ลากไส้‘สันติเทกระโถน’ ไร้ผลงานแต่อยากนั่งคลัง


เพิ่มเพื่อน    

  "แรมโบ้อีสาน" สับเละ "พิชัย" ผลงานไม่มี ความดีไม่ปรากฏ เอาแต่ด่ารัฐบาล ลั่น "บิ๊กตู่" ไม่มีประวัติเสียหายในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนผู้นำในอดีต "ศรีสุวรรณ" เฉ่ง "สันติ" เก้าอี้ รมว.คลังไม่ใช่ตำแหน่งเทกระโถนเพื่อสนองตัณหา ไร้ความสามารถยังจะกล้าออกตัว

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พิชัย นริพทะพันธุ์ ระบุถึงการลาออกของนายปรีดี ดาวฉาย จากตำแหน่ง รมว.การคลัง เท่ากับหมดเวลาของนายกฯ เพราะหมดความน่าเชื่อถือ เศรษฐกิจทรุดหนัก และให้นายกฯ ควรลาออกนั้นว่า การลาออกของนายปรีดีถือเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากนายปรีดีได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีข้อจำกัดของเวลาและปัญหาสุขภาพ ที่อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ และยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดกับคนในพรรคพลังประชารัฐ
    ทั้งนี้ เชื่อว่าก่อนที่นายปรีดีจะเสียสละเข้ามาทำงานให้กับประเทศ ได้คิดไว้เป็นอย่างดี และรู้ดีถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศอยู่แล้ว โดยไม่ใช่เพราะว่าเข้ามาแล้วเห็นตัวเลขเศรษฐกิจ หรือเพราะนายกฯ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ดังนั้นนายพิชัยก็ไม่ควรที่จะใช้โอกาสนี้เพื่อมากล่าวหาหรือตำหนินายกฯ และรัฐบาล เป็นการวิจารณ์แบบไร้สมองคิดที่สุด
    ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายพิชัยก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ซึ่งเกิดขึ้นในทั่วโลก และรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนและเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม
    นายสุภรณ์มั่นใจว่าหากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก หากนายพิชัยให้นายกฯ ลาออก และให้คนในพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหา ก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะอย่าลืมว่าในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไร และพัฒนาประเทศเลย มีแต่มุ่งเน้นที่จะผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง หรือนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย และปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเสียหายย่อยยับจนชาวนาหลายคนต้องผูกคอตาย ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาได้พยายามแก้ไขปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจในหลายโครงการ ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต่างๆ ที่ได้ผลดีในระดับพอใจ
    เขาบอกว่า สิ่งสำคัญรัฐบาลนี้จัดการปัญหาโควิด-19 ได้เป็นอย่างยอดเยี่ยมจนเป็นที่ยอมรับกันทั้งคนในประเทศและทั่วโลก ซึ่งการที่เศรษฐกิจชะลอตัวจึงไม่ใช่ความผิดพลาดของนายกฯ และรัฐบาล จึงไม่เป็นธรรมที่จะให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง
    "และที่ชัดเจนที่สุด นายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธุ์คนนี้ไม่มีประวัติเสียหายในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนผู้นำในอดีตที่ใกล้ชิดนายพิชัย ที่มีข้อหาการทุจริตโกงข้าวชาวนา เสียหายมากมาย เศรษฐกิจก็พังพินาศเสียหายย่อยยับ ผู้นำคนนั้นยังไม่เคยคิดลาออกเลย ทำไมนายพิชัยจึงไม่บอกให้ผู้นำคนนั้นลาออกบ้างล่ะครับ" นายสุกรณ์ระบุ
    ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่านายปรีดีลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ แต่สังคมไทยกลับมิได้เชื่อเช่นนั้น หากแต่พุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งภายในกระทรวง เพราะยังไม่ทันไรนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนนั้น
         ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่ตำแหน่งเทกระโถนที่มีไว้เพื่อสนองตัณหาหรือความอยากของนักการเมืองได้ แต่เป็นตำแหน่งที่สามารถชี้เป็นชี้ตายต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะ GDP ภายในประเทศที่ติดลบอย่างรุนแรงในหลายไตรมาสที่ผ่านมา และจะยังคงตกต่ำต่อไปในอนาคต
    "หากไม่มีหัวเรือทางเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ที่เท่าทันต่อสภาวการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก มาเป็นกลไกหลักในกระทรวงการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติในขณะนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะอ้างว่าตนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอยู่แล้วก็ตาม แต่ผลงานการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ก็เป็นที่ทราบกันว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ยังจะกล้าออกตัวเยี่ยงนั้นอีกหรือ"
        นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า แม้นายสันติมีประสบการณ์ในอดีตเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาแล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่นั่งรัฐมนตรีว่าการทั้งสองกระทรวงดังกล่าว มีผลงานอะไรที่โดดเด่น จนคนต้องจดจำกันทั้งบ้านทั้งเมืองได้บ้างหรือไม่ และยิ่งกระแสของสังคมมุ่งเป้าไปที่เรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวงมากกว่าข้ออ้างปัญหาด้านสุขภาพจนนายปรีดีต้องรีบลาออกไปทั้งๆ ที่นั่งตำแหน่งเจ้ากระทรวงได้เพียง 27 วัน ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลและภาพลักษณ์ของนายสันติพลอยมัวหมองตามไปด้วย
         เขากล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น นายสันติควรจะทราบดีอยู่แล้วว่าตนเองจบการศึกษาแค่ ป.ตรี ป.โท ด้านรัฐศาสตร์เท่านั้น มิได้ตรงกับสายงานทางด้านเศรษฐกิจแต่อย่างใด แม้จะเคยนั่งเป็นผู้บริหารบริษัทที่ประกอบธุรกิจประเภทพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร และชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ก็มิได้ทำให้โดดเด่นที่จะทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคได้
       “ในทางการเมือง แม้นายสันติจะเป็นถึงผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ และมีคนใหญ่คนโตในพรรคเกื้อหนุนให้ แต่ในพรรคพลังประชารัฐก็ยังมีมุ้ง มีกลุ่มการเมืองที่หลากหลาย ที่ยังผิดหวังต่อตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองอยู่อีกมาก การมี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์เพียง 5 คน ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องการันตีถึงความมั่นคงในตำแหน่งรัฐมนตรีได้ การที่ห้าวหาญถึงกับกล้าที่จะประกาศตัวพร้อมนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์หน้ามืดตามัวคล้อยตาม ก็จงหาสถานที่ที่จะกลบฝังรัฐบาลไว้ล่วงหน้าได้เลย” นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด
    น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่สื่อออนไลน์บางสำนักรายงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ รับ 3,000 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอย เป็นการเอื้อทุนใหญ่ เงินเข้ากระเป๋าห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อนั้น ขอชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ที่ต่อยอดจากโครงการชิมช้อปใช้ โดยร้านค้าที่เข้ามาโครงการจะยังเหมือนเดิม แต่วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ เพื่อขยายร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายคือกลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วย ร้านขายข้าวแกง ร้านขายอาหารและเครื่องมือตามตลาดหรือตลาดนัด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กให้ได้มากที่สุด
    "รัฐบาลต้องการช่วยเรื่องค่าครองชีพของประชาชน พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจให้ลงไปสู่ผู้ค้ารายเล็กรายน้อย หลังจากที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่ได้ตั้งเป้าให้เงินเข้ากระเป๋าทุนใหญ่แต่อย่างใด แม้โครงการดังกล่าวจะมีห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์การใช้จ่ายนั้น เอื้อให้มีการซื้อของกับผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยจริงๆ" น.ส.ไตรศุลีกล่าว.

 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก