'สธ.'ชี้119คนเสี่ยงโควิด! ซัดสถานบันเทิงการ์ดตก


เพิ่มเพื่อน    


    สธ.ลุยสอบสวนคนใกล้ชิดนักโทษติดโควิด เผยยอดสัมผัสขยับเป็น 970 ราย เสี่ยงสูง 119 ตรวจแล้ว 516 ราย ยังไม่พบติดเชื้อ เจอสถานบันเทิงหย่อน 4 มาตรการ "อนุทิน" วอนคนไทยตั้งการ์ดสูงอย่าประมาท นักวิชาการห่วงระบาดระลอก 2 ทุบศก.รุนแรงกว่ารอบแรก
    เมื่อวันที่ 6 กันยายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 6 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งหมด และอยู่ในสถานกักตัวของรัฐ โดยรายที่ 1 และ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 46 ปี และ 83 ปี อาชีพแม่บ้าน เดินทางจากสหรัฐอเมริกา มาถึงไทยเมื่อวันที่ 31 ส.ค. พักอยู่สถานกักตัวของรัฐใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ทั้งหมดไม่มีอาการ รายที่ 3 เป็นชายชาวฝรั่งเศส อายุ 46 ปี อาชีพครูสอนภาษาในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เดินทางจากสหรัฐอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พักอยู่สถานกักตัวของรัฐใน กทม. ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 ก.ย. ตรวจพบเชื้อ ไม่มีอาการ 
    รายที่ 4-6 เป็นชายไทย อายุ 43 ปี อายุ 56 ปี อาชีพรับจ้าง และอายุ 53 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางจากสิงคโปร์ ถึงไทยในวันที่ 4 ก.ย. โดยผ่านจุดคัดกรองด่านควบคุมโรค พบว่าเคยมีประวัติป่วยโรคโควิด-19 ก่อนเดินทางกลับมาไทย จึงเก็บตัวอย่างหาเชื้อในวันที่ 4 ก.ย. ผลตรวจพบเชื้อ ทั้งหมดไม่มีอาการ ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 3,444 ราย หายป่วยสะสม 3,281 ราย อยู่ระหว่างรักษาตัว 105 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดสะสมยังคงที่ 58 ราย  
    สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อใหม่ 277,309 ราย ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม 27,061,326 ราย เสียชีวิตสะสม 883,707 ราย ส่วนประเทศในเอเชียที่พบผู้ป่วยต่อเนื่อง ได้แก่ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเมียนมา โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 122 ทั้งนี้ ในวันที่ 6 ก.ย. จะมีคนไทยเดินทางกลับจากอินเดีย 48 ราย และในวันที่ 7 ก.ย. จะมีคนไทยเดินทางกลับจากกาตาร์ 162 ราย  
    นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 4-5 ก.ย.ที่ผ่านมา ทีมสอบสวนโรคได้ติดตามและตรวจหาเชื้อในกลุ่มเสี่ยงที่ใกล้ชิดกับผู้ต้องขังชายไทย อายุ 37 ปี ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งที่พักอาศัยและร้านอาหาร 3 แห่ง ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ได้แนะนำให้ทุกคนกักตัวเพื่อเฝ้าระวังอาการอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่พบผู้ต้องขังรายนี้ครั้งสุดท้าย หากมีอาการป่วย มีไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ หรือจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้รีบไปโรงพยาบาลของรัฐเพื่อตรวจหาเชื้อซ้ำ และเข้าสู่ระบบการรักษาทันที แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานการติดเชื้อในกลุ่มผู้สัมผัส แต่ขอให้ประชาชนยังคงรักษามาตรการป้องกันตัวเองอย่างต่อเนื่อง 
    ทั้งนี้ จากการสอบสวนโรค จากประวัติผู้ป่วย บุคคล และสถานที่ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีประเด็นที่ควรระมัดระวัง ได้แก่ 1.ไม่คัดกรองวัดอุณหภูมิ 2.ละเลยเรื่องการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่าง 3.ให้บริการแบบ “แก้วร่วมสาบาน” 4.ดื่มด้วยแก้วเดียวกัน และมีการทิปโดยชงเครื่องดื่มให้พนักงานในร้านดื่ม และ 5.ละเลยการลงทะเบียนไทยชนะ โดยพบข้อมูลการลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.63 
    สำหรับผู้สัมผัสผู้ต้องขังดังกล่าว มีทั้งหมด 970 ราย แยกเป็นรายกลุ่ม แบ่งเป็น 1.บุคคลในครอบครัว 6 ราย ที่เป็นผู้มีความเสี่ยงสูง ทั้งหมดตรวจแล้วไม่พบเชื้อ 2.บุคคลที่พำนักที่คอนโดฯ บ้านสวนธน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 137 ราย ทั้งหมดตรวจแล้วไม่พบเชื้อ 3.กลุ่มศาลอาญา มีผู้สัมผัส 492 ราย แบ่งเป็นเสี่ยงสูง 14 ราย ตรวจแล้ว 11 ราย ไม่พบเชื้อ อยู่ระหว่างรอผล 2 ราย และอยู่ระหว่างติดตาม 1 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 478 ราย ตรวจแล้ว 146 ราย ไม่พบเชื้อ 4.กลุ่มโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีผู้สัมผัส 6 ราย อยู่ระหว่างเฝ้าระวัง 14 วัน 5.กลุ่มทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง มีผู้ต้องขัง 36 คน ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ รอกักตัวให้ครบตามกำหนด 14 วัน และต้องตรวจซ้ำอีก 2 ครั้ง และอีกกลุ่มที่เป็นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเรือนจำ มีผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 52 ราย ซึ่งมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 24 ราย มีการนัดหมายเก็บตัวอย่าง 6.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีผู้สัมผัส 8 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมด โดยเป็นผู้ต้องขังที่นั่งรถโดยสารร่วมกัน ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ 
    7.ที่ทำงานร้าน 3 วัน 2 คืน สาขาพระราม 3 มีผู้สัมผัส 22 ราย ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ 18 ราย อีก 4 ราย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยมีการปิดร้าน 14 วัน และทำความสะอาด 8. ร้าน 3 วัน 2 คืน สาขาพระราม 5 มีผู้สัมผัส 60 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 25 ราย ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ ส่วนอีก 35 ราย ซึ่งเป็นผู้มีความเสี่ยงต่ำ มีการประสานศูนย์บริการติดตามเฝ้าระวัง กักกันและเฝ้าระวังอาการที่บ้าน 14 วัน 9.ร้านเฟิร์ส คาเฟ่ ถนนข้าว สาร มีผู้สัมผัส 15 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 2 ราย มีอาการเข้าเกณฑ์ PUI (มีไข้) ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ 1 ราย อีก 1 ราย อยู่ระหว่างรอผล ส่วนอีก 13 ราย ไม่พบเชื้อ และ 10.ถนนข้าวสาร มีผู้สัมผัส 112 ราย ซึ่งเป็น ผู้มีความเสี่ยงต่ำทั้งหมด ตรวจแล้วไม่พบเชื้อ ทั้งนี้ รวมแล้วมีผู้สัมผัสกรณีของผู้ต้องขังรายนี้รวม 970 ราย โดยมีผู้รับการตรวจแล้ว 516 ราย ไม่พบเชื้อ 513 ราย และรอผลตรวจ 3 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้สัมผัสทั้ง 970 รายยังอยู่ในการกักกันและเฝ้าระวังอาการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข
    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวระหว่างเดินทางไปตรวจเยี่ยมความพร้อมในการรับมือโรคโควิด-19 ที่โรงพยาบาล จ.ระนอง ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเมียนมาว่า สิ่งที่น่าชื่นชมคือประชาชนคนไทยยังตั้งการ์ดอยู่เสมอ ใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ ถือเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในยามนี้ ส่วนใครที่การ์ดตกบ้าง ก็ขอให้กลับมาตั้งการ์ดสูง เพราะเรื่องโรคระบาดประมาทกันไม่ได้ 
     ที่ จ.ภูเก็ต นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และคณะ กล่าวระหว่างลงพื้นที่ร่วมรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลว่าในอนาคตอันใกล้นี้ หากจะนำนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในภูเก็ต คนในภูเก็ตทุกภาคส่วนยินดีต้อนรับหรือไม่ ซึ่งวันที่ 7 ก.ย.นี้ จะสรุปข้อมูลและรายงานให้นายกฯ ทราบ ทั้งนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า การให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในภูเก็ตต้องผ่านกระบวนการที่ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในทุกขั้นตอน ต้องถูกกักตัว 14 วัน ซึ่งวีซ่าที่จะให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาในประเทศไทยเป็นแบบให้ครั้งเดียวคือ 90 วัน โดยมาอยู่แบบระยะยาว
    นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง กล่าวว่า จะขอซ้อมระบบขอตั้งกองทุนโดยเก็บจากคนต่างชาติที่เข้ามา เพื่อให้คนในพื้นที่อุ่นใจ ทางจังหวัดจะเปิดเวทีให้มีความเข้าใจกันมากขึ้น เพราะจำเป็นต้องนำคนต่างประเทศเข้ามาเสริมเศรษฐกิจภูเก็ต 
    วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกมากกว่า 27 ล้านคน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมามีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การระบาดระลอกสอง แต่เชื่อมั่นว่าระบบสาธารณสุขของไทยจะรับมือการแพร่ระบาดได้ดีกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม หากประเทศมีการระบาดระลอกสองนำไปสู่การปิดเมืองรอบสอง การหดตัวติดลบ 12.2% ในไตรมาสสองจะไม่ใช่จุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่อาจจะรุนแรงกว่าการระบาดระลอกแรก.