จี้นายกฯเปิดชื่อ แก๊งร่วมทำผิด! บอสกระทิงแดง


เพิ่มเพื่อน    

  "อรรถพล" ยันไม่เคยพูด "บิ๊กอัยการ" คดีบอสเผ่นไปนอกแล้ว ชี้ผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวเท็จ ด้านสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมออกแถลงการณ์ให้นายกฯ เปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องร่วมคดีบอส กระทิงแดง เร่งปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีมาตรฐานสากลป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงการที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้ลงข้อมูลทำนองว่าตนเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ว่าพนักงานอัยการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความเร็วคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ได้เดินทางหนีออกนอกประเทศแล้วว่า ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวดังกล่าว ปรากฏว่ามีน้องๆ อัยการโทร.เข้ามาสอบถามตนเป็นจำนวนมากว่าอัยการคนดังกล่าวเป็นใคร เดินทางหนีออกนอกประเทศไปแล้วจริงหรือไม่  
    "ผมขอยืนยันตรงนี้ว่าข่าวที่ออกไปดังกล่าวไม่เป็นความจริง คือหนึ่ง ผมไม่เคยไปให้สัมภาษณ์ถ้อยคำหรือข้อความดังกล่าว สอง ผมไม่ทราบและไม่รู้จักว่าอัยการที่ถูกกล่าวอ้างเป็นใคร"
    อดีตอัยการสูงสุดกล่าวว่า เมื่อทราบว่ามีสำนักข่าวที่มีชื่อเรื่องสืบสวนสอบสวนแห่งหนึ่งได้รายงานข่าวว่าได้สัมภาษณ์ตน ตนก็ได้โทรศัพท์ไปสอบถามนักข่าวอาวุโสคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวแห่งนั้น ต่อว่าในการนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นความจริง โดยผู้อำนวยการสำนักข่าวดังกล่าวยอมรับว่าข่าวดังกล่าวไม่มีต้นตอที่น่าเชื่อถือ โดยคนที่ทำการเผยแพร่ข่าวเป็นลูกน้องในทีม จะดำเนินการลบข่าวให้
    "เนื่องจากข่าวดังกล่าวถูกแพร่กระจาย มีน้องๆ ที่สำนักงานอัยการโทร.มาถามเป็นจำนวนมาก จึงต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงตรงนี้เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวเท็จ" นายอรรถพลกล่าว
    ขณะที่สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรีเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องร่วมกระทำผิดกรณี “การสอบสวนล้มคดีบอส” และเร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งงานสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ให้มีมาตรฐานสากล ป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ มีรายละเอียดดังนี้    
    ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหาตัวเจ้าพนักงานของรัฐผู้ร่วมกระทำผิดในกรณีที่มีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบช่วยให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา พ้นจากการถูกฟ้องคดีอาญาข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตายแล้วหลบหนี ซึ่งตำรวจผู้รับผิดชอบระดับต่างๆ ได้มีการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานคดีนี้เป็นระยะๆ ตลอดมา จนกระทั่งทำให้พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง โดยมี ศ.ดร.วิชา มหาคุณ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ศ.ดร.วิชาได้นำผลการตรวจสอบไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลและออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนส่วนหนึ่งแล้วนั้น
    เนื่องจากการแถลงข่าวประกอบเอกสารที่เผยแพร่ดังกล่าว แม้จะมีการยืนยันถึงการกระทำผิดของตำรวจผู้ใหญ่ พนักงานสอบสวน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทนายความ และพนักงานอัยการ ว่าได้ร่วมกันทำเป็นขบวนการ และเสนอให้มีการดำเนินคดีอาญาและวินัยร้ายแรงกับข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องทุกคน แต่กลับไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนได้ทราบว่า มีใครบ้างเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมของชาติอย่างร้ายแรงดังกล่าว และรัฐบาลจะดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งการปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวนและงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีกอย่างไร จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการดังนี้
    1.เปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวให้ประชาชนได้ทราบว่า บุคคลทั้ง 8 กลุ่มที่ถูกระบุว่าร่วมกันกระทำความผิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนดังกล่าวมีผู้ใดบ้าง แต่ละคนมีตำแหน่งหน้าที่อะไรและมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดอาญาหรือวินัยร้ายแรงอย่างไรบ้าง
    2.สั่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนคดีนี้ และรีบดำเนินการออกหมายเรียกผู้ที่มีหลักฐานการกระทำผิดตามรายงานดังกล่าวเป็นผู้ต้องหา หรือเสนอศาลออกหมายจับ และรีบจับตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายเหมือนกรณีการดำเนินคดีอาญากับประชาชนผู้กระทำความผิดในคดีต่างๆ สรุปเสนอให้พนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีต่อศาลโดยเร็ว
    3.ใช้อำนาจทางการบริหารดำเนินการทางปกครองในเบื้องต้นทันที โดยสั่งให้ผู้ร่วมกระทำผิดที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทุกคนออกจากราชการไว้ก่อน หรือพักราชการ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น และเป็นการส่งสัญญาณถึงความเด็ดขาดจริงจังของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ
    4.เร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ งานสอบสวน และงานนิติวิทยาศาสตร์ ในเบื้องต้นเพื่อป้องกันการทุจริตบิดเบือนคดีหรือประพฤติมิชอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดย
    4.1 นำร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เสนอ รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการสอบสวน ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรและได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีไปแล้วเข้าสู่สภาเพื่อตราเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว
    4.2 แก้ปัญหางานนิติวิทยาศาสตร์และการพิสูจน์หลักฐานที่อยู่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีระบบการปกครองแบบมีชั้นยศและวินัยแบบทหาร ด้วยการทำให้เป็นข้าราชการพลเรือน สร้างหลักประกันความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยตราพระราชกฤษฎีกาโอนสถาบันนิติเวชและสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ไปเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมตามหลักสากลแทน.

 


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'