ถกงบจืดส.ส.หันดูรูปโป๊


เพิ่มเพื่อน    

  สภาถกงบรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 3.28 ล้านล้านบาท พรรคฝ่ายค้านแบะท่าลากประชุมยาวถึง 19 ก.ย. “ชวน” ตีเส้นให้พูดคนละไม่เกิน 7 นาที ตามฟอร์ม “เพื่อไทย-ก้าวไกล” รุมตัดเสนอตัดงบ พร้อมชำแหละรีดไขมันไม่พอ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เชื่ออนาคตเกิดมหาวิกฤติต้องแก้กฎหมายก็เกินเพดานแน่

เมื่อวันพุธที่ 17 กันยายน มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 2 ครั้งที่ 30 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดย กมธ.ได้ตัดงบประมาณจากที่คณะรัฐมนตรีเสนอมาในวงเงิน 3,300,000,000,000 บาท เหลือ 3,285,962,479,700 บาท
ทั้งนี้ ก่อนการประชุม นายสุทิน คลังแสน ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ฝ่ายค้านมีผู้อภิปราย 75 คน บางคนมีการอภิปราย 3-4 มาตรา มาตราละ 7 นาที ฉะนั้นเรากังวลเรื่องเวลา 3 วันอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นจะหารือกับทางรัฐบาลให้สมาชิกให้อภิปรายเต็มที่ จากเดิมที่จะจบในวันที่ 18 ก.ย.ไม่เกินเวลา 24.00 น. แต่วันนี้ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอหรือไม่
    เมื่อถามว่าจะขออภิปรายเพิ่มในที่ 19 ก.ย.ใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เรายังไม่บอกว่าขอเพิ่ม คงต้องบริหารจัดการเวลาไว้ก่อน เพียงแต่ต้องเกริ่นไว้ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบว่าเวลาที่เรากำหนดไว้อาจไม่เพียงพอ
ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรอบการประชุมว่า 2 วัน คือ 16-17 ก.ย. แต่ถ้าไม่แล้วเสร็จก็จะพิจารณาวันที่ 18 ก.ย.อีก 1 วัน ส่วนความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ 2564 นั้น ไม่ใช่ความผิดสำนักงบประมาณ แต่เพราะส่งร่างกฎหมายงบประมาณมาถึงสภา และมีเวลาให้สมาชิกพิจารณาเอกสารเพียง 7 วัน จากปกติ 10 วัน จึงขยายเวลาออกไป ทำให้เปลี่ยนเวลาปฏิทินของสำนักงบประมาณ แต่ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการเบิกจ่าย
และเมื่อเวลา 09.30 น. นายชวนเป็นประธานการประชุมดังกล่าว แต่ไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องมีสมาชิกลงชื่อ 195 คนไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชวนประกาศให้สมาชิกร่วมลงชื่อก่อนที่ในเวลา 09.45 น.จึงเริ่มได้ โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญฯ รายงาน สาระสำคัญ ว่าตั้งแต่การรับหลักการในวาระที่ 1 ในวันที่ 3 ก.ค.2563 กมธ.วิสามัญฯ เริ่มพิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.-8 ก.ย. โดยพิจารณางบประมาณของ 721 หน่วยงาน ซึ่งได้มีการปรับปรุงทำให้เหลืองบประมาณปี 2564 รวม 3.28 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มอภิปรายฝ่ายค้านลุกขึ้นสอบถามถึงเวลาในการอภิปรายที่ตกลงกันคนละ 7 นาที โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายท้วงติง แต่นายชวนยืนยันอย่างไรก็ต้องยึด 7 นาทีเป็นหลัก และตัดบทเข้าสู่การอภิปรายต่อทันทีแม้จะยังมี ส.ส.ท้วงติงอยู่
    โดยการประชุมได้ไล่เรียงตั้งแต่มาตรา 1 แม้ว่าจะไม่มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีผู้ขออภิปรายและสงวนคำแปรญัตติไว้ ซึ่งมาตรา 1 ที่ไม่มีการแก้ไข นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบประมาณปี 2564 เป็นงบที่คนจ่ายไม่ได้ใช้  คนใช้ไม่ได้จ่าย ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม อุปโลกน์ตัวเองเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทำให้ไม่เชื่อมั่น รู้สึกเอือมระอา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่กู้เงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงต้องการเติมคำ “ที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ” เข้าไปท้ายชื่อร่าง พ.ร.บ. เพื่อให้ตระหนักว่างบประมาณเป็นภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินสุรุ่ยสุร่าย ไม่ใช่เงินจากตระกูลของท่านหรือของใคร
    ทั้งนี้ ในมาตรา 2 และ 3 ก็ยังคงมี ส.ส.อภิปรายเป็นกระสาย จนมาถึงมาตรา 4 ในซึ่งเป็นวงเงินรวมของงบประมาณปี 2564 ซึ่งมีผู้อภิปรายจำนวนมาก โดยนายสุทินอภิปรายว่า ไม่เห็นการปรับลดที่สอดคล้องต่อความจำเป็น เชื่อว่าหากยังเป็นเช่นนี้ในอนาคตรัฐบาลก็จะมาขอให้สภาแก้กฎหมายขยายเพดานเงินกู้อีกแน่นอน จึงอยากให้ตัดงบบางส่วนที่เป็นไขมันและยังไม่มีความพร้อม แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะอนุมัติงบให้หรือไม่ ทำให้เห็นว่าโครงการต่างๆ ที่พร้อมและประชาชนแบมือขอไม่อนุมัติงบให้ แต่กลับไปให้ในสิ่งที่ยังไม่พร้อม  
    น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ประธานสภาฯ ควรให้เลิกตั้งอนุ กมธ.ทำไมถึง 8 คณะ เสียงบประมาณ เสียเวลา เช่น ตัดงบไปแล้ว 3-4 หมื่นล้านบาท แต่พอไป กมธ.ห้องใหญ่ขอคืนหมด จึงอยากฝากว่าปีต่อๆ ไปคณะ กมธ.งบประมาณชุดใหญ่จะพิจารณาตัดงบจุดไหนก็ตัดไปเลย ไม่ต้องมาเรียกคืนทีหลัง แล้วให้พวกหากินมาหากินแต่ละห้อง กมธ. ตนไม่เห็นด้วยและจะต่อสู้ตลอดไป
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า งบประมาณที่ กมธ.ตัดลดกว่าหมื่นล้านบาท เป็นประโยชน์กับผู้เสียภาษีและประเทศชาติ แต่ก็ไม่เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจ ทุกคนกำลังเผชิญกับสึนามิเศรษฐกิจ ขอตั้งข้อสังเกตของการจัดทำงบประมาณ 5 ข้อ ดังนี้ 1.โครงสร้างงบประมาณยังไม่ตอบโจทย์มหาวิกฤติ 2.งบที่ตัดไม่ใช่ตัดจริงๆ ไม่ใช่การรีดไขมันจริงๆ 3.รัฐราชการโตขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ของทุกปี โตยิ่งกว่าจีดีพี 4.การกระจายอำนาจ ท้องถิ่นถูกรีดภาษีและได้เงินชดเชยไม่เพียงพอ และ 5.ประมาณการฐานะทางการคลัง อาจทำให้คลังแตกได้
หลัง ส.ส.อภิปรายมาตรา 4 เป็นที่เรียบร้อย นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ได้ให้ที่ประชุมลงมติ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ. 264 ต่อ 140 งดออกเสียง 18 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
ต่อมาที่ประชุมก็ได้มีการอภิปรายมาตรา 5 ซึ่งเป็นกรณีให้กระทรวงการคลังมีอำนาจสั่งจ่ายเงินแผ่นดิน ซึ่งก็มี ส.ส.อภิปรายบ้าง จนมาถึงมาตรา 6 ว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายงบกลางจำนวน 614,616,246,500 บาท ซึ่งก็มี ส.ส.อภิปรายจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ขอให้มีการตัดงบกลางลงไล่มาตั้งแต่ 5-10% ต่อมาเวลา 18.30 น. นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า งบกลางปี 2564 ไม่มีความผิดปกติ ทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น มีกรอบว่าสามารถตั้งได้ในสัดส่วน 2-7.5% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย ซึ่งงบประมาณรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ในปีงบประมาณ 2564 ที่ตั้งไว้ 99,000 ล้านบาท คิดเป็น 3% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2564 ยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมถึงรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินปีก่อนหน้านี้ก็อยู่ในกรอบตามวินัยการเงินการคลังเช่นกัน ทั้งนี้ หลังจากที่นายวิเชียรชี้แจงเสร็จแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 6 ด้วยคะแนน 259 ต่อ 85 งดออกเสียง 69 ไม่ลงคะแนน 4 คะแนน
จากนั้น ได้มีการอภิปรายต่อในมาตรา 7 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี
วันเดียวกัน ยังคงมีกระแสข่าวแคนดิเดตบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนนายปรีดี ดาวฉาย ที่ลาออกไป โดยนายชาติชาย พยุหนาวีชัย อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ไม่เคยได้รับการทาบทามจาก พล.อ.ประยุทธ์ ทราบเพียงกระแสข่าว ส่วนสาเหตุที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนั้น น่าจะมาจากการผลักดันของผู้ใหญ่ในวงการที่เห็นประสบการณ์ทำงานและผลงานการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล และส่วนตัวโชคดีที่ผ่านมาทำงานประสานงานร่วมกับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ รวมถึงกระทรวงการคลังมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประสบการณ์ตรง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่การพิจารณาของนายกฯ
ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ตอบเพียงสั้นๆ ในเรื่องนี้ว่า "พี่ไม่เหมาะหรือ" จากนั้นเมื่อสอบถามทางไลน์ว่าจะมาเป็น รมว.การคลังจริงหรือไม่ โดยนายสมชัยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข่าว โดยไลน์บอกเพียงว่า "ให้มันเป็นไปตามข่าวที่ออกมาแล้วกัน"
ทั้งนี้ รายชื่อแคนดิเดตที่ออกมามีทั้งนายชาติชาย, นายสมชัย และนายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตผู้บริหารเอสซีจี และล่าสุดก็มีชื่อของนายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่? ?30 ก.ย.นี้ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างชื่นชอบการทำงานของนายประสงค์ ที่ทำงานคล่อง และล่าสุดนายประสงค์ยังเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารภาครัฐที่ร่วมพูดคุยระหว่างนายกฯ นักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัย และสถาบันการเงินด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มีการสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงกระแสข่าวคนนอกจะมาเป็น รมว.การคลัง แต่ปรากฏว่านายกฯ  ไม่ตอบคำถาม ได้แต่ยิ้มและโบกมือไม่ตอบ.

 

 


เมื่อคืนเป็นไงครับ? ได้ดูกันเปล่า......... ประชุมรัฐสภาในนัด "แก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นน่ะ

'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!