สถานการณ์ "ไฟใต้" ที่เปลี่ยนไป เมื่อองค์กรต่างชาติเข้าแทรกแซง


เพิ่มเพื่อน    

      เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็น ภัยแทรกซ้อน กับการดับ ไฟใต้ ที่สำคัญ นั่นคือการที่องค์กรกาชาดสากล หรือ ไอซีอาร์ซี นำคณะกรรมการชุดใหญ่เข้าพบกับแม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เพื่อที่จะขอให้คณะทำงานของ ไอซีอาร์ซี มีสำนักงานชั่วคราวอยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานีต่อไป หลังจากที่อยู่อย่าง ชั่วคราว มาถึง 5 ปีแล้ว และขณะนี้ถูกกระทรวงการต่างประเทศขอร้องให้ออกไป ตามที่สภาความมั่นคง หรือ สมช. เป็นผู้เสนอ เพราะฝ่ายความมั่นคงพบเห็นความผิดปกติของ ไอซีอาร์ซี ที่มีทีท่าทำหน้าที่ที่นอกเหนือจากข้อตกลงตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรู้กันว่า คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศเป็นสถาบันสังคมสงเคราะห์อิสระ ที่ชาติสมาชิกยอมรับให้เป็นองค์กรอิสระตามหลักการมนุษยธรรมนานาชาติแห่งข้อตกลงเจนีวา

             โดยหน้าที่ของ ไอซีอาร์ซี คือการปกป้องผู้รับเคราะห์จากภัยสงครามทั้งภายในและระหว่างประเทศ การบาดเจ็บจากภัยสงคราม การลี้ภัย เชลยสงคราม และพลเรือน ซึ่งแน่นอนว่า หน้าที่ทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่มีและไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของการ ขัดกันด้วยอาวุธ ไม่มีการประกาศจากคู่สงคราม เป็นเพียงการลอบทำร้าย การซุ่มโจมตี การวางเพลิง วางระเบิด จากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ยังไม่ถึงขั้น อาร์มคอนฟิกส์ อย่างที่องค์กรฝรั่ง ที่เดินกัน เพ่นพ่าน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามที่จะให้เป็น

           และเป็นที่รับรู้กันว่า ไอซีอาร์ซี และองค์กรอื่นๆ ที่มาจากซีกโลกตะวันตกมีวาระ แฝงเร้น ในการที่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งวาระ แฝงเร้น เหล่านั้น หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ต่างรู้ดีว่ามีอะไรบ้าง องค์กรเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับขบวนการไหน ภาคประชาสังคมในส่วนที่เป็นของ โจร หรือเป็นเอ็นจีโอที่แท้จริง

          มีการติดตาม บริบท ขององค์กรฝรั่งที่เข้ามา เพ่นพ่าน ในพื้นที่ จนพบว่าใช้ กฎหมายข้อตกลงระหว่างประเทศบังหน้า ใช้เรื่องมนุษยธรรมในการ ขับเคลื่อน ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ใช้ความรู้ในเรื่อง สันติสุข และ สันติภาพ เป็น ธงนำ

               แต่สิ่งที่องค์กรเหล่านี้ซ่อนเร้นคือ บริบท ในการขับเคลื่อนเรื่องของ สิทธิมนุษยชน เรื่องของกฎบัตรสากลที่นำความแตกแยกมาสู่สังคม เพื่อเอื้อให้มีการกำหนดใจตนเอง เพื่อการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นในอาณาจักรไทย ซึ่งหากปล่อยให้องค์กรของชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน ปฏิบัติการเยี่ยงนี้ในพื้นที่ ย่อมส่งผลเสียให้กับการ ดับไฟใต้ ให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้น

           การขอให้ ไอซีอาร์ซี ออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะทุกองค์กรที่มาจากต่างชาติถือเป็น ภัยแทรกซ้อน และรุกล้ำอธิปไตยที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าปัญหาของยาเสพติด และธุรกิจเถื่อนๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ประเทศต้องสูญเสียดินแดน แต่องค์กรต่างชาติเหล่านี้คือผู้ที่จะทำให้ประเทศต้อง เสียดินแดน หากยังปล่อยให้อยู่ในพื้นที่ และปล่อยให้มี อิสรเสรี ในการ ปฏิบัติหน้าที่

          สัปดาห์ที่แล้ว ไอซีอาร์ซี จึงได้นำคณะกรรมการชุดใหญ่เดินทางเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 และเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อชี้แจงถึงแผนงานของ ไอซีอาร์ซี ในวาระ 2 ปี ซึ่งเป็นเพียงเรื่อง บังหน้า เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 ไอซีอาร์ซีได้ดำเนินการอะไรต่ออะไรมากมายที่ไม่ได้บอกให้กับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ทราบ

          ซึ่งในการเดินทางมาครั้งนี้ เป้าประสงค์ของ ไอซีอาร์ซี คือต้องการพบ แม่ทัพ และ เลขาธิการ ศอ.บต. เพื่อที่จะขออยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป โดยจะไม่ยอมออกจากพื้นที่ตามกำหนดในสิ้นเดือน กันยายน และขอต่อรองย้ายออกจากพื้นที่ จ.ปัตตานี ในเดือนธันวาคม ซึ่งกว่าจะถึงเดือนธันวาคม อาจจะเกิดเงื่อนไขใหม่ๆ เพื่อที่จะอยู่ต่อใน จ.ปัตตานีก็อาจจะเป็นไปได้

          แต่..ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า แผนการที่ ไอซีอาร์ซี วางไว้ น่าจะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เพราะ 1.ไอซีอาร์ซีไม่ได้พบกับเลขาธิการ ศอ.บต. และ 2.การเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 น่าจะเป็นเรื่องที่ เสียข้าวเปลือก แต่ ไม่ได้ไก่ ตามที่ต้องการ เพราะ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กำลังจะพ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ในวันที่ 30 กันยายนนี้ ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป สิ่งใดที่รับปากกับไอซีอาร์ซีไว้ก็จะไม่เป็นผล และที่สำคัญสิ่งที่ พล.ท.พูลศักดิ์ได้พูดคุยกับไอซีอาร์ซีเป็นผลบวก ที่ปิดทางในการที่จะให้เกิด เงื่อนไข เพื่อให้ไอซีอาร์ซีใช้เป็นเหตุผลที่จะอยู่ในพื้นที่ต่อไป

          มีการอ้างการรับฟังความคิดเห็นของสภาสันติสุขเป็นข้อมูล และพร้อมที่จะให้ไอซีอาร์ซีไปดูข้อเท็จจริง ซึ่งหากไอซีอาร์ซีจะไปดูข้อเท็จจริง ก็จะต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐติดตามไปด้วย ซึ่งก็จะเป็นไปตามกรอบของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของหน่วยงานความมั่นคงที่สามารถควบคุมให้ไอซีอาร์ซีอยู่ในกรอบที่ต้องการ

           และที่ไอซีอาร์ซีเสียหายคือ หน่วยงานความมั่นคงที่จัดสัมมนาในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเชิญเจ้าหน้าที่จากไอซีอาร์ซีเป็นผู้บรรยายเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมสัมมนาถูกสั่งยกเลิก ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า หน่วยงานความมั่นคง ทันเกม ที่สำคัญไม่ยอม หงอ ให้กับองค์กรของฝรั่งอย่างที่เคยเป็นมา

         ส่วนการที่ไอซีอาร์ซีขออยู่ต่อ โดยจะย้ายออกจากพื้นที่ในสิ้นเดือนธันวาคม โดยอ้างเรื่องของ โควิด-19 เป็นเรื่องที่ไร้น้ำหนัก เพราะไม่มีใครที่จะบอกได้ว่า โควิด-19 จะหมดไปเมื่อไหร่ รวมทั้งแม่ทัพภาค 4 เองก็ไม่มีอำนาจที่จะให้ไอซีอาร์ซีอยู่หรือไป เพราะผู้ที่ อนุญาตให้ไอซีอาร์ซีอยู่ใน จ.ปัตตานีต่อไปจนถึงสิ้นปี คือ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อาจจะเป็นหน่วยงานเดียวที่ยังมอง โลกสวย และยังไม่ สำเหนียก ถึงภัยจาก องค์กรต่างๆ ที่เป็นฝรั่งจากซีกโลกตะวันตก

         เชื่อว่าเกมของไอซีอาร์ซีจะไม่จบเพียงแค่นี้ ดังนั้นจึงต้องติดตามกันยาวๆ ว่า หลังจากนี้ไป ก่อนที่จะถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2563 ไอซีอาร์ซีและอีกหลายองค์กรทั้งจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จะมี หมากกล อะไร หรือพวกเขา วิเคราะห์สถานการณ์ของประเทศไทยแล้วว่า จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่จะทำให้องค์กรฝรั่งหัวแดงเหล่านี้ใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อการคงอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

         สิ่งที่หน่วยงานข่าวกรองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องรู้เท่าทันชาติมหาอำนาจชาติตะวันตกทั้งหลายคือ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ วันนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะแผ่นดิน 3 จังหวัดกำลังกลายเป็น เครื่องมือ ของประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาและสหภาพยุโรป ในการใช้ ต่อรอง กับการ รุกคืบ เข้าสู่อาเซียนของมหาอำนาจจากประเทศจีน

         3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือเครื่องมือในการ ต่อรอง กับโครงการ ขุดคลองไทยในแนว 9 เอ ของจีน ซึ่งได้เดินเกม หว่านเงิน ให้กับนักการเมืองท้องถิ่นและผู้นำท้องที่ใน แนวคลอง 6 จังหวัดมากว่า 5 ปีแล้ว ปัญหาการรุกคืบเข้ายึดหมู่เกาะและทรัพยากรธรรมชาติในทะเลจีนใต้ของมหาอำนาจจีน ที่กำลังเป็นสงครามความขัดแย้งกับอเมริกา ล้วนมีส่วนเกี่ยวพันกับแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งสิ้น เพราะมหาอำนาจจากอเมริกา จากยุโรป ต่างใช้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่ หยั่งเท้า เป็นที่ ต่อรอง กับประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์ในเรื่องการลงทุนและความมั่นคง

                แต่ก็ยังวางใจได้ว่า อย่างน้อยวันนี้เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 น่าจะเป็นผู้หนึ่งที่รู้ถึง ภัยแทรกซ้อน ขององค์กรต่างๆ ของฝรั่งหัวแดงเป็นอย่างดี และหากแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไปจะมองให้ทะลุถึง ยุทธศาสตร์ ของฝรั่งหัวแดงที่มีต่อบีอาร์เอ็น และมีต่อประเทศไทย ไม่เฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกล้าที่จะบอก นายพล ที่เป็นที่ปรึกษาขององค์กรฝรั่งเหล่านี้ให้ สำเหนียก ถึงภัยร้ายที่มาจากองค์กรของมหาอำนาจจากตะวันตก รวมถึง กล้าที่จะบอกความจริงให้ผู้บริหารบ้านเมืองที่นั่งอยู่บน หอคอยงาช้าง และผู้รับผิดชอบกระทรวง เทวดา ที่รับผิดชอบโดยตรงกับองค์กรฝรั่งต่างชาติ อย่าปล่อยให้เข้ามา เพ่นพ่าน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะ ยุติ ได้ในเวลาไม่นาน

         เชื่อเถอะ อันตรายที่มาจาก บีอาร์เอ็น ถ้าแก้ให้ถูกทางและถ้าไม่มีนโยบาย แอบแฝง แก้ได้ไม่ยาก ภัยแทรกซ้อน ที่มาจากองค์กรฝรั่งต่างชาติ ถ้ารัฐบาลยังใช้นโยบายที่ หน่อมแน้ม เกรงนั่น กลัวโน่น สุดท้ายไม่เฉพาะแต่ แผ่นดินปลายด้ามขวาน ที่จะหลุดลอย แต่ประเทศชาติจะลุกเป็นไฟ เหมือนกับหลายๆ ประเทศที่ถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจเหล่านี้.

           เมือง ไม้ขม รายงาน


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'