัน  

การปิดสวิตช์ สว.นั้น ไม่ได้วิตกเลยกับการโหวตเลือกนายกฯ เพราะถ้ายุบสภาแล้วพรรคฝ่ายค้านปัจจุบันรวมตัวกันได้เกิน 251 เสียงแล้ว สว. 250 เสียงไม่มีความหมายใดๆ และถ้ากล้าไปสมคบกับเสียงข้างน้อยตั้งนายกฯ บ้านเมืองจะพังหนักยิ่งกว่านี้อีก เชื่อว่า สถานการณ์แบบนี้ สว.รู้ว่าถ้ายุบสภาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จึงพยายามอธิบายว่า คนปิดสวิตช์ สว.ต้องเป็นประชาชนชน เพราะส.ว. ไม่มีวันจะปิดสวิตช์ตัวเอง ผมเคารพการตัดสินของคนหนุ่มสาว ผมเคยสู้กันมาแบบวัยแบบนี้ วันนี้การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นประตูสำคัญ บอกเลยว่า ทันทีมีการเบี้ยวกันในการแก้ ม.256 การมีเรื่องก็มีความชอบธรรม ถ้าไม่เบี้ยวก็เดินหน้าต่อ ถ้าเบี้ยวก็จบเกม ปิดการขาย วันนั้นไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเดินไปถึงจุดนี้ ผมจึงบอกกับพี่น้องว่า ท่วงทำนองการต่อสู้ สิ่งสำคัญที่สุดในสนามที่มีความเป็นความตายนั้น ต้องซื่อสัตย์ต่อกันเพราะระหว่างทาง ไม่รู้จะตายวันไหน การต่อสู้คราวนี้ ตนต้องคิดอย่างละเอียด และอย่างที่เคยบอกว่า ถ้าเชื่อมั่นว่า ข้างนอกกดดันปิดสวิตช์ สว.ได้จริง คุณต้องร่วมรับผิดชอบกับคนหนุ่มสาว ต้องไปถือธงนำร่วม ถูกคดีอะไรก็เหมือน และเหมือนพวกตนที่ทำมาก่อนจนมีคดียาวเป็นห่างวาว นี่คือความรับผิดชอบ แต่ตนไม่มีวันขอแรงมวลชนเพื่อมาสนับสนุน โดยที่ตัวเองไม่ต้องออกแรงเลย ถ้าคุณประกาศพร้อมมีความเชื่อแบบนี้ อย่ากินแรงเด็กต้องนำหน้า หรือเคียงข้างเขา ในการต่อสู้มีความเป็นความตายต้องร่วมเป็นชะตากรรมเดียวกัน หลายคนถามว่า แล้วจตุพร เป็นไง ผมจะบอกว่ารอจนกระทั่งวันที่เขาเบี้ยวก็แล้วกัน"นายจตุพร กล่าว 

ประธานนปช.กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ รอให้ถูกฉีก แต่มีช่องทางเดียวที่จะแก้ไขได้ คือฝ่ายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ถอยไม่ออกเช่นกัน และขบวนการเยาวชน คนหนุ่มสาวเป็นพลังสำคัญที่จะกดดัน แต่ต้องเข้าใจความเขี้ยวลากดินของนักการเมืองไทยด้วย ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 คงไม่เกิดขึ้น ถ้าปรากฏว่าวันหนึ่งเขาหักหลัง เบี้ยวมาตรา 256 วันนั้น เชื่อว่า อะไรก็เอาไม่อยู่แล้ว เพราะสถานการณ์อื่นอยู่ในสภาวะแวดล้อมกระชับกันมา ทั้งนี้มีความหวังว่า การได้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยประชาชนนั้น จะมีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่านักการเมือง จึงต้องให้ประชาชนลงมือปิดสวิตซ์ ไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมือง ต้องเชื่อใจประชาชน และถ้าขบวนการแก้ไข รธน.เชื่อใจประชาชนต้องเดิน ม.256 ให้สุดทาง ให้มี สสร.เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง รัฐปล่อยให้รณรงค์เสรีภาพ เราจะได้ รธน. แข็งแรงและเป็นประชาธิปไตยดีที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมาก็ว่าได้ 

“ต้องขอบคุณคนหนุ่มสาวทั้งหลาย พร้อมมีช้างเผือกเกิดขึ้นมาเต็มแผ่นดิน เชื่อว่าการต่อสู้ของเขามีพลัง ยังมีความหวัง อีกอย่างเชื่อว่า ต้องคืนอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่เชื่อใจนักการเมืองจะปิดสวิตซ์ได้ เพราะนักการเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับประชาชน ขอจงเชื่อใจประชาชน ให้แก้ ม.256 ให้ได้ สสร.คือทางออกทางเดียวที่เป็นจริง ส่วนใครคิดว่า ใจไม่ถึงก็ทำไปเลยตามสบาย ใครเชื่ออย่างไร ลงมาเลย ถ้าเชื่อว่าต้องใช้ขบวนการคนหนุ่มสาว คุณอย่ากินแรงเด็ก ลงมาร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา รับชะตากรรมอย่างเท่าเทียม และต่อสู้ตามความเชื่อ ส่วนผม รอวันที่เบี้ยว ก็ได้เวลาผม พูดง่ายๆว่า วันไหนเบี้ยว 256 วันนั้นก็เจอกับผม ดังนั้น ผมมีวิธีคิดของผม เพราะเดินมาก่อน ผมเห็นปัญหา รอในสงครามที่ผมกำหนดเอง แต่ไม่เข้าสงครามในส่วนที่ผมไม่ได้กำหนดอีก ครั้งต่อไปนั้น เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นจริง  รอวันที่มีการหักกันในมาตรา 256 วันนั้นก็จะได้คิวผม"ประธานนปช.กล่าว 


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ