'ช่อ พรรณิการ์' ฟ้องสื่อนอกถูกคุกคามหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรียกคนสวยในสภา จนถึงจดหมายข่มขู่ล่วงละเมิดทางเพศ!


เพิ่มเพื่อน    

16 ก.ย.63 -  ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (Foreign Correspondents’ Club of Thailand - FCCT) วานนี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้ร่วมวงเสวนาในหัวข้อ Parliamentarians at Risk: Reprisals against opposition MPs in Southeast Asia (เมื่อผู้แทนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง: ปรากฏการณ์การคุกคามสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยช่วงหนึ่ง น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า  สิ่งที่ตนอยากกล่าวถึงก่อนที่จะเข้าเรื่องของพรรคอนาคตใหม่และเรื่องของตน คือเรื่องที่ประชาชนชาวไทยที่กำลังเผชิญอยู่ ภายใต้ พ.ร.ก.การบริหารแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งประกาศใช้มาได้ 6 เดือนแล้ว ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อการควบคุมโรค แต่เมื่อไปดูข้อเท็จจริง จะเห็นว่าตอนนี้มีประชาชนกว่า 63 คนแล้วที่ถูกแจ้งข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองและจัดการชุมนุมทางการเมือง

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อถึงความเป็นมาของพรรคอนาคตใหม่และการกลายมาเป็นเป้าหมายของผู้มีอำนาจ โดยระบุว่าเมื่อพรรคอนาคตใหม่ก่อตั้งขึ้นแรกๆ รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับเราเท่าไหร่นัก เราได้รับการดูถูกว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่หลังจากที่ผู้สมัคร ส.ส.ของเราได้รับเลือกเข้าสภาถึง 81 ที่นั่ง จนเป็นพรรคอันดับ 3 ของประเทศ กระบวนการโจมตีและคุกคามต่างๆ ก็เกิดขึ้นทันทีอย่างเป็นระบบ ต่างจากกระบวนการโจมตีและคุกคามที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าการเลือกตั้งโดยสิ้นเชิง

แน่นอนว่าการโจมตีกันทางการเมืองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคอนาคตใหม่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและจงใจอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะนโยบายที่ก้าวหน้าของพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในเชิงโครงสร้าง ได้รับการตอบสนองจากประชาชนในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย และ ส.ส.ทั้ง 81 คนของพรรคอนาคตใหม่ที่มาจากคนทุกรุ่นวัย ทุกอาชีพ ทุกเพศ มีความหลากหลาย สำหรับประชาชนแล้วนี่คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นเกิดขึ้นในประเทศไทยมานานแล้ว และเมื่อนั้นเราก็ได้กลายมาเป็นเป้าโจมตีของผู้มีอำนาจ

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นเราจึงได้เห็นกระบวนทำลายล้างที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ผู้มีอำนาจมีความคิดเพียงว่าจะใช้วิถีทางใดก็ได้ ขอแค่พวกเราต้องไม่เป็นรัฐบาล เริ่มจาการที่พรรคอนาคตใหม่ถูกกระบวนการลดจำนวน ส.ส.เพราะการคำนวนของ กกต.ที่ค้านสายตาประชาชน จนเหลือเพียง 81 คน ซึ่งตนขอเรียกว่าการรัฐประหารโดย กกต. ที่ส่งผลให้สมการการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนไปในที่สุด

และเมื่อเราเข้ามาเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้ว เราก็ได้กลายมาเป็นตัวอันตรายยิ่งขึ้นในสายตาของผู้มีอำนาจ พวกเราถูกแจ้งข้อหาถึง 27 ข้อหา รวมถึงข้อหายุยงปลุกปั่น มีความพยายามที่จะแจ้งข้อหาโดยใช้มาตรา 112 ด้วย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการพยายามกำจัดเราออกจากสนามการเมืองให้ได้

น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อ ว่านอกจากข้อหา 27 ข้อแล้ว พวกเรายังต้องเผชิญกับการคุกคามหลายรูปแบบ เช่นเมื่อครั้งการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะตอบการอภิปรายนโยบายการต่างประเทศของตนด้วยการเรียกตนว่า “คนสวย” โดยที่ไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาหลังจากนั้น 

และที่ผ่านมาตนยังได้รับจดหมายข่มขู่ที่มีข้อความเกลียดชัง และแสดงความเห็นที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ไปจนถึงขู่ที่จะข่มขืนมาถึงตนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในรูปแบบจดหมายและในรูปของการแสดงความคิดเห็นออนไลน์ด้วย

“มันเป็นที่ชัดเจนมากว่าพวกเขาต้องการปิดปากเรา พวกเขาต้องการด้อยค่า ทำลายล้างเรา เพื่อให้เราไม่พูด แต่เราเลือกที่จะสู้กับการกระทำกักขฬะเหล่านี้ด้วยการไม่หยุดพูด ไม่หยุดทำ ดิฉันต้องการเผยแพร่เรื่องนี้ให้คนได้รับรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ว่ามีการกระทำที่กักขฬะเหล่านี้เกิดขึ้นกับดิฉันตลอดเวลา เพื่อหวังผลให้ดิฉันหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง และมันก็ชัดแล้วว่าพวกเขาทำไม่สำเร็จ เพราะจนถึงตอนนี้ดิฉันก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ พวกเขานั่นล่ะที่เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันยังคงทำงานการเมืองต่อไป” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อไปว่า การยุบพรรคอนาคตใหม่โดยศาลรัฐธรรมนูญหลังจากนั้น ได้ส่งผลให้เกิดการถอดถอนนักการเมือง 11 คนออกจากสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที ส่งผลให้ ส.ส.10 คนย้ายข้างทางการเมือง และสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดลงไป และที่สำคัญเสียงของประชาชนที่เลือกเรามา 6.3 ล้านเสียงหายไปในทันที ซึ่งจนถึงวันนี้ผู้มีอำนาจยังตอบคำถามเรื่องนี้กับประชาชนไม่ได้เลย ว่าการที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ประชาชนเลือกมาถูกยุบไปเพียงเพราะหัวหน้าพรรคให้พรรคกู้เงิน ทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ เป็นเรื่องที่ยุติธรรมอย่างไร

นี่คือความไม่ยุติธรรมอย่างชัดเจน ประชาชนต่างตั้งคำถามถึงความยุติธรรม จนตามมาด้วยกระแสความเคลื่อนไหวชุมนุมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศหลังจากนั้น แต่ประชาชนไม่ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเพราะพวกเขาอยากให้เราเป็น ส.ส. แต่เพราะพวกเขาเห็นว่านี่คือความไม่ยุติธรรม พวกเขาได้เห็นประเทศนี้ยุบพรรคการเมืองไปหลายสิบพรรคแล้ว จนพวกเขาก็รู้สึกว่ามันต้องพอได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ตนอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจว่าเราไม่ใช่สาเหตุหลักสาเหตุเดียวที่ทำให้กระแสการชุมนุมในวันนี้เกิดขึ้น แต่การยุบพรรคอนาคตใหม่และการตัดสิทธิทางการเมืองของเราเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้าย ประชาชนไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ประชาชนไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่เคยไปถึงเป้าหมายประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่เราเริ่มต้นมาแล้วถึง 88 ปี

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนี้แม้แต่นักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือกระทั่งนักกิจกรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้ก็ออกมาเคลื่อนไหวแล้วโดยไม่สนใจอีกแล้วว่ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่ พวกเขาออกมาประท้วงบนถนนเพื่อเรียกร้องประเทศไทยที่ดีกว่านี้ และการปฏิรูปที่แท้จริง รวมทั้งการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วย เราต้องการการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และรวดเร็ว เพราะมันเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าการปฏิรูปแบบค่อยไปค่อยไปในรอบ 88 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ และไม่ใช่การปฏิรูปที่แท้จริง ตอนนี้ประชาชนกำลังเรียกร้องการปฏิรูปที่ฉับพลัน รวดเร็ว และถึงโครงสร้างที่แท้จริง และดิฉันภูมิใจอย่างมาก ที่ความพยายามอย่างเป็นระบบของพวกเขาในการทำลายพรรคอนาคตใหม่ ได้ส่งผลให้ประชาชนคนไทยที่มีความตื่นตัวทางการเมืองตื่นขึ้นมา และเลิกที่จะฝากความหวังกับองค์กร หน่วยงาน พรรคการเมือง หรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่งแล้ว แต่เลือกที่จะต่อสู้เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่านี้ ที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วยตนเอง” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวในตอนหนึ่งด้วยว่า การปกป้องสิทธิเสรีภาพของสมาชิกรัฐสภาเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกประเทศทั่วโลก ยกตัวอย่างในฐานะที่ตนเป็นสื่อมวลชนมาก่อน เสรีภาพของสื่อมวลชนมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เพราะสื่อเป็นคนสำคัญมีอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะสื่อมวลชนมีภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ในการเผยแพร่ความจริงออกสู่สาธารณชน 

เช่นเดียวกับกรณีของสมาชิกรัฐสภา ที่สมาชิกรัฐสภาควรได้รับประกันสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เพราะพวกเราเป็นคนสำคัญ แต่เพราะพวกเรามีภารกิจอันศักดิ์สิทธิในการรับใช้ประชาชน เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนทุกคน แม้แต่ประชาชนที่ไม่ได้เลือกเรา ปกป้องประชาชน ตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิทธิเสรีภาพของสมาชิกรัฐสภาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด 

และในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตนไม่เคยเห็นสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ทำหน้าที่ถูกคุกคาม มีแต่เพียงสมาชิกรัฐสภาที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจเท่านั้นที่ถูกคุกคาม หรือกระทั่งสังหารเอาชีวิต ดังนั้นการรับประกันสิทธิของสมาชิกรัฐสภา จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ทำหน้าที่รับใช้และปกป้องประชาชนอย่างที่ควรทำต่อไปได้