ม็อบนร.เลวดีเบต'ณัฏฐพล'ขอ'แต่งตัว-ไว้ผม'ชูป้ายล้างตำรา รื้อประวัติศาสตร์ไทย


เพิ่มเพื่อน    

     ม็อบนักเรียนปล่อยพลังหน้ากระทรวงศึกษาธิการ "ช่อ-โบว์" ร่วมทีม ยื่นข้อเรียกร้อง รื้อกฎระเบียบล้าหลัง ลั่นเพศใดแต่งกายแบบใดไม่ได้ทำให้การเรียนแย่ลง ขอไว้ผมยาว ขอนำมือถือเข้าห้องเรียน กฎโรงเรียนละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้นักเรียนสูญเสียความมั่นใจ ชูป้าย "ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ชำระตำราประวัติศาสตร์ไทย"  "ณัฏฐพล" ขึ้นดีเบต จบเรียบร้อย ชี้การไล่ให้ออกถือเป็นการคุกคาม 
    เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 กันยายน ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถ.ราชดำเนิน เครือข่ายนักเรียนหลายสิบโรงเรียนซึ่งรวมตัวกันในชื่อกลุ่มนักเรียนเลว เริ่มทยอยกันมาชุมนุมใหญ่เรียกร้อง 3 หัวข้อ 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง 3.ปฏิรูปการศึกษา และ 1 เงื่อนไข หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป  ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยก่อนการตั้งเวทีใหญ่ แกนนำนักเรียนได้ปราศรัยและร้องเพลงสันทนาการร่วมสนุกกับนักเรียนและผู้ชุมนุมที่เดินทางมาถึง
    ทั้งนี้ มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเริ่มเดินทางมาร่วมให้กำลังใจนักเรียน อาทิ แอมมี่ เดอะบอตทอมบลู ศิลปิน และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า รวมถึงแนวร่วมคณะประชาชนปลดแอกหลายคนเดินทางมาสนับสนุน ขณะที่บรรยากาศโดยรอบที่ชุมนุม มีการตั้งเต็นท์แจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม รถสุขาจากบริษัทเอกชน มีการตั้งโต๊ะลงทะเบียนสื่อมวลชน และเต็นท์กิจกรรมล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มไอลอว์ นอกจากนี้ มีการวางพวงหรีดหลายสิบพวงบริเวณกำแพงกระทรวงที่มีชื่อของกลุ่มเครือข่ายนักเรียนที่เข้าร่วมงานใน รวมทั้งชูป้ายข้อความต่างๆ อาทิ "ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ชำระตำราประวัติศาสตร์ไทย" เป็นต้น  
    น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งแต่งตัวให้ดูลดอายุตัวเอง เผยว่า ให้กำลังน้องๆ และคิดว่าไม่ได้ขึ้นเวทีดีเบต ซึ่งตนต้องการให้น้องๆ ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ เพราะพื้นที่การศึกษาคือพื้นที่เสรีภาพของทุกคน โดยประเด็นเรื่องทรงผมนักเรียนตามกฎกระทรวง ศธ.ไม่ได้มีการบังคับอยู่แล้ว แต่ครูและโรงเรียนหลายแห่งยังมีการใช้อำนาจบังคับเรื่องทรงผมนักเรียนอยู่ 
    "เหมือนกับการเมืองของประเทศในปัจจุบัน ที่ผู้มีอำนาจยังกดขี่ข่มเหงผู้ที่ไม่มีอำนาจอยู่"
    แกนนำคณะก้าวหน้ากล่าวว่า ข้อเรียกร้องที่กลุ่มนักเรียนยื่นข้อเสนอว่า หาก รมว.ศึกษาธิการไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ให้ลาออกจากตำแหน่งนั้น ตนมองว่าปัญหาคุกคามในสถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน และไม่ควรจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็นต่างของเด็ก ดังนั้นหาก รมว.ศึกษาธิการยังไม่สามารถแก้ปัญหาการคุกคามในสถานศึกษาได้ เพราะถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ก็ควรลาออกจากตำแหน่ง
    ต่อมาเวลา 15.50 น. นักเรียนเริ่มเปิดปราศรัยบนเวทีใหญ่ โดยมีการเปลี่ยนฉากหลังไปเรื่อยๆ มีฉากหลังหนึ่ง ข้อความว่า  "SHUTDOWN DICTATORSHIP RESTART EDUCATION ปิด ปรับ เปลี่ยน" มีการปราศรัยจากนักเรียน 3 คน อภิปรายเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ซึ่งไม่เกินหน้าที่ของ รมว.ศึกษาธิการ ปัจจุบันมีการคุกคามเด็กจำนวนมาก ทั้งทางเพศ จิตใจ ร่างกาย โดยครูอ้างหวังดี กระทรวงศึกษาธิการไม่ควบคุมดูแลว่าครูมีอำนาจแค่ไหน เด็กชู 3 นิ้วโดนครูด่า ปล่อยให้ตำรวจเข้ามาทั้งที่ครูต้องเป็นกลางทางการเมือง 
กฎระเบียบล้าหลัง 
    ขณะที่เรื่องกฎระเบียบล้าหลัง นักเรียนไม่มีส่วนร่วม เพศใดแต่งกายแบบใดไม่ได้ทำให้การเรียนแย่ลง กฎโรงเรียนละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้นักเรียนสูญเสียความมั่นใจ ถูกตีกรอบ ส่วนการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เรียนสิ่งที่ชอบ ไม่มีวิชาการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ว่าชอบสิ่งใด อุปกรณ์การเรียนไม่เอื้ออำนวย เช่น สเปกคอมพิวเตอร์ไม่สูงพอในการสอนโฟโต้ช็อป
    ถัดมามีการแสดงจากกลุ่มนักเรียนด้วยการร้องเพลง "ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดี" แปลงจากเนื้อเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี มีเนื้อหาว่า ผู้ใหญ่เอ๋ยผู้ใหญ่ดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน 1.เปิดกว้างศาสนา 2.รู้ค่าคนด้วยกัน 3.มีวิจารณญาณ 4.วาจานั้นไม่แดกดันเหยียดหยาม 5.คิดทำด้วยเหตุผล 6.ให้เคารพคนมองต่าง 7.วางใจไว้ให้เป็นกลาง ฟังผู้น้อยดูบ้างอย่าเพิ่งรีบไปค้าน 8.มีอัตตาจงขจัด 9.อย่าจำกัดประสบการณ์ เรียนรู้โลกใหม่ไพศาล ให้เท่าทันการณ์นานาชาติพัฒนา 10.ทำตนให้น่าเอาอย่าง รู้จักขอโทษบ้างและไม่สร้างแต่ปัญหา ผู้ใหญ่สมัยชาติพัฒนาร่วมจับมือเด็กพาชาติไทยเจริญ
    จากนั้น น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ขึ้นปราศรัยระบุว่า ได้รับเชิญจากกลุ่มนักเรียนมาพูดในฐานะแม่คน มีลูกอายุ 13 ปีแล้ว สนับสนุนข้อเรียกร้อง 3 ข้อ เป็นไปตามกรอบสิทธิเด็กคือ 1.สิทธิในการมีชีวิต 2.สิทธิได้รับปกป้องจากความรุนแรง 3.สิทธิในการพัฒนา 4.สิทธิในการแสดงออก มีส่วนร่วมในสังคม และถูกรับฟัง การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ถูกคุ้มครอง รมว.ศึกษาธิการ พูดถึงการปฏิรูปการศึกษา ห้องเรียนสร้างสรรค์ เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินความชอบของแต่ละคน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว แต่ต้องใส่ใจรายละเอียด จะทำได้ห้องเรียนต้องมีนักเรียน 20 คน ส่วนเรื่องระบบร้องเรียน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีระบบ มีช่องร้องเรียนสายด่วน 1579 อยู่แล้ว แต่ปฏิบัติการต้องรวดเร็ว อยู่ที่ได้รับเรื่องแล้วซีเรียสไหม ครูทำผิดถูกลงโทษหรือไม่ ขอชื่นชมความพยายาม แต่ขอให้มองปัญหาถูกจุด ขอให้สิทธิเด็กเป็นวาระแห่งชาติ
    น.ส.ณัฏฐายังกล่าวถึงกรณีไมค์ ระยอง อยู่ในเรือนจำว่า ตอนไมค์อายุ 12 ปี ไปขายขยะ เรียนโรงเรียนแถวบ้านได้เกรดสี่ เป็นคนตั้งใจเรียน ชีวิตลำบาก อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงกลับต้องอยู่ในคุก หวังว่าต่อไปนี้ผู้ปกครองเลิกห้ามลูกมาม็อบ แต่มาม็อบกับลูก ครูกล้อนผมนักเรียน ผู้ปกครองต้องกล้าขึ้นโรงพักแจ้งความ ครูละเมิดทางเพศ เพื่อนครูต้องกล้าไปบอก ผอ. ส่วนครูดูหมิ่นเหยียดหยามอุดมการณ์นักเรียน ผอ.ต้องดำเนินการทางวินัย เพราะวินัยครูต้องส่งเสริมประชาธิปไตย กรณีที่ตำรวจไปคุกคาม พ่อแม่จะไม่ห้ามลูก แต่บอกตำรวจให้หยุดทำ และกระทรวงศึกษาธิการใส่ใจแก้ปัญหา ไม่ผักชีโรยหน้า ให้เกิดสิทธิเด็กได้จริง
"ณัฏฐพล"ดีเบต 
    ขณะที่ พ.ต.อ.สุรพงศ์ ธรรมพิทักษ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้เข้าพูดคุยกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อบอกถึงการมาดูแลความปลอดภัย และขอความร่วมมือกับทางกลุ่มว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงมาพบนั้น ให้ดูแลมวลชนไม่อยากให้เข้าประชิดตัวรัฐมนตรีด้วย พร้อมเปิดเผยด้วยว่า วันนี้ได้จัดกำลังตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อย และตำรวจจราจร 20 นาย มาดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจร รวมถึงการสัญจรไปมา ซึ่งทางกลุ่มขออนุญาตชุมนุมถูกต้องตามกฎหมาย และไม่กังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ ทั้งนี้ เบื้องต้นหากรัฐมนตรีลงมา ก็ทราบว่าจะมีการพูดคุยกัน
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการชุมนุมในครั้งนี้ นางอมรรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วาณิช แกนนำคณะก้าวหน้า รวมถึงแกนนำกลุ่มเยาวชนปลดแอก ได้เข้าร่วมชุมนุมด้วย
    ต่อมาเวลา 17.00 น. กลุ่มนักเรียนได้มีการเป่านกหวีดเรียกนายณัฏฐพลมาดีเบต ซึ่งนายณัฏฐพลได้เดินออกมาบริเวณสนามหญ้าหน้า ศธ. โดยมีตัวแทนจากกลุ่มนักเรียนเลวเจรจารูปแบบการดีเบตก่อน และอีก 20 นาทีให้หลัง รมว.ศึกษาธิการขึ้นเวทีดีเบตกับนักเรียน โดยตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า ข้อเรียกร้องนักเรียน 3 ข้อภายใต้ข้อแม้ หากทำไม่ได้ให้เปิดทางให้คนที่มีความสามารถเข้ามา 
    ตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า การคุกคามนักเรียนไม่ใช่การลงโทษนักเรียนที่แสดงออกทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่รวมถึงการทำร้ายร่างกาย การตีนักเรียน ซึ่งมีมานานแล้ว ศธ.มีศักยภาพในการดูแลนักเรียนหลายแนวทาง เช่น การประเมินโรงเรียน ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไม ศธ.ถึงใช้วิธีรับเรื่องร้องเรียนจากเด็ก แทนที่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบ 
    ส่วนการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าหลัง ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมากคือระเบียบทรงผม ซึ่งมีการเรียกร้องมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังมีนักเรียนถูกลงโทษเรื่องทรงผมอยู่ ต้องบอกว่าประกาศระเบียบของ ศธ.ไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว จากการที่ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ใน ศธ.หลายคน ก็ดูเหมือนรับปากจะแก้ไข แต่พอลงจากเวทีแล้วไม่รู้เด็กที่เป็นแกนนำกว่า 50 โรงเรียนจะถูกคุกคามหรือไม่
    นายณัฏฐพลกล่าวว่า ตนให้ความมั่นใจ ต้องการให้โรงเรียนมีความปลอดภัยมากที่สุด รับเรื่องร้องเรียน 109 โรงเรียน และได้ตรวจสอบ แต่ต้องทำความเข้าใจ ยังมีครูกว่า 5 แสนคนที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ และได้เปิดช่องทางร้องเรียนให้แล้ว เรื่องที่เราคุยอยู่นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งต้องใจเย็น ทั้งนี้ บางเรื่องเกิดมานาน แต่การแก้ไขต้องเปิดรับฟังข้อมูล ซึ่งมีการปกป้องความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล ซึ่งตนได้ใช้เวลาทดลองระบบกว่า 2 สัปดาห์ ทดสอบแฮ็กระบบตัวเองจนมั่นใจ
ขอนำมือถือเข้าห้องเรียน
    ส่วนเรื่องโรงเรียนไม่ทำตามกฎที่ ศธ.ออก ยอมรับว่าเพราะเราไม่ได้เข้มงวดมากพอกับกฎที่ออกมา วันนี้ต้องเอาความจริงมาพูด แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะยอม จากนี้จะยอมไม่ได้ เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ ที่ผ่านมามีการยอมเพราะผู้ปกครองสามารถเจรจายอมความกันได้ แต่จากนี้ ศธ.จะไม่ยอมให้มีการเจรจายอมความ เรื่องล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด การคุกคามในโรงเรียน จากนี้จะเกิดขึ้นใน ศธ.ไม่ได้ จากนี้ทั้ง ศธ.ทราบแนวทางแล้วหากไม่ปฏิบัติก็ต้องถูกดำเนินการทางวินัย แต่ก็ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา มีการสอบสวน ตรงนี้เป็นระบบยุติธรรมที่สามารถยืนอยู่ได้
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการดีเบตนักเรียนได้ตะโกนบอกปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเป็นระยะ อาทิ ห้ามนำโทรศัพท์เข้าโรงเรียน บางโรงเรียนห้ามเผยแพร่ข้อมูลในโรงเรียน ซึ่งนายณัฏฐพลกล่าวว่า หากมีข้อมูลจริงก็พร้อมจะแก้ไข
    "ถ้าใครเจอเหตุการณ์อะไร เกิดการคุกคามที่โรงเรียน สามารถถ่ายมือถือเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ สำหรับเรื่องโทรศัพท์ เป็นการดำเนินการของแต่ละโรงเรียน ว่าจะมีกฎเกณฑ์ และอาจต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม วันนี้ถ้าใครอยากเผยแพร่หรือทำอะไรไม่ดีในระบบการศึกษา เราต้องขจัดออกไป วันใดที่ผมรู้สึกว่าไม่สามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ และการศึกษา วันนั้นผมพร้อมจะพิจารณาตัวเอง" รมว.ศึกษาธิการกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนกลุ่มนักเรียนได้มอบหนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระ และหวังว่าจะไปพบปัญหาที่ผิดพลาดในแบบเรียนและไม้เรียวต่อสัญลักษณ์ที่จะไม่ถูกคุกคามจากครู โดยนายณัฏฐพล กล่าวว่า การที่เด็กมอบหนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระวิชา และไม้เรียวให้แก่ตนนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งคงต้องมาดูในข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นนายณัฏฐพลเปิดแถลงข่าวว่า ได้สรุปข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนจำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ เรื่องทรงผมนักเรียน การแต่งกาย หลักสูตรที่ไม่ทันสมัย การเปิดช่องทางแสดงความคิดเห็น ภาระของครูที่มีมากเกินไป การยกเลิกการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต การคุกคามทางเพศในโรงเรียน ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน การเพิ่มการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งข้อเรียกร้องทั้งหมดอยู่ในแผนงานที่ได้ดำเนินการมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีข้อเรียกร้องของนักเรียนเข้ามา ก็ได้มีย้ำข้าราชการในสังกัดต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องขับเคลื่อนนโยบายให้มีความรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น  
อดีต ส.ว.ปล่อยข่าวรัฐประหาร
    รมว.ศึกษาธิการกล่าวต่อว่า ทั้งนี้เรื่องการคุกคามในสถานศึกษาตนเห็นด้วยกับกลุ่มนักเรียน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา และที่ผ่านมาตนได้ตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ศคพ.ขึ้น โดยได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว จนถึงขณะนี้มีการให้ครูที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศออกจากราชการไว้ก่อนจำนวน 15 รายแล้ว รวมไปถึงให้คุรุสภาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ส่วนประเด็นที่เด็กแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองในสถานศึกษานั้น ขณะนี้ได้มีการทำความเข้าใจกับครูให้เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลงและความเห็นต่างของนักเรียน ซึ่งขณะนี้มีความเข้าใจกันแล้ว และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก ขณะที่การสอบโอเน็ตยอมรับว่าปีนี้การเรียนการสอนเปลี่ยนไป เนื่องจากเจอสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเรียนของเรียนทำได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นหากใช้ข้อสอบชุดเดียวกันสอบจะเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างแน่นอน ดังนั้นในเรื่องการแก้ไขปัญหาการสอบโอเน็ตสัปดาห์หน้าจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า จะมีการยกเลิกการสอบโอเน็ตได้หรือไม่   
       ส่วนประเด็นที่กลุ่มนักเรียนเรียกร้องว่าหาก รมว.ศธ.ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องไม่ได้ก็ให้ลาออกจากตำแหน่งไปนั้น นายณัฏฐพลกล่าวว่า "ผมเห็นว่าเป็นการคุกคาม เพราะหากใครทำเรื่องไหนไม่ประสบความสำเร็จก็จะต้องลาออกนั้น ข้าราชการศึกษาธิการก็ต้องลาออกทั้งหมดด้วย ดังนั้นผมอยากให้เข้าใจการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลา แม้จะมีการเปรียบเทียบการชุมนุมในอดีตที่มีการเรียกร้องให้ลาออกได้ ผมเห็นว่าไม่เหมือนกัน ปัจจุบันและอดีตแตกต่างกันมาก เพราะปัจจุบันมีเวทีเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ซึ่งผมพร้อมรับฟังและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เนื่องจากอดีตไม่เคยมีการเปิดเวทีรับฟังแบบนี้”รมว.ศึกษาธิการกล่าว
    นายการุณ ใสงาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่า “ผมเชื่อว่าจะมีรัฐประหารแน่นอน ...#เตรียมตัวดีๆ
    “การต่อสู้เปิดเผย เป้าหมายเปิดเผย ท่ามกลางการต่อสู้อาจปรับปรุงเป้าหมายได้ จึงจำเป็นต้องปรุงแต่งยุทธศาสตร์และ ยุทธวิธีให้สอดรับกันเพื่อชัยชนะ”
     “40 ปีที่ผ่านมา ผมกล้าพูด กล้าทำมากกว่านี้ เพราะผมมีปืนและร่วมอยู่กับกองทัพปลดแอกประชาชนฯ ยอมรับว่า วันนี้ผมขี้ขลาดไปมาก ขอเดินตามครับ”
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปลุกคนไทย ร่วมต้านเผด็จการ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,136 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-4 กันยายน ที่ผ่านมา
สามัคคีไม่มีรัฐประหาร
    เมื่อถามถึงเหตุปัจจัยที่จะช่วยไม่ให้เกิดเผด็จการ ยึดอำนาจ พบว่า อันดับแรกหรือร้อยละ 88.5 ระบุรณรงค์ความรักความสามัคคีของคนในชาติจะช่วยไม่ให้เกิด เผด็จการ ยึดอำนาจ รองลงมาคือร้อยละ 88.3 ระบุคนไทยทุกคนมีหัวใจประชาธิปไตย ไม่ก่อนประเด็นขัดแย้งรุนแรงบานปลาย, ร้อยละ 87.8 ระบุให้คนดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์และเก่งกล้า ปกครองประเทศ, ร้อยละ 86.1 ระบุ คนไทยทุกคนร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติจะช่วยไม่ให้เกิด เผด็จการ ยึดอำนาจ, ร้อยละ 83.0 ระบุไม่เผชิญหน้าความรุนแรง ปะทะกันระหว่างกลุ่มหนุน กลุ่มต้าน, ร้อยละ 82.8 ระบุ สื่อมวลชนช่วยกันสร้างความสงบสุขในบ้านเมือง, ร้อยละ 82.3 ระบุ ม็อบทำตามกฎหมายการชุมนุมทุกประการ, ร้อยละ 82.2 ระบุทุกฝ่ายหยุดระดม ปลุกปั่น มั่วสุม หยุดความรุนแรงการเมืองทุกรูปแบบ, ร้อยละ 77.4 ระบุอย่าให้ฝ่ายการเมืองชี้นำ สร้างความขัดแย้งในชาติ และร้อยละ 73.2 ระบุอย่าให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงประเทศไทย จะช่วยไม่ให้เกิดเผด็จการยึดอำนาจ
    ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.0 เห็นด้วยต่อการทำตามกฎหมาย ใครผิดว่าไปตามผิด ดำเนินการทุกคดี หยุดพฤติกรรมลอกเลียนแบบได้ ในขณะที่ร้อยละ 7.0 ไม่เห็นด้วย
    ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.1 ระบุควรแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาลอยู่ไม่เกิน 2 ปี เลือกตั้งใหม่ เพราะช่วยลดโอกาสเกิดเผด็จการ ยึดอำนาจ ใช้การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ รัฐบาลต้องเร่งทำงานหนักสร้างผลงาน ถ้าทำดีก็ได้กลับเป็นรัฐบาลอีก ถ้าไม่ดีและอยู่นานไปเป็นเหตุให้คอร์รัปชัน เกิดความขัดแย้งคนในชาติ ให้รัฐบาลอยู่สั้นๆ ปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามยุยงปลุกปั่นความขัดแย้ง ปิดโอกาสเผด็จการยึดอำนาจ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 29.9 ระบุไม่ควร เพราะอายุรัฐบาลสั้นไป ไม่เห็นผลงาน สิ้นเปลืองงบประมาณเลือกตั้ง เป็นต้น
    ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การร่วมต่อต้านเผด็จได้สำเร็จขึ้นอยู่กับหลายเหตุปัจจัยมากกว่าการปลุกเร้าให้ประชาชนมีหัวใจประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะถ้าคนในชาติมีความรักความสามัคคีกัน ร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ มีคนดีคนเก่งคนกล้าปกครองประเทศ มีสื่อสร้างสรรค์ ช่วยทำบ้านเมืองสงบสุข ม็อบทุกม็อบทำตามกฎหมายชุมนุม ทุกฝ่ายหยุดความรุนแรงทุกรูปแบบ เลิกเรียกกลุ่มต่างๆ ว่า ชังชาติ สลิ่ม อย่าให้ต่างชาติแทรกแซงไทย และแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาลอยู่ในวาระสั้นลงเพื่อใช้การเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนแทนการถูกยึดอำนาจด้วยเผด็จการ ผลที่ตามมาคือการปิดประตูสู่เผด็จการยึดอำนาจน่าจะจบที่รุ่นเราได้
    ผอ.ซูเปอร์โพลยังได้เสนอให้ใช้ทฤษฎี หน้าต่างแตก (Broken Window Theory) เพื่อยับยั้งพฤติกรรมลอกเลียนแบบทำตามกันในการฝ่าฝืนกฎหมายก่อเหตุขัดแย้งรุนแรงบานปลายขึ้นของคนในชาติ.


"ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์"ถึงวันนี้ (๒๖ ต.ค.๖๓).......ประเมินสถานการณ์ผ่านแนวรบด้านถนนและด้านรัฐสภาแล้ว เป็นไงบ้างครับ?"ล้มเจ้า" สำเร็จแน่?

หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?