คนละครึ่งรับ3พัน ลงทะเบียน16ต.ค. จำกัด10ล้านราย


เพิ่มเพื่อน    

  คลังกดปุ่ม 16 ต.ค.63 เปิดลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง รับ 3,000 บาทใช้ซื้อของกินของใช้ผ่านแอปเป๋าตังในร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ จำกัดแค่ 10 ล้านคน เริ่มใช้จ่าย 23 ต.ค.-31 ธ.ค. ขณะที่ ธปท.เคาะเกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเปิดทางใช้บิลค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ ยื่นกู้ได้ไม่เกินรายละ 2 หมื่นบาท ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี

     เมื่อวันพฤหัสบดี นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.จะเสนอรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง แจกเงิน 3,000 บาท ให้ประชาชน 10 ล้านคน ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาท ผ่าน WWW.คนละครึ่ง.com โดยประชาชนที่อายุ 18 ปี และไม่ได้เป็นผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถลงทะเบียนรับเงินได้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของวันที่ 16 ต.ค.2563 เป็นต้นไป โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ลงทะเบียนหากเต็ม 10 ล้านคน ก็ถือว่าครบ หากไม่เต็มก็เปิดให้ลงทะเบียนในวันต่อๆ ไปจนครบ 10 ล้านคน
      โดยหลังลงทะเบียนแล้วภายใน 2 วัน ผู้ลงทะเบียนจะได้รับ SMS แจ้งว่าผ่านการพิจารณาหรือไม่ หากผ่านก็ให้โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งรัฐบาลจะโอนเงิน 3,000 บาทให้กับผู้ได้สิทธิ เพื่อนำไปซื้อของกินของใช้จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าจะมีแอปพลิเคชันถุงเงิน ขณะนี้มีมากกว่า 1 แสนร้านค้า โดยผู้ได้สิทธิก็ต้องโอนเงินส่วนที่จะซื้อของเข้าแอปเป๋าตังของตัวเองด้วย เพราะมาตรการนี้เป็นการร่วมจ่ายกันคนละครึ่ง
     "สำหรับการเริ่มให้ผู้ได้สิทธิเริ่มใช้จ่ายในโครงการได้ในวันที่ 23 ต.ค.2563 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563 โดยรัฐบาลกำหนดช่วยจ่ายค่าซื้อสินค้าวันละไม่เกิน 100 บาท หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน  ขณะที่การไปซื้อสินค้าจะต้องจ่ายเงินผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น โดยนำแอปเป๋าตังไปสแกนกับแอปถุงเงินของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ซื้อของ 100 บาท ระบบก็จะตัดเงินของผู้ได้สิทธิในแอปฯ เป๋าตังไป 50 บาท และจะแจ้งว่าวงเงินที่รัฐช่วยจ่ายเหลือ 2,950 บาท โดยในส่วนของรัฐช่วยจ่ายจะดำเนินการจ่ายให้ร้านค้าในวันถัดไป"
    ผอ.สศค.กล่าวว่า ผู้ที่ได้สิทธิแล้วจะต้องเริ่มใช้เงินภายใน 14 วัน หลังจากได้รับ SMS หากไม่ใช้เงินระบบจะตัดชื่อออก เพื่อให้คนอื่นเข้ามาจองสิทธิ์ใหม่ โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ก็ยังสามารถมาลงทะเบียนใหม่ โดยโครงการนี้ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายจริงๆ ไม่ต้องการให้มีการของกักสิทธิของผู้อื่นที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ในส่วนของร้านค้าที่ต้องเข้าร่วมโครงการ จะเป็นร้านหาบเร่ แผงลอย ร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ใช่ร้านค้าขนาดใหญ่ที่เป็นนิติบุคคล และร้านสะดวกซื้อ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ส่วนกรณีของแฟรนไชส์ เช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว สามารถเข้าโครงการได้ เพราะถือว่าผู้ที่ขายจริง เป็นบุคคลธรรมดา
     อย่างไรก็ตาม สศค.อยากประชาสัมพันธ์ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทุกรายมีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะระบบจะตรวจสอบความผิดปกติได้ เช่น ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเคยขายของได้วันละ 2 หมื่นบาท แต่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เป็น 2 แสนบาท และมีความถี่ของการขายผิดปกติ สศค.ก็จะส่งลงไปตรวจสอบหากพบการกระทำผิด ก็ตัดชื่อออกจากโครงการ
    นายลวรณกล่าวอีกว่า รัฐบาลยังช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการโดยให้วงเงินซื้อสินค้าเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาท จากที่ได้รับเดือนละ 200 กับ 300 บาท ก็จะได้รับเดือนละ 700 บาท กับ 800 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2563 หรือเท่ากับได้เงินเพิ่มอีก 1,500 บาท เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงเทคโนโลยีลำบาก ทำให้ไม่สะดวกที่จะไปจองสิทธิรับเงิน 3,000 บาท จึงให้ความช่วยแยกออกเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้น
    วันเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ข้อมูลทางเลือก เช่น การชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ รายได้หรือพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ ในการประเมินความสามารถหรือความเต็มใจในการชำระหนี้ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในขั้นตอนการให้บริการสินเชื่อ ได้แก่ การเบิกจ่ายและรับชำระคืนสินเชื่อ และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ เช่น อัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม และการแสดงภาระหนี้  
    ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถให้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลแก่ผู้บริโภคแต่ละรายรวมไม่เกิน 20,000 บาท และมีกำหนดระยะเวลาการชำระคืนสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลแต่ละสัญญาไม่เกิน 6 เดือน โดยไม่จำกัดวัตถุประสงค์ในการกู้ยืม และกำหนดอัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ รวมกันไม่เกิน 25% ต่อปี
     “สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลจะช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ กลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้ และกลุ่มที่ไม่มีทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลทางเลือกต่างๆ ในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยสร้างข้อมูลรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) ในระบบการเงินให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้บริการทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต"
     อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล สามารถแจ้งความประสงค์มายัง ธปท. โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องสามารถสาธิตผลิตภัณฑ์และบริการต้นแบบ (Minimum Viable Product: MVP) ที่สะท้อนรูปแบบการให้บริการตามที่ ธปท.กำหนด.


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก