เคาะ5.1หมื่นล. แจกคนจน500 กระตุ้นใช้จ่าย


เพิ่มเพื่อน    

 

ศบศ.เคาะ 5.1 หมื่นล้านลุย 2 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เติมเงินบัตรคนจนเพิ่ม 500 บาท 3 เดือน แจก 3 พัน 10ล้านคนโครงการคนละครึ่งเริ่ม 23 ต.ค. "บิ๊กตู่" ยันเดินหน้าขับเคลื่อน ศก.ฟื้นจากวิกฤติ

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี?และ รมว.พลังงาน นำนักเศรษฐศาสตร์ จากองค์กรวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัย และสถาบันการเงิน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วงวิกฤติ
    หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า  "มีหลายเรื่องที่ได้คุยกัน เช่น นโยบายการเงินการคลัง ระบบภาษี การกระตุ้นการจ้างงาน และการปรับทักษะแรงงาน รวมถึงสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลต้องเตรียมการเพื่อรับมือในอนาคต หลายเรื่องได้เริ่มทำไปแล้ว หรืออยู่ระหว่างการดำเนินการ เพราะตรงกับยุทธศาสตร์ชาติที่เรามี อีกหลายเรื่องจะเป็นประโยชน์ที่ช่วยให้ผมสามารถตัดสินใจและกำหนดแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลต่อไป ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นความเต็มใจของทุกท่านที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ผมยืนยันครับว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังทุกภาคส่วนครับ”
    ต่อมาเวลา 14.40 น. นายกฯ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ครั้งที่ 3/2563 ว่าได้มีการเสนอขออนุมัติหลักการโครงการหลายลักษณะด้วยกันในเรื่องการดูแลเศรษฐกิจฐานราก การดูแลผู้ประกอบการ โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาครัฐ และการลงทุนในประเทศให้เกิดความต่อเนื่อง โดยหลายประเทศให้ความสำคัญเรื่องเหล่านี้ และได้พยายามติดต่อขอเข้ามาดูกิจการและแผนการลงทุนของเขา จึงได้มีการขออนุมัติหลักการเบื้องต้นว่าจะมีกรอบอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว นักธุรกิจ การอนุมัติวีซ่า รวมถึงการลงทุนอีอีซี อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาตกลงสัญญา ทุกอย่างไม่ได้หยุดนิ่ง แม้จะมีปัญหาโควิด-19 ก็ตาม ยังมีการติดต่อ ประชุมร่วม และประชุมทางไกลกันอยู่ตลอด ขออย่าไปพูดอะไรให้เกิดความเสียหายมากนักในกรณีที่ว่าทุกคนไม่อยากมาลงทุนในไทยแล้ว พูดแบบนี้คิดว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ขัดกับข้อเท็จจริง  
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะบอกกับประชาชนให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนลงทุนมาอย่างต่อเนื่องตามลำดับ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งทางเรือ ทางบก และทางอากาศ ทุกอย่างมีความก้าวหน้าตามลำดับ มีการลงนามสัญญาเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญคือรัฐบาลได้ดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมี 2 สองส่วน ส่วนแรกคือบัตรสวัสดิการของรัฐ และส่วนที่สองจะมีมาตรการเฉพาะกลุ่มเฉพาะอย่างออกไปให้ประชาชน อีกส่วนคือการลงทุนระยะยาว เพื่อให้มีรายได้กลับเข้ามาประเทศ
    ด้านนางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบศ.เห็นชอบวงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท รวมผู้เข้าร่วมโครงการ 24 ล้านคน เพื่อดำเนินมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน
    และ 2.โครงการคนละครึ่ง ภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดยอาศัยวิธีการร่วมจ่ายร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป (ไม่รวมลอตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจำตัวประชาชน มีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com
    สำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจำนวนประมาณ 100,000 ร้านค้า สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563.

 


ถึงตอนนี้........ "ม็อบรุ่นใหม่" ก็หนังกลับ "คืนสภาพจริง" "นักเรียน-นักศึกษา" แค่ผักชี นปช.ทักษิณ "เสื้อแดงแจ๋" เนื้อแท้ ชัดเจน!

ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'